ตอนที่ 2763
บทที่ 1039.2 โปรดอภัยที่ไม่ได้ไปต้อนรับแต่ไกล
October 21, 2026
เฉินผิงอันถามชวนคุย “หากเจ้าเป็ นศัตรูกับสกุลลู่แผ่นดินกลาง จะท าอย่างไร?” เอาแต่พูดเรื่องไร ้สาระอยู่นั่น อิ๋นลู่รู ้สึกว่าล าพังแค่คุยเล่นกับอิ่นก วานหนุ่มผู้นี้ก็ต้องเปลืองพลังอย่างมากแล้ว เพียงแต่เขาอุตส่าห์ถาม มาแล้ว อิ๋นลู่ก็ได้แต่ตั้งใจครุ่นคิดถึงคาถามระยานี่ ใช ้ความคิดอยู่พัก หนึ่งก็พูดเหมือนหยั่งเชิงว่า “ต่อให้ข้าอยู่ในนครเซียนจานก็ยังได้ยิน ชื่อเสียงเลื่องลือของสกุลลู่แผ่นดินกลางมานานแล้ว ไม่ถูกกับพวก เขาก็ไม่ใช่ว่าเป็ นศัตรูกับผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งหรอก หรือ? หากเปลี่ยนมาเป็ นข้าก็จะหาสถานที่ไปหลบซ่อนตัว ต้องเป็ น ภูเขาลูกใหญ่ที่สามารถงัดข้อกับสกุลลู่ได้ หากเป็ นศัตรูคู่แค้น ถูก สกุลลู่ไล่ตามมาฆ่า ข้าก็จะไปที่ภูเขาใหญ่แสนลี้ เป็ นพวกเดียวกับผู้ อาวุโสเถาถิง จะดีจะชั่วก็สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ แน่นอนว่าใต้เท้าอิ่ นกวานไม่ต้องทาอย่างนั้น ต้องเป็ นสกุลลู่ที่ปวดหัวแทนถึงจะถูก” เฉินผิงอันไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เพียงเอ่ยว่า “เจ้าไม่ต้องตาม มาแล้ว ไปเดินเล่นที่ภูเขาด้านหน้าของภูเขาลั่วพั่วเถอะ จ าไว้ว่าอย่า ออกห่างจากประตูภูเขาไกลเกินไป หาไม่แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็ ต้องแบกรับผลลัพธ ์ที่ตามมาเอาเอง”อิ๋นลู่หรือจะกล้าเดินเล่นส่งเดช เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็คือพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมของเฉินผิงอัน อย่าว่าแต่กังวลว่าจะพูดผิดเลย อิ๋นลู่ ยังกังวลด้วยว่าตัวเองออกห่างไปจากข้างกายเฉินผิงอัน ระหว่างที่ เดินไปภูเขาเบื้องหน้า บางทีเพียงแค่สายตาเดียวหรือสีหน้าเดียวที่ไป ท าให้ใครไม่ชอบใจ ไม่ถูกชะตาเข้า ก็จะต้องถูกฆ่าตายคาที่ อิ๋นลู่คิด ไปคิดมา เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนก็รู ้สึกว่าอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน น่าจะมั่นคงกว่า เพียงแต่เขาไม่รู ้ว่าควรจะเปิดปากอย่างไรดี เพราะถึง อย่างไรตอนอยู่นครเซียนจานก็ล้วนเป็ นคนอื่นที่ต้องคอยประจบเอา ใจเขา ไหนเลยจะต้องให้เขาที่เป็ นรองเจ้านครผู้จัดการกิจธุระต่างๆ คอยสังเกตสถานการณ์ ใคร่ครวญหาค าพูดให้เหมาะสม? เฉินผิงอันเอ่ย “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เป็ นแขกแค่ ตามใจเจ้าบ้านก็พอ หลักการเหตุผลเล็กน้อยแค่นี้ก็ไม่เข้าใจหรือ?” ในใจของอิ๋นลู่ขมขื่นยิ่งนัก เฉินผิงอันหากเจ้าพูดอย่างนี้ ข้าก็ไม่ มีอะไรจะเอ่ยแล้ว เจ้าไปนครเซียนจาน ทาไมไม่ยอมเป็ นแขกที่ตามใจเจ้าบ้านบ้าง ล่ะ? ตลอดทางที่เดินมานี้ ลาพังแค่ชื่อเรียกของศาลาแต่ละหลังก็ทา ให้อิ๋นลู่ได้เปิดโลกกว้างแล้วอี้หราน (สยายปีก) เกาจั่ว (นั่งสูง) อวิ๋นจง (กลางเมฆ) เยว่หม่าน (จันทร ์เต็มดวง) ซวีซิน (ถ่อมตัว) อวี่เซี่ย (เบื้องใต้สายฝน) ปาเฟิง (ลมแปดทิศ) … ชื่อที่ยาวที่สุดก็คือ “ศาลาเติบโตมีความสุขมองขุนเขาเขียวที่ไม่ แก่ชราเหมือนกัน” ส่วนชื่อศาลาที่สั้นที่สุดยิ่งน่าสนใจมากกว่าคือ ศาลา ‘ศาลา’ เบื้องหน้ามีเรือนหลังหนึ่งปรากฏขึ้นมา ผนังขาวก้อนอิฐดาถูก บดบังอยู่ท่ามกลางต้นไผ่สีเขียวขจี เฉินผิงอันเก็บแส้ปัดฝุ่ น เอ่ยว่า “ไปเถอะ” อิ๋นลู่ได้แต่คารวะตามขนบลัทธิเต๋า “น้อมรับคาสั่งอิ่นกวาน” ภูเขาด้านหลังของภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้มีลูกหลานสกุลเฉาอายุน้อย คู่หนึ่งฝึกตนและฝึกวรยุทธอยู่ที่นี่ ประตูใหญ่เปิดอ้า เด็กสาวกาลังฝึกท่าหมัดเดินนิ่งอยู่ในลานฝึก ยุทธ เฉินผิงอันยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู งอนิ้วเคาะประตูเบาๆ เด็กสาว เดินท่าหมัดรอบหนึ่งจบแล้วหันไปเห็นเจ้าขุนเขา นางก็มีท่าทาง ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็ นครั้งที่สามแล้วที่ทั้งสองฝ่ายได้พบเจอกัน ครั้งแรกคือตอนที่นางตามคุณชายไปพบเจ้าขุนเขาเฉินที่เรือน ไม้ไผ่ อันที่จริงตอนนั้นไม่ได้คุยอะไรกันคราวก่อนเจ้าขุนเขาเฉินมาเยือนที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง ถึงขั้นที่ว่า ยังช่วยสอนหมัดให้กับเฉายางไปรอบหนึ่ง หลังการประลองฝีมือผ่าน ไป เฉายางยอมรับความพ่ายแพ้ได้ทั้งกายและใจ ภายหลังได้น ามา ทบทวนซ้าอยู่หลายครั้ง ทาให้เด็กสาวผู้ฝึกยุทธได้รับผลประโยชน์ไม่ น้อยในขณะที่เฉายางทาตัวไม่ถูกอยู่นั้นเอง เฉาอินก็เดินเร็วๆ ออกมา จากห้องหนังสือ เดินลงบันไดมาแล้วก็ประสานมือคารวะ “อาจารย์ เฉิน”เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เฟิงเซิง ได้ยินมาว่าอู๋ถงเลื่อนเป็ นขอบเขตห้า แล้วก็เลยมาร่วมแสดงความยินดีที่นี่ คงไม่อยู่นาน นั่งสักพักก็จะไป แล้ว ไม่รบกวนการฝึกตนของพวกเจ้า”เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคือลูกหลานสายรองของสกุลเฉาเสาค้า ยันแคว้น ชื่ออินนามเฟิ่งเซิง และยิ่งเป็ นผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขต ชมมหาสมุทร คู่ควรกับค าเรียกขานว่าอัจฉริยะเด็กหนุ่มได้แน่นอนแล้วก็เพราะสกุลเฉาไม่ยินดีจะให้เด็กหนุ่มมีชื่อเสียงเร็วเกินไป นัก หาไม่แล้วป่านนี้เฉาอินก็คงมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งต้าหลีนานแล้ว ส่วนเฉายางที่มีชื่อเล่นว่าอู๋ถงนั้น เด็กสาวเพิ่งจะเลื่อนเป็ นขอบเขตห้า ทั้งต้องยกคุณความชอบให้กับการถามหมัดด้วยตัวเองของเจ้า ขุนเขาเฉิน แล้วก็ต้องขอบคุณอาจารย์จูจากใจจริงที่ช่วงนี้คอยแวะ มาป้ อนหมัดให้ที่นี่บ่อยๆ โดยเฉพาะเจ้าขุนเขาเฉินที่คราวก่อนแสดง ท่าหมัดท่าเดินสี่สิบกว่าท่าให้เฉายางดูบนลานฝึ กยุทธรวดเดียวเรียกได้ว่าเป็ นการเปิดประตูใหญ่แห่งฟ้ าดินวิถีวรยุทธบานใหม่เอี่ยม ให้กับเฉายางเลยดังนั้นจะไม่ให้เฉายางตื่นเต้นคงไม่ได้ วันนี้ได้พบกับเจ้าขุนเขา เฉินอีกครั้ง ไยจะไม่รู ้สึกเคารพเขาดุจดั่งเทพเจ้าเล่า?