ตอนที่ 2778
บทที่ 1042.4 ชื่อนี้ไม่เลว
October 21, 2026
มีชายฉกรรจ์ของหมู่บ้านที่กาลังต้อนหมูคนหนึ่งเดินออกมาจาก ทางหน้าหมู่บ้าน คงเป็ นเพราะซ่งเหอกับจ้าวเหยาเดินอยู่กลางทาง ลูกหมูที่ร ้องอู๊ดๆ ถึงได้เริ่มพากันวิ่งพล่านวุ่นวาย ซ่งเหอถูมือ ม้วน ชายแขนเสื้อก้มหน้าค้อมเอวลง พยายามจะช่วยดักลูกหมูที่วิ่งวุ่นเต็ม ถนนเอาไว้ จ้าวเหยาก็เอาอย่าง กางแขนสองข้างออก ช่วยฮ่องเต้ดัก ทาง ผลคือชายฉกรรจ์ที่ถูกช่วยให้เสียเรื่องอดทนแล้วอดทนอีก สุดท้ายก็ยังทนไม่ไหว หากยังปล่อยให้อีกฝ่ ายขวางทางส่งเดชแบบนี้ ต่อไป อย่าว่าแต่พวกหมูน้อยจะวิ่งไปในนาเลย คงจะวิ่งลุยไปในน้า ด้วย ถึงเวลานั้นพวกเจ้าจะใช ้เงินให้ข้าไหม? ชายฉกรรจ์ร ้อนใจแล้ว จึงรีบส่งเสียงเตือนเจ้าสองคนนั้นว่าไม่ต้องช่วยแล้ว ตัวเขาเองง่วนอยู่ พักใหญ่กว่าจะรวบรวมลูกหมูมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งซ่งเหอและจ้าว เหยาต่างก็ถูกบ่นกันไปคารบหนึ่ง ซ่งเหอรีบโบกมือเป็ นพัลวัน ใช ้ภาษากลางของต้าหลีเอ่ยขอโทษ ชาวนาผู้นั้น ชาวนามีสีหน้าดีขึ้นได้บ้าง บ่นพึมพาอยู่สองสาม ประโยค ฮ่องเต้จึงหันหน้าไปมองรองเจ้ากรมอาญา จังหวัดเหยียนโจวแห่งนี้มีภูเขาทอดสลับตัดกันอยู่มากมาย สม กับคากล่าวที่ว่าสิบลี้มีธรรมเนียมไม่เหมือนกัน ร ้อยลี้พูดกันคนละ สาเนียงอย่างแท้จริง โชคดีที่ชาวนาคนต้อนหมูกับใต้เท้ารองเจ้ากรม ้ อายุน้อยๆ คนหนึ่งฟังออกแต่กลับพูดภาษาทางการไม่ได้ ส่วนอีกคน รู ้ภาษาถิ่นแต่กลับพูดไม่ได้ ก็ไม่ถือว่าเป็ นอุปสรรคต่อการสื่อสารของ ทั้งสองฝ่ าย ไปๆ มาๆ คนทั้งสามก็เริ่มพูดคุยกัน ข้างฝ่ าเท้าของพวก เขาก็คือลูกหมูตัวเหม็นฉึ่งฝูงหนึ่ง รอกระทั่งฮ่องเต้ตามไปทันขบวน รถม้า เข้าไปนั่งในรถ อวี๋อวี๋ก็ยกที่นั่งให้เขาอย่างรู ้ความ อวี๋เหมี่ยน รู ้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ซ่งเหออธิบายให้นางฟังไปรอบหนึ่งแล้วก็ หัวเราะชอบใจอยู่กับตัวเอง อารมณ์ไม่เลว …… นครของจังหวัดมู่โจว หรือก็คือที่ตั้งของที่ว่าการจังหวัดอวิ้นโจว อารามเฟิ่งหมิงที่แขวนกรอบป้ ายฝ่ ายเต้าเจิ้งอวิ้นโจวไปพร ้อม กันด้วย วันนี้มีแขกคนสาคัญที่สถานะสูงศักดิ์สามท่านมาเยือน พวก เขาต่างก็มาจากเมืองหลวง กรอบป้ ายสองกรอบแขวนไว้พร ้อมกัน หมายความว่าสถานที่ แห่งนี้เป็ นทั้งอารามเต๋าในพื้นที่ และยิ่งเป็ นที่ว่าการลัทธิเต๋าที่อยู่ ภายใต้การดูแลของหน่วยฉงซวีต้าหลี นักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่ถือแล้ปัดฝุ่ นในมือเงยหน้ามองกลอนคู่ นอกประตูอารามเต๋า ลูบหนวดยิ้มเอ่ย “ประตูของอารามใหญ่กว่า หนึ่งเท่าตัว แต่เนื้อหาของกลอนคู่กลับด้อยกว่าของพวกเราไม่ใช่แค่ ระดับเดียวนะ” ้ นักพรตหนุ่มรูปร่างผอมบางหล่อเหลาเอ่ยสัพยอกว่า “หงเต้าเจิ้ง เป็ นฝ่ ายเต้าเจิ้ง เหมือนกัน มีอคติของคนร่วมอาชีพแบบนี้ ไม่สมควร เลยนะ” นักพรตเฒ่าที่ถูกเรียกขานว่า “เต้าเจิ้ง” ส่ายหน้ากล่าว “นักพรต อย่างพวกเราศึกษาเล่าเรียนอย่างลึกซึ้ง แสวงหาความจริงเท่านั้น จะ เอาอคติต่อคนร่วมอาชีพมาจากไหน เจ้าอย่าได้ขยายความให้เป็ น เรื่องใหญ่ วางยาผินเต้าต่อหน้าเจ้าศูนย์อู๋” นักพรตวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงกลางยิ้มตาหยี พยักหน้าเอ่ย “เนื้อหาในกลอนคู่ไม่มีนัยชวนให้ขบคิดเท่ากับที่อารามของพวกเจ้า จริงๆ” แขกไม่ได้รับเชิญสามคนที่อยู่นอกประตู นักพรตเฒ่าแซ่หงก็คือ เต้ากวานผู้ดูแลฝ่ายเต้าเจิ้งของเมืองหลวง นักพรตหนุ่มคือเต้าลู่เก๋อหลิ่ง เขายังมีสถานะที่อาพรางไว้อีก อย่าง คือหนึ่งในผู้ฝึกตนแผนภูมิดินของต้าหลี เนื้อหากลอนคู่ที่แปะในที่ว่าการเต้าเจิ้งเมืองหลวงที่พวกเขาอยู่ ค าพูดค าจาวางโตจริงๆ เรียกได้ว่าเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความ โบราณ ต้นสนและต้นป่ ายจวนสีทองหล่อเลี้ยงพื้นที่มงคล คิดถึงห ลิงซวีสถานที่ฝึกตนบรรพกาล นอกประตูที่ว่าการ ด้านข้างขั้นบันไดมีป้ ายศิลาตั้งไว้ คนที่ตั้ง ป้ ายศิลาคือเต้ากวานผู้น าหน่วยฉงซวีต้าหลีในทุกวันนี้ เขามียศ ้ต าแหน่งยาวเป็ นพรวน อู๋หลิงจิ้งหัวหน้าหน่วยฉงซวีแห่งเขตเซ่อจวิ้น ลูกศิษย์ซานต้งผู้รับยศต้าเต้าซื่อเจิ้งแห่งเมืองหลวงแล้วก็เป็ นอู๋หลิงจิ้งนักพรตวัยกลางคนที่ในนามดูแลกิจธุระของ ลัทธิเต๋าในต้าหลีซึ่งมียศเป็ น “ต้าเต้าซื่อเจิ้ง” ผู้นี้ที่น้าหนักในราช ส านักต้าหลีจะคล้ายคลึงกับตรีปิฏกาจารย์ของลัทธิพุทธอู๋หลิงจิ้งไม่ใช่นักพรต “ท้องถิ่น” ของต้าหลี ภูมิลาเนาของเขา อยู่ในแคว้นชิงหลวนที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแจกันสมบัติ ทวีป หนึ่งในแคว้นใต้อาณัติของต้าหลีในอดีตเคยเป็ นผู้ดูแลอาราม เต๋าขนาดเล็กไร ้ชื่อเสียงแห่งหนึ่งทุกวันนี้นักพรตวัยกลางคนผู้นี้กลับกลายมาเป็ นผู้นาของหน่วย ฉงซวีต้าหลีแล้วหากว่ากันในบางความหมาย เขาก็คือคนที่ตาแหน่ง ขุนนางใหญ่ที่สุดในบรรดานักพรตหลายแสนคนที่ได้รับธรรม โองการจากราชสานักต้าหลี ไม่มีหนึ่งในอู๋หลิงจิ้งกับภิกษุที่เมื่อหลายปี ก่อนได้รับยศตรีปิ ฎกาจารย์ ขณะเดียวกันก็เป็ นผู้ดูแลหน่วยแปลคัมภีร ์ของต้าหลี ถือเป็ นคนบ้าน เดียวกัน มาจากแคว้นชิงหลวนเหมือนกัน หนึ่งนักพรตเต๋าหนึ่งภิกษุ ต่างก็ได้รับคาแนะนามาจากหลิ่วชิงเฟิงอดีตเจ้ากรมพิธีการของเมือง หลวงส ารองต้าหลี นักพรตมาจากอารามป๋ ายอวิ๋นแคว้นชิงหลวน ภิกษุมาจากวัดป๋ ายสุ่ย้เพียงไม่นานก็มีนักพรตออกมาสอบถาม พอรู ้สถานะของคนทั้ง สามก็ตกใจอย่างหนักรีบน าพวกเขาเข้าไปในอาราม แล้วไปแจ้งเต้า เจิ้งของตนให้ทราบเรื่องนี้เพียงชั่วพริบตา นอกจากเต้าเจิ้งของอวิ๋นโจวและเต้าลู่สองคนที่ ทาหน้าที่อยู่ในอารามเต๋าแล้ว พวกเขายังน าพาเต้ากวานในจังหวัด อีกกลุ่มใหญ่ที่ถูกบันทึกชื่ออยู่ในเอกสารของราชส านัก เดินด้วย ฝีเท้าแผ่วเบา กลั้นหายใจทาสมาธิมาพบพวกกลุ่มของอู๋หลิงจิ้งอย่าง ว่องไวฝ่ ายเต้าเจิ้งอวิ๋นโจวแห่งนี้มีระบบเดียวกับฝ่ ายเต้าเจิ้งของเมือง หลวง มีหกกองงานอย่างกองท าเนียบ กองด าเนินคดี กองค าเขียว กองตราประทับ กองภูมิศาสตร ์ กองกฎข้อบังคับ เต้ากวานของกอง งานต่างๆ ที่มีตาแหน่งขุนนางในราชสานักล้วนเรียกว่าเต้าลู่ทั้งหมดแต่หนึ่งเต้าเจิ้งหกเต้าลู่ของฝ่ ายเต้าเจิ้งในแต่ละจังหวัด มีเต้า กวานรวมทั้งสิ้นเจ็ดคนที่ได้รับเงินเดือนจากราชสานัก ระดับขั้นต่า กว่าของเมืองหลวงหนึ่งขั้น นอกจากนี้เต้าลู่หกคนส่วนใหญ่มักจะ ดูแลกิจการงานต่างๆ ในอารามใหญ่ที่สาคัญของแต่ละจังหวัด ฝ่ าย เต้าเจิ้งของเมืองหลวงคืออารามเต๋าที่ประตูหน้าอารามเล็กมาก หาก ชาวบ้านในเมืองหลวงไม่สังเกตให้ดีก็จะมักจะกลายเป็ นสถานที่ที่พอ เดินผ่านแล้วก็คลาดกันไป ที่ว่าการฝ่ ายเต้าเจิ้งของอวิ๋นโจวซึ่งระดับ ขั้นต่ากว่าหนึ่งขั้นกลับกลายเป็ นอารามเต๋าที่โอ่อ่าใหญ่โตจนเรียกว่า เป็ นดินแดนตระกูลเขียนได้ เต้าเจิ้งอวิ๋นโจวที่ดูแลนักพรตในจังหวัดนี้้คือผู้ฝึกตนโอสถทองคนหนึ่ง ที่ว่าการเต้าเจิ้งประจาจังหวัดในท้องถิ่น ของต้าหลีหลายสิบแห่ง ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็ นเช่นนี้ อารามเต๋าบางแห่ง ที่ถูกควบรวมกันซึ่งมีประวัติศาสตร ์ยาวนานก็มักจะมีเจ้าอารามควบ ตาแหน่งเต้าเจิ้งผู้ดูแลไปด้วยภาพจาแรกที่ผู้นาของหน่วยฉงชวีท่านนั้นมอบให้กับนักพรตทุก คน ท าให้พวกเขาอดรู ้สึกตึงเครียดไม่ได้ ในวงการขุนนาง อันที่จริง ไม่กลัวคนที่แสร ้งวางมาดให้ภูมิฐาน แต่มักจะกลัวหัวหน้างานที่ยิ้มตา หยีเข้ากับคนได้ง่ายเช่นนี้เสมออู๋หลิงจิ้งไม่ถือสา เต้าเจิ้งอวิ๋นโจวบอกว่าจะพาพวกเขาไปเดิน เที่ยวดูอารามเต๋า เขาก็เดินตามไป บอกว่าจะพาไปดื่มชาก็ดื่มชาไป ด้วยพูดง่ายขนาดนี้กลับยิ่งทาให้ในใจของเต้าเจิ้งและเต้าลู่สองคน เป็ นกังวล คาดเดาว่านักพรตที่ดูแลกิจธุระของลัทธิเต๋าในหนึ่งแคว้น ซึ่งได้เลื่อนขั้นเป็ นต้าเต้าซื่อเจิ้งอย่างอู๋หลิงจิ้งผู้นี้ ครั้งนี้มาเยือนโดย ไม่ได้บอกกล่าว ไม่รู ้ว่ามาด้วยเรื่องอะไรกันแน่นักพรตวัยกลางคนที่เคยชินจะหรี่ตามองคนมองสิ่งของผู้นี้ อันที่ จริงขึ้นเขาฝึกตนช ้ามาก มี “อายุขัยในการฝึกตน” แค่ไม่กี่ปีเท่านั้น “ฝึกตนในวัยกลางคน” เพราะโชควาสนาอ านวยอย่างแท้จริงเมื่อก่อนตอนที่ยังเป็ นมนุษย์ธรรมดา อู๋หลิงจิ้งคือหนอนหนังสือ อย่างสมชื่อ เขาชอบจุดตะเกียงอ่านต าราตอนกลางคืนอย่างมาก้บวกกับที่ตาราที่อ่านมีมากมายหลากหลายไม่ทันระวังดวงตาจึงเสีย เป็ นเหตุให้ไม่ว่ามองอะไรก็ล้วนพร่าเลือน ดังนั้นเขาถึงได้เคยชินที่จะ หรี่ตา หลังจากหันมาฝึกตนแล้ว ความเคยชินนี้ของอู๋หลิงจิ้งก็ยังไม่ เคยเปลี่ยน ไปๆ มาๆ คนก็เล่าลือกันไปว่าเจ้าศูนย์อู๋แห่งหน่วยฉงซวีมี ฉายาว่าเสือหน้ายิ้มอยู่ในเมืองหลวง ว่ากันว่าแรกเริ่มสุดนั้นแพร่มา จากตรอกเล็กของหอเหรินอวิ๋นอื้อวิ๋น แล้วก็บอกว่าเป็ นคากล่าวที่ เจ้ากรมผู้เฒ่าสกุลจ้าวเทียนสุ่ยเป็ นคนแรกที่แพร่ออกมา อู๋หลิงจิ้ง อ่อนใจกับเรื่องนี้มาก คิดไม่ถึงว่าแค่ตนเลื่อมใสและอยากรู ้อยากเห็น จึงไปเยือนตรอกเล็กรอบหนึ่ง ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปด้วยซ้า เพราะ ถูกขวางหน้าตรอกเสียก่อน คุยเล่นกับหลิวเจียก่อก าเนิดเฒ่าไปสอง สามประโยค จากนั้นก็ชี้แนะด้านการฝึกตนให้กับเด็กหนุ่มที่ออกจาก บ้านเมื่อไหร่ก็มักจะถูกฟ้ าผ่าอยู่เรื่อยผู้นั้นด้วยความหวังดี ผลกลับ กลายเป็ นได้ฉายานี้มา้้้