ตอนที่ 2847
บทที่ 1059.3 นครเดียวดายท่ามกลางเมฆหลากสี
October 21, 2026
จ าต้องยอมรับว่าเจ้าต่งสุ่ยจิ่งผู้นี้คือยอดฝี มือในการหาเงินมา ตั้งแต่เกิดจริงๆ พูดถึงแค่การค้าอย่างหนึ่งของเขาก็ทาให้หลินโส่วอีที่ ได้ยินรู ้สึกนับถืออย่างมากแล้ว
เหมาภูเขาตระกูลเซียนหลายลูกที่ปราณวิญญาณไม่เลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีสายน้าที่ใสกระจ่างมา แล้วเอามาทาเป็ น สถานที่สาหรับปลูกสวนกระถาง เอาไว้หลอกเงินจากแม่ทัพอัคร เสนาบดี ขุนนางชนชั้นสูงของล่างภูเขาโดยเฉพาะ
พูดเสียไพเราะว่าสะสมเงินไว้ให้ลูกหลานไม่มั่นคงพอ ไม่สู้มาสั่ง จองดอกไม้พืชพรรณตระกูลเซียนจากพวกเขากระถางหนึ่ง หากคิด จะเพาะปลูกให้ส าเร็จเป็ นรูปเป็ นร่างก็ต้องใช ้เวลาบ่มเพาะอย่างตั้งใจ นานหลายสิบปีหรืออาจถึงหลายหกสิบปี
หากมีสวนกระถางหนึ่งหรือสองใบ ทางฝั่งของจวนเซียนบนภูเขา ก็จะมีการจดบันทึกลงไปอย่างละเอียด อิงตามข้อเรียกร ้องของลูกค้า ทุกคน ตกลงกันให้เรียบร ้อยก่อนว่าลูกหลานรุ่นหลังของพวกเขาจะ เอากลับไปบ้านได้ในปีไหน แน่นอนว่าสามารถหักเป็ นเงินเทพเซียน แทนได้เหมือนกัน จะมาเอาไปหรือแลกเป็ นเงินไปก่อนเวลาที่กาหนด ไม่ได้ เว้นเสียจากว่าตระกูลตกอับจริงๆ ยากจนจนไม่ได้ยินเสียงเงิน
กระทบกัน ไม่มีข้าวสารให้กรอกปากหม้อขอแค่ลูกหลานในตระกูล
ขึ้นเขามาก็สามารถแลกเป็ นเงินเทพเซียนก้อนหนึ่งที่จะมีการหักลบ ค่าใช ้จ่ายออกไปเล็กน้อย จวนเซียนที่ปลูกสวนกระถางให้ยังถึงขั้น สามารถช่วยเก็บรักษาทาเนียบวงศ์ตระกูลเล่มหนึ่งไว้ได้…เอาเป็ นว่า ทุกเรื่องล้วนละเอียดรอบคอบรัดกุม
หลินโส่วอีได้ยินว่ามีชนชั้นสูง ผู้มีอานาจของแต่ละแคว้นจานวน มากเกิดหวั่นไหว พากันควักเงินจ่ายจริงๆ กลายเป็ นกระแสนิยมใน แต่ละแคว้นล่างภูเขา
ทาการค้าทาได้ถึงขั้นนี้ หลินโส่วอีก็จาต้องนับถือในคัมภีร ์การ ท าการค้าของต่งสุ่ยจิ่งจริงๆ
นี่ยังเป็ นแค่หนึ่งในเส้นทางหาเงินมากมายของต่งสุ่ยจิ่งด้วย
อยู่ดีๆ ต่งสุ่ยจิ่งก็ด่าขึ้นมาว่า “คนไร ้ประโยชน์!”
หลินโส่วอีก็ถลึงตากล่าว “เป็ นเศษสวะที่ยังสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้า!”
