ตอนที่ 2768
บทที่ 1041.1 บอกเล่าข่าวคราวของดอกเหมย
October 21, 2026
เฉินผิงอันยืนอยู่ในตรอกเล็ก มองบ้านสองฝั่งที่เป็ นเพื่อนบ้านกับ บ้านบรรพบุรุษ เสี่ยวโม่กระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ถามว่า “คุณชาย เศษกระเบื้องแห่ง ชะตาชีวิตถูกซ่อนไว้ในบริเวณใกล้เคียงนี้หรือ?” เฉินผิงอันพยักหน้า ยิ้มเอ่ย “เพียงแต่ไม่รู ้ว่าอยู่ทางฝั่งซ ้ายมือ หรืออยู่ฝั่งขวามือกันแน่คิดค านวณมาดีแล้วว่าจะต้องเป็ นเงามืดใต้ โคมส าหรับข้า” ซ่อนได้ไม่เลว สมกับค าว่าอยู่ไกลสุดขอบฟ้ าอยู่ใกล้เพียง ตรงหน้าอย่างแท้จริง เสี่ยวโม่กล่าว “อันที่จริงก็ไม่ถือว่าเป็ นเงามืดใต้โคมหรอก นาง แค่มั่นใจว่าคุณชายจะไม่มีทางเดินเข้าบ้านคนอื่นตามใจชอบ” ชายแดนของหงโจว รถม้าขบวนนั้นจอดลงที่จุดพักม้าแห่งหนึ่ง เพราะเป็ นขุนนาง มี “ภาระหน้าที่ติดกาย” ทางฝั่งของจุดพักม้าย่อมมี การเตรียมการกันไว้อยู่แล้ว แค่อิงตามกฎระเบียบ ท าไปตามล าดับ ขั้นตอน ให้มีระเบียบเรียบร ้อยก็พอ ขุนนางสิบกว่าคนเข้าพักในจุด พักม้าที่เรียบง่ายแห่งนี้อย่างเป็ นระเบียบไม่วุ่นวาย หากเป็ นคนคุ้นเคย ในวงการขุนนางที่มาเข้าพัก อยากจะนอนดีๆ ห้องพักส าหรับขุน นางในจุดพักม้าแห่งนี้ก็ล้วนจะต้องมีข้อพิถีพิถันต้องเข้าพักตามตาแหน่งหน้าที่ จากบนลงมาล่าง หากมีคนเข้าพักเต็มแล้ว คิด อยากจะแทรกเข้าไป ย่อมท าไม่ได้อย่างแน่นอน แต่หากอยากจะกิน อะไรดีๆ กลับไม่เป็ นปัญหา ยกตัวอย่างเช่นขุนนางของจุดพักม้า สามารถควักกระเป๋ าของตัวเองบอกให้พ่อครัวเปิ ดเตา เล็กๆ ทาอาหารที่อุดมสมบูรณ์มามื้อหนึ่ง เรื่องแบบนี้ไม่ถือว่าผิดกฎ กฎหมายที่ดีไม่ควรจะมีเพียงความเข้มงวดถ่ายเดียว ต้องมีความ สมเหตุสมผลด้วย นี่คือสิ่งที่ราชครูชุยฉานเอ่ยย้าซ้าไปซ้ามา เข้ามาในห้องพักแล้ว ฮ่องเต้ซ่งเหอยื่นมือไปปาดหน้าโต๊ะ ยกมือ ขึ้นมองไม่มีฝุ่ นเกาะสักเม็ด จากนั้นไปที่ขอบหน้าต่าง ยื่นมือไปลูบ เบาๆ ยังคงสะอาดสะอ้านไร ้ฝุ่ นอยู่เหมือนเดิมเขายิ้มเอ่ยว่า “เมื่อก่อน นายท่านผู้เฒ่ากวนเคยถามอาจารย์ตอ่หน้า บอกว่าราชครูเจ้าดูแล เรื่องใหญ่ได้เป็ นอย่างดี นี่คือความสามารถ แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหลายควบคุมมากเกินไปละเอียดเกินไปกลับไม่เหมาะสมแล้ว ไม่ เชื่อใจที่ว่าการของหกกรมหรือ?” ซ่งเหอถูนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เบาๆ “เรื่องจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า “เรื่องเล็ก” ที่ปี นั้นอาจารย์พูดซ้าแล้วซ้าเล่า คอยปรับแก้ใน รายละเอียดอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ดูแลได้เป็ นอย่างดี นานเข้าก็เห็น ผลสาเร็จ ยิ่งเป็ นช่วงหลังๆ ก็ยิ่งมีแรงฮึดส่งท้ายมากเท่านั้น” ซิ่วหู่ฉุยชาน นอกจากจะเป็ นราชครูต้าหลีแล้ว อันที่จริงยังเป็ น อาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้กับซ่งเหอด้วย ในบางระดับแล้ว อู๋ยวนกับ ฮ่องเต้ถือเป็ นศิษย์พี่ศิษย์น้องที่อยู่ร่วมสายบุ๋นเดียวกันเพียงแต่ว่าคนร่วมสายอย่างพวกเขากลับไม่มีความเกี่ยวข้องกับ สายเหวินเซิ่งก็เท่านั้น อวี๋เหมี่ยนกดเสียงลงต่า ถามด้วยความประหลาดใจว่า “ฝ่ าบาท ท่านยังไม่ได้บอกเลยว่าปีนั้นราชครูตอบนายท่านผู้เฒ่ากวนไปว่า อะไร?” ซ่งเหอยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “จาได้ว่าตอนนั้นอาจารย์ตอบไปแค่ ประโยคเดียวว่า “ข้าเชื่อในความตั้งใจและเจตจานงเดิมของพวกเจ้า แต่ไม่เชื่อใจในวิธีการและความยืดหยุ่นของพวกเจ้า” แค่ประโยค เดียวนี้ก็ทาเอานายท่านผู้เฒ่ากวนสะอึกอึ้งพูดไม่ออกแล้ว” ข้างโรงม้าของจุดพักม้า สารถีเฒ่ามองนักพรตหนุ่มที่มานั่งอยู่ บนราวรั้ว ผู้เฒ่ารู ้สึกไร ้เรี่ยวแรงเหลือเกินแล้ว ก าลังจะเปิดปากพูด นักพรต ที่สวมกวานดอกบัวก็เอานิ้ววางทาบไว้บนริมฝีปาก บอกเป็ นนัยกับ อีกฝ่ายว่าอย่าพูดอะไร ลู่เฉินวางสองมือทาบลงบนราวรั้ว ยิ้มเอ่ยว่า “วางใจได้ร ้อยดวง พันดวงเลย ผินเต้าไม่ได้มาราลึกความหลังกับเจ้า แต่มาหาคนอื่น” ผู้เฒ่าลังเลอยู่เล็กน้อย เขามีการคาดเดาบางอย่าง ลู่เฉินยกนิ้วโป้ งให้ทันใด ก่อนจะกุมมือประสานแล้วเขย่า “ไม่เสีย แรงที่ผู้อาวุโสนั่งเก้าอี้อันดับหนึ่งของกองพิฆาตกรมสายฟ้ า ผู้เยาว์ นับถือ นับถือ”ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “เจ้าลัทธิลู่พานางไปย่อมดีที่สุด ถือเสียว่าหาความ บันเทิงให้กับเจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้น ในอนาคตคนบ้านเดียวกันสองคน ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่ต่างถิ่นต่างแดน ศัตรูเจอหน้ากันมักจะ อาฆาตกันแรงเป็ นพิเศษ แบบนี้ก็น่าสนใจแล้ว” ลู่เฉินตั้งแผงดูดวงอยู่ในถ้าสวรรค์หลีจูมาสิบกว่าปี ต่างฝ่ ายต่าง ไม่ถือว่าเป็ นคนแปลกหน้าต่อกันน่าสงสารลู่เหว่ย เป็ นถึงขอบเขตเซียนเหรินของส านักหยินหยาง ทุ่มเทวางแผนทุกย่างก้าว คิดไปคิดมา ผลคือแม้แต่เรื่องที่บรรพบุรุษ บ้านตนอยู่ใกล้ในระยะประชิดก็ยังค านวณไม่ได้ลู่เฉินบ่น “บอกแล้วว่าจะไม่คุยกัน ผู้อาวุโสนี่ยังไงกันนะ”ผู้เฒ่าหัวเราะเสียงดังกังวาน “เจ้าลัทธิลู่เป็ นคนที่พูดคุยด้วยง่าย