เฉินผิงอันเดินเข้าไปในห้องโถง เพียงไม่นานเฉายางก็ยกน้าชา มาให้ มือของนางยังสั่นไม่หาย เฉินผิงอันแสร ้งท าเป็ นมองไม่เห็น พูดคุยเรื่องการฝึกตนช่วงที่ผ่านมากับเฉาอิน รอกระทั่งเด็กสาววาง ถ้วยน้าชาลงบนโต๊ะด้านข้างแล้วถึงได้หันหน้ามายิ้มเอ่ยขอบคุณ เฉายางตีหน้าเคร่งฝืนส่งยิ้มไปให้ หน้าผากเด็กสาวเต็มไปด้วยเหงื่อ เม็ดเล็ก นางเดินไปที่ข้างกายของเฉาอินเบาๆ แต่ไม่ได้นั่งลง กฎระเบียบในตระกูลชนชั้นสูง ต่อให้ออกมาอยู่นอกตระกูลก็มิอาจ เพิกเฉยได้ เฉาอินเองก็เคยโน้มน้าวนางว่าอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วไม่ จ าเป็ นต้องคิดเล็กคิดน้อย เพียงแต่ไม่ได้ผล โน้มน้าวไม่ได้ เด็กหนุ่ม ก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดเฉินผิงอันสอบถามเรื่องการฝึ กตนของพวกเขาไปแล้วก็แค่ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไปกับเฉาอิน พอได้ฟังคาพูดปกติทั่วไปนาน เข้า เฉายางก็เริ่มผ่อนคลายตามไปด้วยอิ๋นลู่แยกทางจากอิ่นกวานหนุ่มแล้วก็เดินไปบนเส้นทางเพียง ล าพังอย่างหวาดระแวงดูจากท่าทางแล้วเหมือนกลัวว่าจะเหยียบไป โดนใบไม้บนเส้นทางจากนั้นอิ๋นลู่ก็ได้เจอแม่นางน้อยชุดดาท่าทางประหลาดคนหนึ่ง ที่สุดปลายทางของทางเล็ก สองคิ้วของนางอ่อนจาง สะพายห่อผ้า ฝ้ ายไว้เอียงๆ บนบ่าแบกคานหาบสีทองอันเล็ก ในมือถือไม้เท้าเดิน ป่ าไผ่เขียว นางกระโดดโลดเต้นมาบนทางเส้นเล็ก ทั้งสองฝ่ ายเจอ หน้ากันก็หยุดเท้าแทบจะเวลาเดียวกัน อิ๋นลู่ไม่มีตบะขอบเขตเซียนเห รินแล้ว แต่แววตายังคงอยู่ พบว่าอีกฝ่ ายเหมือนจะเป็ นแค่ภูตน้าน้อย ห้าขอบเขตล่างตนหนึ่งเท่านั้น อิ๋นลู่พอจะสงบใจได้บ้าง กลับเป็ นชุด คลุมอาคมสีดาบนร่างของนังหนูที่ระดับขั้นไม่ธรรมดา เพียงแต่ว่า แค่อิ๋นลู่เกิดความคิดนี้ก็นึกอยากจะตบปากตัวเองแรงๆ สักที คิด อะไรน่ะ อยากตายหรือไร?แม่นางน้อยชุดดาหยุดยืนนิ่งอย่างขลาดๆ แล้วก็ขยับเท้าออกไป เงียบๆ เดินไปข้างทางแล้วเบี่ยงตัวหันข้าง ทาราวกับยืนรับโทษหัน หน้าเข้าผนังทบทวนความผิดแม้พี่หญิงกวอจะเคยถ่ายทอดประสบการณ์ในยุทธภพมาให้แล้ว เวลาเจอเรื่องอะไรอย่าได้ตระหนกลน ต้องรีบหนีทันที แต่หมี่ลี่น้อยก็ ยังรู ้สึกว่าตัวเองก าลังลาดตระเวนภูเขาก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องแสดง ความขลาดกลัวออกมาอันที่จริงอิ๋นลู่ก็ใจไม่ดีเหมือนกัน กลัวว่าภูตน้าน้อยตนนี้จะเป็ น สาวใช ้ข้างกายที่คอยส่งน้าส่งชาหรือไม่ก็เป็ นเด็กที่คอยเฝ้ าไฟในเตา หลอมโอสถของเซียนจวินคนใดบนภูเขาลั่วพั่วดังนั้นอิ๋นลู่จึงคลี่ยิ้มบางๆ พยายามให้ตัวเองมีสีหน้าเป็ นมิตร อ่อนโยนที่สุด “ข้าชื่ออิ่นลู่ เป็ นผู้ฝึกลมปราณที่ใต้เท้าอิ่นกวานพามา อยู่ภูเขาลั่วพั่ว เจ้าคือ?”