ตอนที่ 2780
บทที่ 1043.2 เมื่อดอกไม้ผลิบาน ใต้หล้าก็คือวสันตฤดู
October 21, 2026
เผยทงทาเป็ นฟังคาหยอกล้อของเด็กสาวแซ่อวี๋คนนั้นไม่เข้าใจ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็อยู่ในห้องด้วย ฉู่เหลียงไม่ได้มีความคิด วกวนอะไรมากนักจึงยิ้มกว้าง หางตาเหลือบไปเห็นว่าผู้ว่าเผยนั่งตัว ตรงตามองจมูกจมูกมองใจก็รู ้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง กลัวว่าตัวเองจะ “เสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร ์” เพียงแต่ว่ารอกระทั่งแม่ทัพอวิ้นโจ วท่านนี้ขยับเส้นสายตาออกไปเล็กน้อย เห็นว่าอิ่นกวานหนุ่มกับ ฮ่องเต้ของพวกเขาหัวเราะชอบใจ ฉู่เหลียงก็หัวเราะอย่างโง่งมตามไป ด้วย ล้วนเป็ นบุรุษเหมือนกัน ใต้เท้าผู้ว่าเจ้าจะแสร ้งท าเป็ นวิญญูชนผู้ เที่ยงตรงไปทาไม พวกขุนนางที่ใช ้พู่กันดาบ ไม่ว่าบนหัวจะสวม หมวกขุนนางใหญ่แค่ไหน ถึงอย่างไรก็ไม่ผึ่งผายตรงไปตรงมาอย่าง คนที่ใช ้ดาบของจริงบนหลังม้าอย่างพวกเขา จ้าวซู่เซี่ยกับหนิงจี๋ช่วยกันล้างชามล้างตะเกียบอยู่ในห้องครัว เด็กหนุ่มกดเสียงต่าถามอย่างระมัดระวังว่า “ศิษย์พี่จ้าว คนพวก นั้น?” จ้าวซู่เซี่ยยิ้มเรียบๆ ตอบว่า “เจ้าเดาไม่ผิดหรอก ก็คือฮ่องเต้กับ ฮองเฮา ส่วนขุนนางสองคนข้างกายพวกเขาก็น่าจะเป็ นผู้ว่าเผยและ แม่ทัพอู่ที่อยู่ในอวิ้นโจวแห่งนี้แล้ว”เด็กหนุ่มยิ้มเอ่ย “ศิษย์พี่จ้าว อย่างอาจารย์นี่ถือว่าคนที่แวะมาหา ล้วนเป็ นผู้มีวิชาความรู ้ แต่ก็คบหาพูดคุยกับคนธรรมดาไร ้ความรู ้ได้ เช่นกันอย่างที่กล่าวถึงในตาราหรือไม่?” จ้าวซู่เซี่ยหลุดหัวเราะพรืด หนิงจี๋รีบเปลี่ยนคาพูดใหม่ทันที “ไม่ถูกสิ อาจารย์ทั้งเป็ นคนที่อยู่ ในภูเขาลึกแต่ยังมีญาติห่างไกล ยิ่งเป็ นคนที่ “ใจข้าเรียบง่ายนิ่งสงบ เฉกเช่นเดียวกับแม่น้าใส” จ้าวซู่เซี่ยอดไม่ไหวเอ่ยสัพยอกว่า “หนิงจี๋อ่า รู ้จักเอาสิ่งที่เรียนรู ้ มาปรับใช ้ได้อย่างดีเลยนะ ศิษย์พี่เล็กต้องรู ้สึกว่าเจ้าเป็ นวัสดุที่สร ้าง ได้แน่นอน คาดว่าวันหน้าคงจะต้องสอนสุดยอดเคล็ดวิชาของภูเขา ลั่วพั่วสองสามบทให้เจ้าแน่ๆ” หนิงจี๋ยื่นฝ่ามือออกมา บนฝ่ามือล้วนมีแต่เหงื่อ จ้าวซู่เซี่ยยิ้มเอ่ย “ขนาดเจ้าลัทธิลู่ก็ยังเคยเจอมาแล้ว เจ้าไม่ต้อง ตื่นเต้นขนาดนี้หรอก” หนิงจี๋ครุ่นคิดเล็กน้อยก็รู ้สึกว่าคากล่าวนี้ของจ้าวซู่เซี่ยมีเหตุผล จริงๆ หนิงจี๋ถามอย่างใคร่รู ้ว่า “ทั้งๆ ที่ศิษย์พี่ชุยคือลูกศิษย์คนแรกของ อาจารย์ ท าไมถึงเรียกเขาว่าศิษย์พี่เล็กแล้วเรียกศิษย์พี่หญิงเผยว่า ศิษย์พี่ใหญ่ล่ะ?”