แล้วลูกเจี๊ยบน้อยก็เริ่มหันมาจิกกันเองอีกครั้ง
เหนือก้อนเมฆขึ้นไปชั้นแล้วชั้นเล่ายังคงมีก้อนเมฆ ด้านล่างสุด ของชั้นเมฆก็คือโลกมนุษย์ มองนานเพียงใดก็ไม่เบื่อหน่าย
หม่าหยวนดื่มเหล้าไปแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจในการแต่งกลอน แต่ว่าต้องมีการร่างอารัมภบทเสียก่อน
ไม่เหมือนกับบัณฑิตหลายคน หม่าหยวนชอบท่องและคัดลอก บทนาที่ตัดมาจากบทกวีต่างๆ ด้วยตัวเอง
จ้าวเหยารองเจ้ากรมอาญานั่งโดยสารเรือข้ามฟากลาหนึ่งที่เป็ น ของกองทัพต้าหลีกลับบ้านเกิดครั้งนี้จ้าวเหยายังพาหม่าหยวนที่เป็ น หัวหน้างาน และหลางจงกองชิงลี่กรมคลังอย่างกวนอี้หรานมาด้วย
จ้าวเหยาถูก “อาจารย์อาน้อย” ผู้นั้นเรียกมา ส่วนกวนอี้หราน นั้นเอาเรื่องส่วนตัวมาเบียดบังส่วนรวม “ผ่านทาง” มาหาสหายที่นี่ เจ้าขุนเขาเฉินแห่งภูเขาลั่วพั่วกับจิงควนที่เพิ่งเป็ นเจ้าเมืองเขตเป่ าซี ได้ไม่กี่วันล้วนเป็ นสหายรักที่ดื่มเหล้าจืดชืดไม่มีเนื้อหนังให้คลุกเคล้า ที่ลาคลองชางผูจนอาเจียนมาด้วยกัน
เรือข้ามฟากอ้อมผ่านภูเขาพือวิ๋นมหาบรรพตอุดร นี่ก็ หมายความว่าขยับเข้าใกล้ท่าเรือหนิวเจี่ยวแล้ว
หม่าหยวนยืนพิงราวรั้วอยู่ที่ดาดฟ้ าชมทัศนียภาพนอกห้อง เอา มือตบราวรั้วเบาๆ เห็นทิวทัศน์ที่งดงามเช่นนี้ก็เกิดแรงบันดาลเริ่มแต่ง กลอนอีกครั้ง
จ้าวเหยานั่งดื่มเหล้าอยู่ในห้องกับกวนอี้หราน กวนอี้หรานหันมา ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านอาหยวน เริ่มร่ายบทกวีอีกแล้วหรือ ต้องการให้ข้า ช่วยเรียบเรียงกลอนต่าโหยวหลายพันบทของท่านเป็ นรูปเล่มหรือไม่ จากนั้นก็หาร ้านหนังสือสักร ้าน จ่ายเงินจ้างพวกเขาตีพิมพ์? ไม่ต้อง กลุ้มเรื่องยอดขายหรอก ที่ว่าการในเมืองหลวงมีเยอะขนาดนั้น ขอ แค่คนที่เป็ นขุนนางตาแหน่งต่ากว่าขั้นสองลงไป เหนือขั้นเก้าขึ้นมา ต้องมีกันคนละเล่ม ข้าก็ได้ทุนคืนแล้ว การค้าครั้งนี้ทาได้จริงนะ! หาก
ยังรวมกับที่เมืองหลวงสารองเข้าไปด้วยก็จะได้กาไรก้อนใหญ่เลย ล่ะ!”
ใต้เท้าเจ้ากรมที่ถูกขัดจังหวะความคิดไม่แม้แต่จะหันหน้ามา เพียงชูนิ้วหนึ่งมาให้
จ้าวเหยายิ้มเอ่ย “หากใต้เท้าเจ้ากรมจะออกรวมเล่มบทกวีจริงๆ ต่อให้ไม่ใช ้เส้นสายในวงการขุนนาง แค่ใช ้นามแฝง อันที่จริงก็ไม่ ต้องกลัดกลุ้มเรื่องการขายเลย”
กวนอี้หรานเอ่ยสัพยอก “รองเจ้ากรมจ้าว เจ้านี่เป็ นขุนนาง อย่างไรกันนะ ไม่รีบเอ่ยค าประจบยกยอเช่นนี้ให้เร็วกว่านี้ นี่อีกเดี๋ยว ท่านอาหม่าของข้าก็จะต้องไปนั่งก่อเตาเย็นที่ท่าเรือชื่อจุ้ยแล้วนะ”
จ้าวเหยาถามตรงๆ ว่า “ไม่ใช่ว่าไปถึงใต้หล้าเปลี่ยวร ้างแล้วก็ยัง มีต าแหน่งเป็ นเจ้ากรมหรอกหรือ? จะถูกปลดจากต าแหน่งหรือ?”
