ตอนที่ 2767
บทที่ 1040.3 จุดตะเกียงชมกระบี่ท่ามกลางความเมามาย
October 21, 2026
หูจวินคนแรกของทะเลสาบซูเจี่ยนคือเซี่ยฝานที่มีชาติกาเนิดมา จากวิญญาณวีรบุรุษของราชส านักต้าหลี และยังมีอู๋กวานฉีขุนนาง ผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง ฝ่ ายหลังเคยทาหน้าที่ดูแลการรวบรวมและจัดการ รายงานข่าวของภาคกลางให้กับราชสานักต้าหลี ถือเป็ นเพื่อน ร่วมงานของหลี่เป่ าเจินที่ดูแลรายงานข่าวทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีระดับชั้นขุนนางต่า แต่อานาจที่กุมอยู่ในมือเท่าเทียมกัน สกุล ซ่งต้าหลีเป็ นที่ยอมรับว่ามีวงการขุนนางอยู่สามแห่ง เมืองหลวงและ ท้องถิ่นรวมกันกลายเป็ นราชวงศ์ล่างภูเขา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละ ฝ่ ายรวมตัวกันเป็ นวงการขุนนางแห่งที่สอง ส่วนแห่งที่สามคือองค์กร ที่ขุนนางหลักมีระดับขั้นขุนนางไม่สูงอย่างจวนผู้ตรวจการงาน เตาเผาของเขตหลงเฉวียน สานักทอผ้าของอวี๋โจว และศูนย์ตัด ต้นไม้หงโจว แต่ขุนนางหลักทุกท่านต่างก็เป็ นหูเป็ นตาของโอรส สวรรค์ได้อย่างสมชื่อ แน่นอนว่าหลินเจิ้งเฉิงแห่งศูนย์ตัดต้นไม้น่าจะเป็ นข้อยกเว้น เพียงหนึ่งเดียว จ้าวเหยามองหลี่เป่าเจินแล้วคลี่ยิ้มไม่เอ่ยอะไร หลี่เป่าเจินเอนท้ายทอยพิงผนังรถ ยื่นนิ้วมาชี้จ้าวเหยา “เจ้าผู้นี้ นับแต่เด็กมาก็ชอบซ่อนค าพูดไว้ในท้อง”หากจะพูดถึงความโชคดีในวงการขุนนาง หลี่เป่ าเจินที่เป็ นขุน นางชั้นสี่ชั้นโทย่อมไม่มีทางเทียบกับจ้าวเหยาคนบ้านเกิดเดียวกันที่ ถูกฮ่องเต้ยอมแหกกฎเลื่อนขั้นเป็ นรองเจ้ากรมอาญาได้ กลุ่มคนรุ่นเยาว์ที่เดินออกไปจากเมืองเล็ก ไม่พูดถึงคนที่ฝึกตน เป็ นเทพเขียนบนภูเขาพูดถึงแค่คนที่เป็ นขุนนาง ผู้ที่มีตาแหน่งใหญ่ ที่สุดก็คือจ้าวเหยา แต่หากพูดถึงแค่ในอาณาเขตของอวี๋โจว คนที่มีตาแหน่งขุนนาง ใหญ่ที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็ นใต้เท้าผู้ว่าและแม่ทัพอวี๋โจว พวกเขา สองคนต่างก็ไม่มีอ านาจในการควบคุมส านักทอผ้าและหลี่เป่ าเจิน แต่หลี่เป่าเจินกับสานักทอผ้ากลับสามารถทาให้ขุนนางใหญ่ในพื้นที่ ศักดินาทั้งสองท่านนอนหลับไม่เป็ นสุขได้ เนื่องจากอวี๋โจวคือสถานที่สาคัญทางการทหาร คือสถานที่ที่ เหล่าส านักการทหารแย่งชิงกัน ดังนั้นเฉาเม่าที่เป็ นแม่ทัพของอวี๋โจ วจึงควบหน้าที่ดูแลกิจการกองทัพของหงโจวที่อยู่ติดกันด้วย เวลานี้เฉาเม่าไม่มีคุณสมบัติจะมานั่งบนรถ ได้แต่ติดตามผู้ฝึ ก ตนติดตามกองทัพขี่ม้านาทางอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น ส่วนหลี่เป่าเจิน ตอนที่ไปรับหน้าที่ในสานักทอผ้าอวี๋โจวก็ได้พา คนสนิทสองคนมาด้วย ต่างแซ่จู เป็ นพ่อลูกกัน