ตอนที่ 2803
บทที่ 1049.1 ภูเขาสายน้าของที่แห่งนี้ประหนึ่งรังโจร
October 21, 2026
เซี่ยโก่วจ าเป็ นต้องทวงความเป็ นธรรมแทนเฉินผิงอัน “ท าไม วันนี้เว่ยป้ อไม่เห็นจะดื้อด้านเลยเล่า? ตอนอยู่กับเจ้าขุนเขาของพวก เราหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี แต่พอได้เจอกับบัณฑิตที่พอจะมีประวัติ ความเป็ นมากลุ่มนี้กลับขับเรือตามกระแสลม เห็นได้ชัดว่าเข้าข้าง คนนอกนี่นา” ภูเขาพีอวิ๋นเป็ นเพื่อนบ้านกับภูเขาลั่วพั่วที่อยู่ห่างกันไปแค่ไม่กี่ ก้าว ขอแค่จวนซานจวินขุนเขาเหนือมีลมพัดใบไม้ไหวสักหน่อย สามารถปิ ดบังคนอื่นได้ แต่กลับปิ ดบังเซี่ยโก่วที่ชอบไปเดินเล่น เตร็ดเตร่แถวนั้นเป็ นประจาไม่ได้ ดังนั้นเซี่ยโก่วจึงรู ้เรื่องที่เว่ยป้ อตั้ง ฉายาตัวเองว่า “หลิงเจ๋อ” อีกทั้งนางยังรู ้ด้วยว่าเฉินผิงอันเคยโน้ม น้าวเว่ยป้ อมาก่อน แค่ว่าไม่เป็ นผลก็เท่านั้น เสี่ยวโม่ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจอกับคนที่เลื่อมใสศรัทธาจากใจจริง คิดดูแล้วไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็พูดง่ายไปหมด ต่อให้จะเป็ นคนดื้อดึงแค่ ไหนก็ไม่มีทางตะแบงต่อแล้ว” จาได้ว่าจูเหลี่ยนบอกว่าหากอยากจะให้คนคนหนึ่งฟังคาโน้ม น้าวก็มีความเป็ นไปได้แค่สามข้อเท่านั้น หากไม่เจอกับคนที่ตัวเอง คิดว่าแข็งแกร่งหรือสูงศักดิ์ช่วยพูดชี้แนะ หรือประสบพบเจอมากับ ตัวเอง เจอกับเรื่องบางอย่าง ต้องเดินเส้นทางที่อ้อมไปไกล เคยเผชิญกับความยากล าบากมาก่อน รู ้สึกว่าความเคยชินหรือเหตุผล บางอย่างของตัวเองจะไม่เปลี่ยนไม่ได้ ก็คืออ่านเจอมาจากในตารา ฝ่ ายแรกอาศัยดวง ฝ่ ายหลังอาศัยวาสนาและสติปัญญา ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงมักจะเป็ นสถานการณ์ที่สองเสียมากกว่าที่ทาให้คนเรา จาต้องผ่านการขัดเกลามากขึ้น เซี่ยโก่วหัวเราะร่า “คนที่เว่ยซานจวินเลื่อมใสจากใจจริงคงไม่ได้ มีหลายสิบคนหรอกกระมัง?” เสี่ยวโม่ใช ้เสียงในใจตอบกลับ “ไม่ได้เกินจริงขนาดนั้น น่าจะมี ประมาณหนึ่งมือนับ” ได้ยินอาจารย์ผู้เฒ่าจูเล่าให้ฟังถึงประวัติชีวิตคร่าวๆ ของเว่ย ซานจวินมาก่อน เรื่องราวของอีกฝ่ ายมีมากมาย มีชาติก าเนิดจาก ตระกูลขุนนาง สกุลเว่ยมีคาเรียกขานที่งดงามว่า “บ้านอยู่ที่แม่น้าอี๋สุ่ ยหกร ้อยวสันตกาล” คือตระกูลขุนนางใหญ่ที่โชคชะตาบุ๋นโดดเด่น ควันธูปสืบทอดกันมายาวนาน อาศัย “ข้อสอบขุนนาง เคอจวี่มาเป็ น ทางลัดในวงการขุนนางทาให้มีอนาคตเจริญก้าวหน้า อีกทั้งยังใช ้ “ข้อสอบของชนเผ่า” ที่ต้องเรียกว่าเป็ นการประชันขันแข่งที่ดุเดือด มาช่วงชิงอันดับที่หนึ่ง แล้วยังสอบได้อันดับหนึ่งสามครั้งติดกัน เดินที ละก้าวจนไปสู่จุดศูนย์กลางของราชส านัก สุดท้ายได้รับค าเรียกขาน อย่างไพเราะว่า “เหวินเจิน” (ชื่อสมัญญานามขุนนางหรือบุคคลที่ ได้รับการยกย่องในด้านความรู ้และคุณธรรม) ได้รับการแต่งตั้ง ตามหลังให้เป็ นอาจารย์ของรัชทายาท หลังจากเว่ยป้ อตายไปก็กลายมาเป็ นวิญญาณวีรบุรุษที่ปกป้ องพื้นที่แห่งหนึ่ง ได้รับการแต่งตั้งอย่าง ถูกต้องจากทางราชส านักสุดท้าย “ต าแหน่งขุนนาง” ก็ไต่ระดับจน เป็ นได้ถึงซานจวินอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเสินสุ่ยในอาณาเขตสู่โบราณ หากจะพูดถึงเรื่องของการฝึ กอบรมบ่มเพาะตนเอง เว่ยป้ อ เลื่อมใสอาจารย์ใหญ่แห่งศาลบุ๋นที่สุด พูดถึงเรื่องการศึกษาหา ความรู ้เขียนบทความ เลื่อมใสอาจารย์ชินมังกรในกลุ่มถ้อยค า พูด ถึงเรื่องของการอยู่ร่วมสังคม ศรัทธาในตัวของอาเหลียงมือกระบี่ที่มา จากจวนหย่าเซิ่ง พูดถึงเรื่องกลยุทธทางการทหารการต่อสู้ เลื่อมใส เทพสังหารบางคนที่เนื่องจากมีจุดด่างพร ้อยด้านคุณูปการจึงถูกลด ต าแหน่งในศาลบู๊ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หากจะพูดถึงความสามารถที่มี มากมาย ไม่ว่าอะไรก็ถนัดเชี่ยวชาญไปเสียหมด ยังคงให้ความ เคารพคุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งพื้นที่มงคลดอกบัวที่อยู่ใกล้ในระยะ ประชิดอย่าง…จูเหลี่ยน เซี่ยโก่วพูดด้วยเสียงในใจ “เจ้าขุนเขาวางมาดใหญ่โตขนาดนี้ วันนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มารับรองแขกด้วยร่างจริงด้วยซ้า ไม่ค่อย เหมาะสมเท่าไรกระมัง? บัณฑิตเจ้าคิดเจ้าแค้นพวกเขาทนรับการ วางมาดข่มของคนร่วมอาชีพไม่ได้ที่สุดแล้ว” เสี่ยวโม่อธิบาย “ตรงกับช่วงสอนในโรงเรียนพอดี ดังนั้นตอนที่ อาจารย์ใหญ่อยู่ที่ตีนเขาก็ได้บอกกล่าวกับคุณชายไว้ก่อนแล้วว่าไม่ จาเป็ นต้องหยุดสอนเพียงแค่เพื่อมาต้อนรับพวกเขา เทียบกับการ รับรองแขกแล้วยังคงเป็ นการสอนหนังสือที่สาคัญกว่า อาจารย์ใหญ่ไม่ได้ทาให้คุณชายต้องลาบากใจ ตอนนั้นอาจารย์จวีจิ้งยังเอ่ย สัพยอกด้วยว่า ในฐานะอาจารย์สอนหนังสือที่เปิดโรงเรียนสอน เรื่อง อย่างการลาหยุดนี้จะให้มีครั้งแรกไม่ได้” เซี่ยโก่วพยักหน้า “หากบัณฑิตเป็ นแบบนี้เหมือนกันหมด วิถีทางโลกไม่อยากจะสงบสุขก็ยังยาก” นางพลันร ้องเอ๊ะขึ้นมา ถามอย่างรู ้ตัวช ้าว่า “เสี่ยวโม่! ทาไมเสียง ในใจของเต้าหลิงกับหลีโหวมีแต่เจ้าที่ได้ยิน แต่ข้ากลับไม่ได้ยินเลย สักค า?” บุรุษร่างกายาที่สวมกวานสูงพกกระบี่เหล็กเงยหน้ามองผู้ฝึ ก กระบี่หญิงป๋ ายจิ่งที่อยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กสาว เซี่ยโก่วกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ นางพลันโมโหจนบดฟันดังกรอดๆ ยื่นมือไปจับประคองหมวกขนเตียว นางยกแขนข้างหนึ่งขึ้นทาท่าทาง ท้าทายด้วยการใช ้ฝ่ามือตบเข้าที่แขนก็แค่เคยถามกระบี่กันครั้งหนึ่งแล้วยังไม่รู ้ผลแพ้ชนะไม่ใช่หรือ? ต้องขี้โมโหขนาดนี้เชียว?เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “อย่างเจ้านั่นไม่เรียกว่าถามกระบี่นะ ปล่อยห่าฝน ปราณกระบี่แถบใหญ่ใส่ขบวนรถของปรมาจารย์มหาปราชญ์ ผลคือ เจ้าเพิ่งจะออกกระบี่ก็เก็บกระบี่เผ่นหนีแล้ว โจวกั๋วจะไม่โกรธได้ อย่างไร?”เซี่ยโก่วเบ้ปาก “ไล่ตามข้ามาก็ได้ถามกระบี่กันแล้วไม่ใช่หรือ”เสี่ยวโม่หน้าดาทะมึนเซี่ยโก่วรู ้ตัวทันทีว่าตัวเองพูดผิดไปแล้ว ไปกระตุกเรื่องเสียใจที่ ไม่อยากหวนกลับไปมองของเสี่ยวโม่เข้าให้แล้ว นางที่เป็ นตัวการ สาคัญจึงรีบยอมรับผิด “เรื่องอย่างการลอบโจมตีเช่นนี้ไม่ค่อยมี คุณธรรมสักเท่าไร ไม่น่าภาคภูมิใจ ต้องเปลี่ยนสักหน่อยแล้ว วัน หน้าจะต้องเปลี่ยนนิสัยให้ดี”คนทั้งกลุ่มเดินขึ้นเขากันมาช ้าๆ หลีโหวเปิดปากถามก่อนว่า “เจ้าขุนเขาเฉิน ภูเขาลั่วพั่วเป็ นสานักเบื้องบน ทุกวันนี้ผู้ฝึกตนบน ท าเนียบบวกกับผู้ฝึกยุทธเต็มตัว จ านวนคนมีเกินร ้อยแล้วหรือยัง?”