กวนอี้หรานผงกปลายคางชี้ไป “เรื่องนี้มีเพียงขุนนางใหญ่ที่มี คุณสมบัติเข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรเท่านั้นถึงจะรู ้ ลองถามเจ้าตัวเขาดูสิ”
หม่าหยวนเดินกลับเข้ามาในห้อง เอ่ยว่า “ไม่ต้องปลดประจ าการ ถึงอย่างไรกรมอาญาของพวกเราก็มีรองเจ้ากรมอย่างเจ้านั่งบัญชา การณ์ ไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดอะไรได้แล้วนับประสาอะไรกับ ตาแหน่งสูงในที่ว่าการหกกรม ใช่ว่าจะไม่มีทางที่จะขยับเขยื้อนได้ เลยก็แค่ว่าไม่อาจขยับเคลื่อนถี่เกินไปนัก”
กวนอี้หรานหัวเราะฮ่าๆ “สาหรับรองเจ้ากรมจ้าวแล้ว นี่ไม่ถือว่า เป็ นข่าวดีอะไรเลยนะต้องดื่มเหล้าดับทุกข์สักหน่อยแล้ว มา รอง เจ้ากรมจ้าว พวกเราชนกันหน่อย”
จ้าวเหยารู ้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง
เจ้าประมุขคนปัจจุบันของสกุลหม่าเสาค้ายันแคว้นผู้นี้ ก่อนหน้า นี้ไม่นานยังเป็ นเจ้ากรมกรมคลังอยู่เลย แต่กลับถูกโยกย้ายมาเป็ น ขุนนางหลักในกรมอาญา ตาแหน่งไม่ขึ้นและไม่ลด
เนื่องจากมู่เหยียนอดีตรองเจ้ากรมฝ่ ายซ ้ายของกรมอาญาได้ เลื่อนขั้นเป็ นเจ้ากรมคลังแทนที่หม่าหยวน กลายเป็ นขุนนางผู้ดูแล บัญชีแห่งแคว้น
ที่ว่าการกองงานต่างๆ ของกรมอาญา และยังมีผู้ฝึกตนถวายงาน ที่แขวนชื่ออยู่ในกรมอาญาต่างก็ยินดีที่จะได้เห็นเช่นนี้ เพราะถึง อย่างไรความเชี่ยวชาญในการคิดคานวณอย่างรอบคอบและ ความสามารถในการหาเงินของหม่าหยวนก็เลื่องลือไปทั้งราชสานัก
เกี่ยวกับสงครามครั้งนั้น ขุนนางหลักหกกรมของราชสานักต้า หลี สรุปแล้วใครมีคุณูปการมากกว่ากัน ก็มีแค่เสิ่นเฉินกับหม่าหยวน เท่านั้นที่แย่งชิงกันในเรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเจ้ากรมพิธีการ อย่างจ้าวตวนจิ่นเลย
เป็ นแซ่สกุลเสาค้ายันแคว้นเหมือนกัน เฉาผิงกับเยี่ยนเจี่ยวต่างก็ มุ่งหน้าไปยังท่าเรือรื่อจุ้ยของใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง ไปรวมตัวกับซ่งจ่างจิ้ง และซ่งมู่อ๋องเจ้าเมืองแล้ว
ทว่าเจ้าประมุขสกุลหม่าโผหยางผู้นี้คือชายร่างอ้วนฉุใบหน้า ดุดัน ขอแค่หม่าหยวนไม่สวมชุดขุนนางสวมรองเท้าขุนนาง มองดู แล้วอย่างมากสุดก็เหมือนเศรษฐีในอาเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มิ อาจเป็ นไปได้มากกว่านั้น หากจะบอกว่าเป็ นเศรษฐีอันดับหนึ่งของ เขตการปกครองหรือจังหวัดก็ยิ่งไม่มีทางมีสารรูปอย่างหม่าหยวน แน่นอน แต่คนเราจะดูกันแค่หน้าตาภายนอกไม่ได้ แม้หม่าหยวนจะมี รูปร่างเทอะทะอ้วนใหญ่ บางทีหากเขาเดินอยู่บนถนนในเมืองหลวง ตอนกลางคืนก็อาจจะทาให้คนที่ขี้ขลาดตกใจกลัวได้ สตรีกลัวจะ โดนฉุดคร่า บุรุษกลัวว่าจะโดนปล้นเงิน แต่เจ้ากรมหม่าที่ดูแลถุงเงิน ของต้าหลีมานานหลายปีผู้นี้กลับมีชื่อเสียงในเรื่องความสามารถที่ โดดเด่นหลากหลายอย่างยิ่ง ลายมือเขียนอักษรบรรจงแบบเล็กจานฮ วาก็ยิ่งยอดเยี่ยม ต่อให้เป็ นนายท่านผู้เฒ่าตระกูลจ้าวที่เป็ นบรรพ บุรุษแห่งการเขียนตัวอักษรก่วนเก๋อถี่ในราชสานักต้าหลีก็ยังบอกว่า อักษรบรรจงแบบเล็กของหม่าหยวนตรงข้ามกับรูปลักษณ์ของเขา อย่างสิ้นเชิง