เวลานี้จูเหอกับจูลู่ต่างก็ขี่ม้าอยู่ด้านหลัง ติดตามขบวนรถมาอยู่ ไกลๆฮองเฮาถามเสียงเบาว่า “ทางฝั่งของอวี๋อวี๋ล่ะ?” ซ่งเหอยิ้มพลางตบหลังมือของนางเบาๆ เอ่ยปลอบใจว่า “วางใจ เถอะ ผู้อาวุโสในตระกูลคนนี้ของเจ้า แค่มองดูเหมือนว่าขาดไหวพริบ พูดจาไม่น่าเชื่อถือ แม้อายุไม่มาก แต่แท้จริงแล้วกลับฉลาดเฉลียว มาก หาไม่แล้วนางจะกลายเป็ นกุนซือเบื้องหลังของกลุ่มผู้ฝึ กตน แผนภูมิดินได้อย่างไร?” ในรถม้าคันที่นาอยู่ด้านหน้ามีสตรีออกเรือนแล้วคนหนึ่งกับเด็ก สาวคนหนึ่งนั่งหันหน้าเข้าหากัน แม่นางน้อยจ้องมองไปที่กาไลไข่มุก บนข้อมือของสตรีออกเรือนแล้วอยู่ตลอดสตรีที่มีฐานะสูงศักดิ์เป็ นถึงไทเฮาของแคว้นมีบุคลิกนุ่มนวล อ่อนโยน ไม่ถือสากับการกระทาของนาง ยังยกข้อมือที่ขาวนวล เหมือนรากบัวขึ้น แกว่งกาไลข้อมือ ยิ้มถามว่า “รู ้จักหรือ?”เด็กสาวส่ายหน้า เอ่ยประโยคประหลาดว่า “ต้องแสร ้งท าเป็ นไม่ รู ้จัก ถือเสียว่าไม่เคยเห็นมาก่อนก็แล้วกัน”หนันจานรู ้จักนิสัยของแม่นางน้อยคนนี้ดี มองดูเหมือนนางเป็ น คนโผงผาง แต่แท้จริงแล้วกลับมีอุบายร ้ายกาจยิ่งนัก จึงถามต่ออีกว่า “ตระกูลสกุลอวี๋ไม่มีของเช่นนี้เก็บเอาไว้คลังสมบัติอักษรอี่ของต้าหลี พวกเราก็ไม่มีเหมือนกันหรือ?”สกุลอวี๋เสาค้ายันแคว้นไม่โดดเด่นอยู่ในวงการขุนนางต้าหลี ใน นามเพียงแค่ดูแลผ้าแพรผ้าไหมและขาของท้องถิ่นเท่านั้น ในประวัติศาสตร ์ของตระกูลไม่มีทั้งอัครเสนาบดีผู้สร ้างชื่อ แล้วก็ไม่มี ขุนพลผู้เลื่องลือแต่หากไม่นับแช่ใหญ่สามตระกูลอย่างหยวน เฉาและกวนที่เป็ น แช่อันดับหนึ่ง ไม่พูดมาก่อน ไม่ว่าใครก็ไม่อนุญาตให้ใช ้ของชิ้นนี้ ไม่อย่างนั้นแม้แต่ความทรงจาของชาตินี้ก็จะถูกลบทิ้งไปด้วย กลาย ไปเป็ นคนปัญญาอ่อน ได้ยินหยวนฮว่าจิ้งเล่าว่าในอดีตเคยมีเจ้าคน น่าสงสารที่ไม่เชื่อฟัง ถือเป็ นผู้อาวุโสในสายแผนภูมิดิน คือผู้อาวุโส ของข้า เพราะตามหาไข่มุกเม็ดหนึ่งเป็ นการส่วนตัว หลังจากนั้นก็ถูก ราชครูชุยจัดการด้วยตัวเอง จุดจบอนาถอย่างยิ่ง”แม่นางน้อยตบป้ ายอักษร “ซวี” ที่ห้อยอยู่ตรงเอว “เดิมทีนี่ก็เป็ น ของของเขา ข้าเข้ามาเสริมต าแหน่งที่ขาด หากไม่เป็ นเพราะเขารู ้ทั้ง รู ้แต่ก็ยังฝ่ าฝืนกฎ คาดว่าตอนนี้ข้าก็น่าจะยังท างานเย็บปักถักร ้อย อยู่ในบ้านอยู่เลยนะ”หนันจานแสร ้งทาเป็ นว่าเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็ นครั้งแรก ยิ้มเอ่ย ว่า “เจ้าเป็ นผู้ฝึกตนของสานักการทหาร ต่อให้ไม่เข้ามาแทนที่ใน ตาแหน่งแผนภูมิดินของคนผู้นี้ เจ้าก็ต้องไปฝึกตนอยู่ที่ภูเขาเจินอู่ หรือไม่ก็ศาลลมหิมะอยู่ดี”หนันจานเอ่ยหยอกล้อว่า “ทุกวันนี้ตาแหน่งราชครูของต้าหลี พวกเราว่างเว้นมานานหลายปีแล้ว