โจวหมี่ลี่โล่งอกได้ทันใด หันหน้ามาคลี่ยิ้มกว้างสดใส “แบบนี้เอง หรือ สวัสดีอิ๋นลู่เซียนจ่าง ข้าชื่อโจวหมี่ลี่ หมี่ลี่ที่แปลว่าข้าวสาร คือ ทูตลาดตระเวนภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว….ที่นายท่านเจ้าขุนเขาเลือกตัว มาด้วยตัวเอง เป็ นแค่ขุนนางต าแหน่งเล็กๆ ฮ่าๆ ขุนนางเมล็ดงา (เปรียบเปรยถึงต าแหน่งขุนนางเล็กๆ ไม่มีความส าคัญ) เล็กเท่า ข้าวสาร”อิ๋นลู่อึ้งตะลึง ทูตลาดตระเวนภูเขาคืออะไร? ภูเขาลั่วพั่วมี ตาแหน่งขุนนางประเภทนี้ด้วยหรือ? แต่ในเมื่อเป็ นอิ่นกวานหนุ่มที่ แต่งตั้งด้วยตัวเอง รอยยิ้มของอิ๋นลู่ก็ยิ่งอ่อนโยนกว่าเดิม ก้าวเดินไป ข้างหน้าอย่างเนิบช ้า เอาสองมือไพล่หลัง เดินพลางอธิบายไปด้วยว่า “ที่แท้ก็สหายโจวที่รับผิดชอบลาดตระเวนภูเขานี่เอง เมื่อครู่ข้าเดิน เล่นมาถึงที่นี่กับใต้เท้าอิ่นกวานใต้เท้าอิ่นกวานเห็นว่าข้าเพิ่งมาถึง ไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนก็เลยให้ข้าออกมาเดินเล่นให้ไปดูที่ ภูเขาด้านหน้า”โจวหมี่ลี่ยิ้มกว้าง ก่อนจะรีบหุบปาก เตือนตัวเองว่าจะยิ้มให้เห็น ฟันไม่ได้ นางยืดเอวตรง พูดเสียงดังชัดแจ๋วว่า “เยี่ยมไปเลย เดี๋ยวข้า จะน าทางอิ๋นลู่เซียนจ่างเอง! เส้นทางน้อยใหญ่ทุกเส้นในภูเขาลั่วพั่ว ของพวกเรา ข้าคุ้นเคยมากเลยล่ะ”อิ๋นลู่ชั่งน้าหนักผลได้ผลเสียอยู่ครู่หนึ่งก็รู ้สึกว่าน่าจะทาได้ พา แม่นางน้อยที่ดูเหมือนสมองไม่ค่อยจะสมประดีผู้นี้มาอยู่ข้างกาย ด้วยกัน จะได้ยิ่งดูว่าตนเข้ากับคนได้ง่าย มอบภาพจาแรกที่ไม่ย่าแย่ เกินไปให้กับเหล่าเซียนจวินแห่งภูเขาลั่วพั่ว ไม่หวังให้มีความชอบ ขอแค่ไม่มีความผิดพลาดก็พอ!หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กเดินผ่านศาลาระหว่างเส้นทางที่สร ้างขึ้นด้วย รูปแบบแตกต่างกันไป บ้างก็เรียบง่าย บ้างก็งามประณีต ใบหน้าของ หมี่ลี่น้อยเต็มไปด้วยความลิงโลด ช่วยแนะนาที่มาของชื่อศาลา เหล่านั้นให้อิ๋นลู่เซียนจ่างฟัง ถือโอกาสชมฝีมือล้าเลิศในการตั้งชื่อ ของนายท่านเจ้าขุนเขาบ้านตัวเองไปด้วย อิ๋นลู่ย่อมไม่กล้าไม่คล้อย ตาม ระหว่างทางหมี่ลี่น้อยยื่นมือออกมาถามอิ๋นลู่เซียนจ่างว่าอยาก แทะเมล็ดแตงหรือไม่ อิ๋นลู่ก้มหน้าลงมองแล้วก็หลุดหัวเราะพรืด ก่อน จะปฏิเสธความหวังดีของแม่นางน้อยไปอย่างละมุนละม่อม หมี่ลี่น้อย เกาหัว นางเองก็ไม่สะดวกจะแทะเมล็ดแตงเพียงล าพังจึงเก็บใส่ชาย แขนเสื้อไป