จ้าวซู่เซี่ยส่ายหน้า “ไม่รู ้เหมือนกัน ดูเหมือนว่าตอนที่ศิษย์พี่เล็ก เพิ่งรู ้จักกับอาจารย์เขาไม่ค่อยจะยินดีเป็ นศิษย์พี่ใหญ่สักเท่าไร ยืน กรานจะให้ศิษย์พี่หญิงเผยเรียกเขาว่าศิษย์พี่เล็กให้ได้ ส่วนเขาเรียก ศิษย์พี่หญิงเผยว่าศิษย์พี่ใหญ่ ก็เลยต่างคนต่างเรียกกันไป” …… สายลมวสันต์ที่พัดโชยเต็มภูเขามิอาจรั้งไว้ได้อยู่ ดวงอาทิตย์ตก ดินดวงจันทร ์ลอยขึ้นมา นกบินเหนือหลังคา ก้อนเมฆลอยพ้น หน้าต่าง สายลมพัดผ่านตัวท่านแว่วเสียงต้นสนดัง ในเรือนของพ่อครัวเฒ่าบนภูเขาลั่วพั่ว เซี่ยโก่วนั่งอยู่บน ขั้นบันได มองเสี่ยวโม่ที่สานที่โกยผงไม้ไผ่กับอาจารย์ผู้เฒ่าจู รู ้สึกว่า เสี่ยวโม่ที่สีหน้ามุ่งมั่นตั้งใจทาอะไรสักอย่างช่างน่ามองเหลือเกิน นาง กลืนน้าลาย ข่มกลั้นความวู่วามของเสือโหยที่จะกระโจนเข้าหาลูก แกะยื่นมือไปลูบหมวกขนเตียวบนศีรษะ สีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา อยู่ดีๆ ก็โพล่งประโยคหนึ่งออกมาว่า “เสี่ยวโม่ คราวก่อนข้าออกไปจาก ภูเขาลั่วพั่วโดยพลการ เจ้าไม่ได้ไม่วางใจข้า ปล่อยให้ข้าไปจัดการ ธุระเพียงล าพัง ข้ามีความสุขมาก!” เสี่ยวโม่ลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังตอบตามสัตย์จริงว่า “ตอนนั้น คุณชายไม่ให้ข้าตามเจ้าไป” จูเหลี่ยนที่ก้มหน้ากลอกตามองบนตอไม้ทึ่มทื่อหัวทึบสอนยาก หากเจ้าเสี่ยวโม่มีพรสวรรค์ในเรื่อง ของชายหญิงได้สักหนึ่งส่วนหมื่นของเวทกระบี่ตัวเองก็คงไม่โง่ถึง ขนาดหลุดปากพูดความจริงนี้ออกมา แต่ดูเหมือนว่าเซี่ยโก่วจะยังมีความสุขเหมือนเดิม นางยกสอง แขนกอดอก เงยศีรษะขึ้นสูง พูดเสียงดังลั่นว่า “ข้าไม่สนเรื่องนี้หรอก ขอแค่เจ้าไม่ได้ตามข้าไป ข้าก็มีความสุขแล้ว!” เสี่ยวโม่กล่าว “คุณชายแนะนาเช่นนี้ ข้าเองก็รู ้สึกว่ามีเหตุผล” ล้วนเป็ นความจริง เซี่ยโก่วสูดจมูก เอ่ยเสียงแผ่วต่าอ่อนโยนว่า “เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ เจ้าพูดแบบนี้ ข้ายิ่งมีความสุขมากกว่าเดิมอีก!” จูเหลี่ยนส่ายหน้า สานที่ตักผงไม้ไผ่ต่ออย่างคล่องแคล่ว อย่าเห็นว่าชายหญิงคู่นี้ คนหนึ่งอายุมาก อายุขัยในการฝึกตน นานถึงหนึ่งหมื่นกว่าปี แล้ว