ความหมายก็คือหม่าหยวนอัปลักษณ์เท่าไร ตัวอักษรของเขาก็ เขียนได้งดงามมากเท่านั้น
และในฐานะขุนนางคนสาคัญของต้าหลีที่ถูกราชครูชุยฉานมอง เป็ นหนึ่งในแขนซ ้ายขวา หม่าหยวนก็คือขุนนางที่ไม่ธรรมดาอย่าง มากจริงๆ
แล้วก็เป็ นหนึ่งในสองคนที่เลื่อนขั้นได้เร็วที่สุดในช่วงเวลาไม่กี่ สิบปีที่ผ่านมาของวงการขุนนางต้าหลี สองคนที่ว่านี้ก็คือหม่าหยวน แห่งเมืองหลวงที่อยู่ทางเหนือ และหลิ่วชิงเฟิงที่อยู่ในเมืองหลวงสารอง ทางใต้
ส่วนเรื่องที่ว่าทาไมกวนอี้หรานถึงได้พูดจาไร ้ความกริ่งเกรงกับ หม่าหยวน นั่นก็เพราะปีนั้นคนที่เป็ นอาจารย์คุมสอบเคอจวี่ของหม่า หยวนก็คือท่านปู่ทวดของกวนอี้หราน
เจ้ากรมผู้เฒ่าแห่งกรมขุนนางที่เหมือนตีขึ้นจากเหล็ก กับรอง เจ้ากรมและหลางจงที่เป็ นดั่งน้าไหล
นอกจากนี้ก่อนที่หม่าหยวนจะเลื่อนขั้นเป็ นขุนนางสูงขั้นสาม การประเมินใหญ่ของเมืองหลวงที่จะมีขึ้นทุกๆ สามปี ไม่ว่าหม่าหยวน จะอยู่ในเมืองหลวงหรือเป็ นขุนนางอยู่ในท้องถิ่น ทุกครั้งก็จะได้คา ประเมินอันดับหนึ่งอย่างไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น
นี่จึงเป็ นเหตุให้ตอนที่หม่าหยวนซึ่งมีชาติกาเนิดจากสกุลหม่า โผหยางเสาค้ายันแคว้นอยู่ในที่ว่าการกรมขุนนาง สามปีก็ได้เลื่อน ขั้นถึงเจ็ดครั้ง!
นี่ทาให้หม่าหยวนได้รับฉายาในวงการที่ทาให้คนอิจฉาตาร ้อน ว่า “หม่าอันดับหนึ่ง”
ดังนั้นในที่ว่าการของกรมคลัง หม่าหยวนที่ชอบด่าคนที่สุดจึงไม่ ด่ากวนอี้หรานเพียงคนเดียว
แน่นอนว่านอกจากความสัมพันธ ์ในชั้นนี้แล้ว ความสามารถใน การคิดบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการตรวจสอบ บัญชีของกวนอี้หรานก็ไม่เลวเลยจริงๆ
ม่านราตรีหนาหนัก อาณาเขตทางทิศตะวันออกของแจกัน สมบัติทวีป แคว้นชิงหลวนที่หลุดพ้นจากสถานะใต้อาณัติของต้าหลี แล้ว
หลี่เป่าที่เป็ นเจ้ากรมพิธีการมานานหลายปี วันนี้รับรองแขกด้วย ตัวเอง แขกที่มาคือบุคคลผู้หนึ่งที่ไร ้ชื่อเสียงทั้งบนและล่างภูเขาของ แจกันสมบัติทวีป
หลิ่วซัว
คือผู้ฝึกลมปราณหนุ่มคนหนึ่ง เป็ นคนในพื้นที่ของแคว้นชิงหล วน
หลี่เป่ ามีรูปโฉมเป็ นชายชราที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายตารา รอกระทั่งเขาปิดประตูห้องหนังสือลงก็กลายมาเป็ นหลี่เป่าเจินขุนนาง ทอผ้าของราชส านักต้าหลี