มาก ไม่มีทางถือสาเรื่องพวกนี้หรอก”สายตาลู่เฉินฉายแววไม่พอใจ “ดังนั้นพวกเจ้าแต่ละคนถึงได้ รังแกคนพูดง่ายกันเต็มที่เลย ใช่ไหมล่ะ”ผู้เฒ่าส่ายหน้า “สิบปีในเมืองเล็กเท่ากับผู้ฝึกลมปราณบนภูเขา ดีดนิ้วทีเดียว ข้ากับเจ้าลัทธิลู่ถือว่าพบเจอกันด้วยดีแล้วยังจากลากัน ด้วยดี นางมาแล้ว คงไม่ถ่วงรั้งการราลึกความหลังของพวกเจ้าลัทธิลู่ แล้ว”ผู้เฒ่าผละห่างไปจากที่แห่งนี้พ่อลูกคู่หนึ่งจูงม้ามาถึงลู่เฉินขยับกัน พลิ้วกายลงบนพื้น โบกมือแรงๆ ให้กับพ่อลูกคู่นั้น ตะโกนเรียกอย่างแข็งขัน “ตรงนี้ ตรงนี้”แน่นอนว่าต้องร่ายเวทอ าพรางตาเล็กน้อย ให้ตัวเองไม่ได้ดูหนุ่ม ถึงเพียงนั้น ใช ้คากล่าวของอาเหลียงก็คือมีกลิ่นอายความโชกโชนของบุรุษที่เติบใหญ่แล้ว!จูเหอรู ้สึกว่า “นักพรตวัยกลางคน” ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มผู้ นั้นคุ้นหน้าอยู่บ้างนักพรตรีบท าไม้ท ามือประกอบ สุดท้ายท ามือเป็ นท่าเขย่า กระบอกเซียมซี ยิ้มเอ่ยว่า “จาได้แล้วหรือยัง? ข้าไง คนที่ตั้งแผงอยู่ ข้างทางถนนหลักของอ าเภอไหวหวงน่ะ”ใบหน้าของจูเหอเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนยินดี ยิ้มกล่าว “นักพรตลู่?!”อันที่จริงจูลู่จาอีกฝ่ายได้ในทันที นางก็แค่แสร ้งทาเป็ นจานักพรต ดูดวงผู้นี้ไม่ได้เท่านั้นพ่อลูกสองคน ปีนั้นต่างก็ทยอยกันแวะไปที่แผงดูดวงเพราะได้ยิน ชื่อเสียงมาจากคนอื่น เพียงแต่ว่าจุดประสงค์ของแต่ละคนไม่ เหมือนกัน คนหนึ่งอยากรู ้ว่าบุตรสาวจะมีโชคเมื่อไหร่ อีกคนหนึ่ง อยากให้ท านายดวงชีวิตคู่ของตัวเองลู่เฉินยิ้มเอ่ย “เจ้าชื่อจูเหอใช่ไหม? พี่จู ผินเต้ามีสหายอยู่คนหนึ่ง เขาไหว้วานให้ผินเต้าฝากคาถามข้อหนึ่งมาถามเจ้า”แม้ว่าจูเหอจะมึนงงอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ยังพูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง กังวานว่า “เชิญนักพรตลู่พูดได้เลย”ลู่เฉินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เขาอยากรู ้เรื่องเรื่องหนึ่ง ปีนั้นบนเส้นทาง ของการไปขอศึกษาต่อหลังออกมาจากเมืองเล็ก สรุปแล้วเจ้าท า อย่างไรถึงท าให้เฉินผิงอันคิดว่าเจ้าคือยอดฝีมือ สหายคนนั้นของข้า บอกว่าคิดเป็ นร ้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ มันคาใจเขามานาน หลายปีแล้ว”จูเหอมึนงง อะไรกับอะไรกันนี่? ตนเป็ นยอดฝีมือตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วไปมีความเกี่ยวข้องกับสหายของนักพรตลู่คนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?