เฉินผิงอันส่ายหน้ากล่าว “จานวนคนยังไม่ถึงร ้อย ต่อให้เพิ่ม เค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อซึ่งมีชื่ออยู่ในทาเนียบของศาลบรรพ จารย์ยอดเขาจี้เซ่อเข้าไปด้วย หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือ อันที่จริงยัง ไม่ถึงครึ่งร ้อยด้วยซ้า เพราะประกาศแก่ภายนอกไปว่าปิดภูเขา ใน ยี่สิบสามสิบปี ในอนาคต เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของสมาชิกก็น่าจะมี ขีดจ ากัดอยู่มาก”หลีโหวยิ้มเอ่ย “อาศัยคนเพียงเท่านี้ แต่ทาการค้าใหญ่ขนาดนี้ ได้ส าเร็จก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ”เฉินผิงอันกล่าวอย่างละอายใจ “ตีกลองผ้าต่อหน้ากลองหลวง เป็ นที่ขบขันของทุกท่านแล้ว”หมิ่นเหมินยิ้มเอ่ย “ตาราตราประทับร ้อยเซียนกระบี่และสองร ้อย เซียนกระบี่ จวีจิ้งเก็บรักษาไว้เป็ นส่วนตัวอย่างละสิบชุด เขาคิดว่าเป็ น ของหายากที่ควรกักตุน เหมาะแก่การรอให้ราคาสูงแล้วค่อยเอาออก ขาย”หลีโหวกล่าว “ล้วนไหว้วานให้สหายบนภูเขาซื้อมาให้ ในมือเจ้า ขุนเขาเฉินยังมีต าราตราประทับเหลืออยู่บ้างหรือไม่? แน่นอนว่าต้อง เป็ นฉบับจัดพิมพ์ชุดแรกของร ้านตระกูลเยี่ยนก าแพงเมืองปราณ กระบี่ด้วยนะ”เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ตัวข้าเองเก็บไว้แค่สองเล่มเท่านั้น”หากรู ้แต่แรกว่าจะมีค่าเช่นนี้ ปีนั้นพวกช่างพิมพ์ของร ้านหนังสือ ที่ตระกูลเยี่ยนสร ้างขึ้นมาชั่วคราวก็อย่าหวังว่าจะได้ว่างงานกันเลย ไม่เอากลับมาด้วยสักสี่ห้าหมื่นเล่มก็ถือว่าร ้านผ้าห่อบุญอย่างเจ้า ขุนเขาเฉินเป็ นได้ไม่สมชื่อแล้วหลีโหวเอ่ยอย่างเสียดาย “น่าเสียดายที่เป็ นตาราตราประทับ ถึง ได้ไม่มีแม่พิมพ์สลัก” หากว่ามีแม่พิมพ์สลักอย่าว่าแต่จัดพิมพ์เพิ่มอีกหลายร ้อยหลายพันเล่มเลย ล้านเล่มจะ ไปยากอะไร?ในที่สุดโจวกั๋วก็เปิดปากพูดบ้าง “ข้าเคยอ่านตาราตราประทับทั้ง สองเล่มมาก่อน ตัวอักษรที่เป็ นรอยพิมพ์ตราประทับซึ่งมีความ เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีของก าแพงเมืองปราณกระบี่และยังมีตราประทับที่สร ้างขึ้นเพื่อผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นทั้งหลาย ไม่ว่า จะเป็ นอักษรตราประทับหรืออักษรริมขอบ รอยพิมพ์ตราประทับสอง อย่างนี้มีเนื้อหาดีมากทั้งคู่ยอดเยี่ยมมากอย่างแท้จริง เพียงแต่ว่า นอกจากนี้แล้วก็ถือเป็ นการเอาโน่นมาประกอบนี่ ปะชุนซ่อมแซม หากตกอยู่ในสายตาของคนที่ศึกษาวิชาความรู ้อย่างแท้จริง รวมไป ถึงในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านหินและทองแล้วก็ยากที่จะได้รับการ ประเมินที่สูง”ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือ มีชื่อเสียงมากกว่าเนื้อหา สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็เพราะตาราตราประทับอาศัยชื่อของกาแพง เมืองปราณกระบี่ ทั้งยังอาศัยยศของอิ่นกวานคนสุดท้ายถึงได้มีค า วิจารณ์และความนิยมในใต้หล้าไพศาลอย่างในทุกวันนี้้