เจ้าไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนี้ แล้ว นับประสาอะไรกับที่ราชครูชุยก็ให้ความสาคัญกับพวกเจ้ามาโดย ตลอด เขาฝากความหวังไว้ที่พวกเจ้ามากเลยล่ะ”แม่นางน้อยทอดถอนใจ เอ่ยอย่างน่าสงสารว่า “ในวงการขุนนาง หลักการที่ว่าโอรสสวรรค์หนึ่งรัชสมัยขุนนางหนึ่งราชสานัก ข้าย่อม เข้าใจอยู่แล้ว แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าราชครูชุยไม่อยู่แล้ว แต่เขายังมี ศิษย์น้องอิ่นกวานที่สวมชุดแพรกลับคืนบ้านเกิดอยู่นะ ไทเฮา ท่าน ไม่รู ้อะไร พวกเราถูกใต้เท้าอิ่นกวานจัดการอย่างโหดร ้ายอยู่ในเมือง หลวงไปตั้งหลายรอบแต่ละคนถูกเขาชัดจนอ่วม อเนจอนาถแทบมิ อาจทนมองได้ไหว จนถึงทุกวันนี้พวกเรายังมีเงามืดในใจกันอยู่เลย!”สีหน้าของหนันจานพลันซีดเผือดลงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะค าพูด ของอวี๋อวี๋ไม่เหมาะสมไปละเมิดกฏในวงการขุนนางอะไร แต่เป็ น เพราะตอนนี้พอสตรีออกเรือนแล้วได้ยินคาเรียกขานว่าอิ่นกวาน เมื่อไหร่ก็จะต้องปวดหัวเมื่อนั้นอวี๋อวี๋เห็นท่าไม่ดีก็หุบปากลงอย่างรู ้ความทันทีหนันจานใช ้นิ้วถูไข่มุกที่อยู่บนข้อมือเบาๆ ตามจิตใต้สานึก สี หน้าเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างไม่แน่นอนอวี๋อวี๋รู ้ว่าเฉินผิงอันเคยเข้าวัง แต่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ต่อให้ นางจะเป็ นผู้ฝึกตนแผนภูมิดินก็ยังมิอาจรู ้ได้การที่สามารถแสร ้งทาเป็ นไม่รับรู ้เรื่องบางอย่างที่ไม่ควรรู ้ ก็คือ ความรู ้อย่างหนึ่งคราวก่อนเฉินผิงอันพาเสี่ยวโม่เข้าวังมาด้วยกัน ไปพบหนันจาน ไทเฮาต้าหลี ก็เพื่อขอเศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตมาจาก “ลู่ เจี้ยง”ตอนนั้นบนข้อมือของสตรีออกเรือนแล้วก็สวมกาไลข้อมือที่ทา ด้วยกรรมวิธีลับบนภูเขาเส้นนี้ ไข่มุกทุกเม็ดล้วนเป็ น “ไข่มุกหลิงซี” ที่มีมูลค่าควรเมือง และอัญมณีประเภทนี้ที่เนื่องจากสามารถทาให้คน จดจาเรื่องที่เกิดขึ้นในชาติก่อนได้ หนึ่งเม็ดจึงเท่ากับหนึ่งชาติภพผู้ ฝึ กลมปราณนั่งสมาธิเข้าญาณแล้วท่องคาถาพลางลูบไข่มุกนี้ รวบรวมดวงจิตให้เล็กเท่าเมล็ดงา ก็จะสามารถเชื่อมโยงจิตใจ (หลิง ซี) ข้ามผ่านตราผนึกของกาลเวลา เรือนกายประหนึ่งหงส์หลากสีที่ สยายปี กโบยบิน จิตวิญญาณบินอยู่ในม้วนภาพแห่งกาลเวลาที่ บันทึกเรื่องราวของเมื่อชาติก่อนเอาไว้ ความทรงจาที่ลึกล้าที่สุดของ เมื่อชาตก่อนจะเหมือนภาพวาดลงสีแจ่มชัด แทบไม่ต่างอะไรไปจาก ความจริง ส่วนบุคคลและเรื่องราวบางอย่างที่ความทรงจาตื้นเขิน สีสันในภาพก็จะจางตามไปด้วย หากเป็ นความทรงจาที่พร่าเลือน ภาพวาดก็จะเหมือนภาพน้าหมึกที่มีเพียงเค้าโครงให้เห็นเท่านั้น