แต่อันที่จริงพอมาอยู่ในพุ่มบุปผาแห่ง ความรักของชายหญิงก็ยังเป็ นแค่ลูกนกสองตัวอยู่ดีไม่ใช่หรือ ส่วนคนหนึ่งจาเป็ นต้องพูดเสียงสูงเพื่อนามาปิดบังความผิดหวัง ของตัวเอง ปากบอกว่าไม่สนใจ แต่ในใจจะไม่สนได้หรือ? ส่วนอีกคน ก็ฟังไม่ออกแม้แต่น้อย ไม่ใช่คนโง่แล้วจะเป็ นอะไร แต่ก็ถือว่าคู่ควรกันดี อันที่จริงก็เหมาะสมกันอย่างมากเซี่ยโก่วตาแหลมจึงถามอย่างสงสัยว่า “อาจารย์ผู้เฒ่าจู เจ้ามี ความเห็นต่างหรือ? พวกเราสองคนสนิทกันขนาดนี้ ไหนลองพูดให้ ฟังบ้างสิ” จูเหลี่ยนหัวเราะร่วนเอ่ยว่า “ไม่มีความเห็นอะไรหรอก ก็แค่รู ้สึก ว่าพวกเจ้าสองคนเกี้ยวพากันอยู่ในจวนของข้า ช่างน่าสะอิดสะเอียนนัก”เสี่ยวโม่เขินอายเซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ จนไหล่โยก สาหรับคาวิจารณ์นี้ของพ่อครัว เฒ่า นางไม่รู ้สึกอับอายกลับกันยังรู ้สึกภาคภูมิใจด้วยซ้า “หึ ปล่อย ให้เจ้าสะอิดสะเอียนตายไปเลย”จูเหลี่ยนไม่ถือสาเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว เพียงแค่เอ่ยเตือน เสี่ยวโม่ว่า “เสี่ยวโม่อ่าเจ้าก็แค่รูปลักษณ์อ่อนเยาว์เท่านั้น อายุตั้งปูน นี้แล้ว ระวังหน่อย อย่าปล่อยให้บ้านหลังเก่าไฟไหม้ล่ะ”เสี่ยวโม่ยิ่งกระอักกระอ่วนมากกว่าเดิม นี่มันอะไรกับอะไรกันเซี่ยโก่วใช ้หมัดทุบฝ่ ามือ อาจารย์ผู้เฒ่าจูพูดจามีความรู ้เสมอ ฟังปราดๆ ไม่เข้าหู แต่ความจริงแล้วทุกประโยคล้วนเข้าเป้ าตรงเผง เรียกได้ว่าทุกค าล้วนหล่นลงบนจุดอ่อนในหัวใจ!ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราแห่งนี้คือสถานที่ที่ดี เหล่าเหนียงยิ่งอยู่ก็ ยิ่งสบายใจ ทุกวันมีความสุขยิ่งนัก ไม่ใช่คนบ้านเดียวกันก็ไม่เข้า ประตูบ้านบานเดียวกันจริงเสียด้วย ต่อให้ใครมาไล่ก็ไม่ไปไหนแล้ว!เซี่ยโก่วถาม “อาจารย์ผู้เฒ่าจู เจ้าคิดว่าข้าถามกระบี่กับเฉินจั๋ว หลิว จะมีโอกาสชนะสักกี่ส่วน?”จูเหลี่ยนยิ้มย้อนถาม “สู้ตายหรือไม่?”เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “ผู้ที่มาเยือนล้วนเป็ นแขก สู้ตายทาไม แค่ ประลองฝีมือเท่านั้น”จูเหลี่ยนกล่าว “ไม่มีโอกาสชนะเลย” เซี่ยโก่วถาม “แล้วถ้าสู้ตายล่ะ?”จูเหลี่ยนตอบ “ไม่มีโอกาสชนะเลย” สายตาเซี่ยโก่วฉายแววไม่พอใจ “พูดจาเหลวไหลอะไร” จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “เจ้าพูดเหลวไหลก่อนนี่นา”เซี่ยโก่วกลับไม่โมโห เพียงพยักหน้าพูดกับตัวเองว่า “ดูท่าคง ต้องตั้งใจฝึกกระบี่ดีๆ แล้ว”อันดับแรกก็เป็ นหลวี่เหยียนฉายาฉุนหยาง ต่อมาก็เป็ นบัณฑิตห ลี่ซีเซิ่ง ตอนนี้ยังมีเฉินจั๋วหลิวที่คล้ายจะใช ้การตั้งปณิธานของลัทธิ พุทธในการพิสูจน์มรรคามาเพิ่มอีกดีนักนะ ยอดฝีมือของสามลัทธิทั้งขงจื้อ พุทธ เต๋า ล้วนมีครบเลยเสี่ยวโม่ถาม “อาจารย์จู คุณชายจะรับหน้าที่เป็ นราชครูคนใหม่ ของต้าหลีหรือไม่?”ความเคลื่อนไหวในอาณาเขตของอวิ้นโจวและเหยียนโจวมิอาจ ปิดบังเสี่ยวโม่ที่อยู่ในภูเขาลั่วพั่วได้จูเหลี่ยนหยุดมือที่กาลังถักสาน ครุ่นคิดก่อนตอบว่า “น่าจะ กระมัง”เสี่ยวโม่ถามอย่างสงสัย “ท าไมล่ะ?”จูเหลี่ยนยิ้มบางๆ “แต่ไหนแต่ไรคุณชายก็ชอบทาให้ตัวเอง ล าบากใจอยู่แล้ว”เซี่ยโก่วนินทาในใจไม่หยุด นี่ถือเป็ นคาตอบได้ด้วยหรือเกาจวินเดินเล่นเพียงลาพังมาถึงที่นี่ ลังเลอยู่ชั่วขณะ แต่สุดท้าย ก็ยังเดินเข้ามาในลานบ้าน ก่อนจะไปยกเก้าอี้ไม้ไผ่มานั่งห่างจากจูเห ลี่ยนไปไม่ไกลอย่างคุ้นชินจูเหลี่ยนยิ้มพลางผงกศีรษะให้กับนาง พูดหัวข้อก่อนหน้านี้ต่อ อีกครั้ง “อยากเป็ นคนดีให้ดี ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องคอยท าให้ตัวเองล าบาก ใจอยู่ตลอดหรอกหรือ”เสี่ยวโม่พยักหน้า “เมื่อได้ยินว่าคนอื่นทาเรื่องดีในใจก็เกิดความ สงสัยว่าจริงหรือไม่ เมื่อได้ยินว่าคนอื่นทาเรื่องไม่ดี กลับเชื่อได้อย่าง ง่ายดายว่าเป็ นความจริง ในใจเต็มไปด้วยปราณสังหาร เมื่อจิตสังหาร นี้บังเกิด ความคิดที่ดีก็ถอยหายไปแล้ว ดังนั้นการมุ่งมั่นท าความดีละ เว้นจากความชั่วทั้งปวงจึงดีถึงเพียงนี้และลาบากถึงเพียงนี้”จูเหลี่ยนผงกศีรษะรับ “รู ้ง่ายทายาก ยากก็ตรงที่ว่าหากอยากจะ ท าให้หลักการเหตุผลบางอย่างเป็ นจริงได้อย่างแท้จริงก็ต้องสร ้าง หลักการเหตุผลอย่างอื่นขึ้นมาอีกมากมายก าจัดหลักการเหตุผลเดิม ทิ้งไปมากมาย ไปๆ มาๆ ก็ยากยิ่งกว่ายาก”เซี่ยโกวรีบเอ่ยชื่นชมทันใด “เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ ไม่เสียแรงที่เจ้า เป็ นคนที่ได้ฟังศาสดาพุทธสอนธรรมมากับหูตัวเองเลยนะ!”เสี่ยวโม่เอ่ยอย่างจนใจ “ก็แค่เคยฟังผ่านหูเท่านั้น ไม่เคยหล่นลง บนหัวใจอย่างแท้จริงตอนนี้มาย้อนนึกดูก็ค่อนข้างน่าเสียดายจริงๆ”เกาจวินฟังจนหนังตากระตุก หากจะบอกว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคือคนที่พูดจาเหลวไหลได้มากที่สุด้