ตอนที่ 2897
บทที่ 1070.4 คลื่นมรกตหมื่นลี้งามจับตา
October 21, 2026
ไร ้พรรคไร ้สานัก อยู่ดีๆ ก็โผล่ออกมา วิชาที่สืบทอดกันใน ตระกูล การสืบทอดของส านักเป็ นเช่นไร ล้วนไม่มีใครรู ้ ปรมาจารย์หญิงสองคนนี้มีสภาพการณ์ไม่ต่างจากครั้งแรก ที่ป๋ ายโอ่วมีชื่อติดบนกระดานรายชื่อสักเท่าไร ล้วนถูกเลือก เหมือนกัน แต่กลับมีคาวิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งยังไม่น้อย นักพรตซุนจึงลุกขึ้นมาพูดจาเป็ นธรรมแทนอีกครั้ง แผลหายแล้ว ก็ลืมความเจ็บปวดจะต้องให้พวกนางมาตบหน้าพวกเจ้าเสียก่อนถึง จะรู ้จักเจ็บ จูโหม่วเหรินก็มีความคิดที่ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าพูดจาสุภาพ มากกว่า และนี่ก็สอดคล้องกับนิสัยการกระท าของจูโหม่วเหรินอย่าง มากแล้ว เป็ นสตรีแล้วอย่างไร นี่เรียกว่าอย่าว่าแต่งามเย้ายวนไร ้ความ องอาจ อยู่ล่างภูเขาไม่ประจบสอพลอกษัตริย์ อยู่บนภูเขาท าให้เซียน เจินก้มหัวให้ได้ ซูเตี้ยนถามคาถามที่เก็บซ่อนไว้ในใจมานานหลายปี “หลินซือ การสละร่างของผู้ฝึกตนบนภูเขา จิตวิญญาณแทบไม่ครบถ้วน ต่อ ให้สติปัญญาเปิดออกแล้วถูกทางส านักพากลับภูเขามาฝึกตนต่ออีก ่ ครั้ง แต่ก็เป็ นแค่ตัวเองคนนี้เท่านั้น ยังจะถือว่าเป็ นคนผู้นั้นในอดีตได้ อีกไหม?” หลินเจียงเซียนยิ้มอย่างเข้าใจ “เจ้าคิดว่าการที่คนเป็ นคน อะไรที่ เป็ นรากฐานที่สุด?” ซูเตี้ยนส่ายหน้า หลินเจียงเซียนยื่นนิ้วชี้ไปที่หัวใจ จากนั้นก็ยกมือขึ้นชี้ไปที่จุดไท่ หยาง “ข้ารู ้สึกว่าสองจุดนี้ ใจคนและความทรงจามารวมกันท าให้ กลายเป็ นคน” หลินเจียงเซียนหยุดเดิน ยิ้มถามว่า “เจ้าสามารถจินตนาการได้ ถึงภาพเหตุการณ์ตลอดเส้นทางนี้ที่ข้าเดินมาว่าทุกก้าวล้วนมีหลิน เจียงเซียนหยุดยืนอยู่ได้หรือไม่? หากเป็ นเช่นนี้จริง ถามหมัดกับข้า แล้วจะชนะได้อย่างไร?” ซูเตี้ยนปากอ้าตาค้าง หลินเจียงเซียนยิ้มเอ่ย “ข้าก็เป็ นแค่ผู้ฝึ กยุทธเต็มตัวคนหนึ่ง แน่นอนว่ามิอาจไปถึงขอบเขตเช่นนี้ได้ แต่คนบนโลกสามารถทาได้ ซูเตี้ยน ฟ้ าดินกว้างใหญ่มาก เดินขึ้นสู่ที่สูงถึงจะมองได้ไกล” รอยพระบาทยามที่พระพุทธเจ้าเดินผ่านโลกมนุษย์ ก็จะมี พระพุทธรูปองค์แล้วองค์เล่าตั้งตระหง่านอยู่ในโลก พระธรรมยิ่งใหญ่ ไร ้ขอบเขตสิ้นสุด ่ มรรคาจารย์เต๋าออกไปจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม เดินออกนอก ประตูไป สวรรค์คือชุดคลุมอาคม พื้นดินคือรองเท้า หรือยกตัวอย่างเช่นเสียงท่องหนังสือดังกังวานอยู่ในโลกมนุษย์ก็ คือพลังของปรมาจารย์มหาปราชญ์ หลินเจียงเซียนยกมือขึ้น แสงกระบี่สีขาวหิมะพลันเปล่งวูบแล้ว หายไป เขารับกระบี่บินส่งข่าวฉบับหนึ่งมา เปิดอ่านเนื้อหาแล้วยิ้มเอ่ย “ข้าต้องกลับยาซานแล้ว มีแขกมาเยือน” ซูเตี้ยนกุมหมัดอ าลา หลินเจียงเซียนดีดปลายเท้าเบาๆ แสงรุ ้งสีเขียวเส้นหนึ่งก็แหวก ผ่าอากาศออกไป เซี่ยซินเอินเซียนกระบี่ต่างถิ่นที่มาเยือนถ้าสวรรค์หลีจู หลินเจียง เซียนบุคคลอันดับหนึ่งด้านวิถีวรยุทธของใต้หล้ามืดสลัว สถานะที่แท้จริงของเขาก็คือจี้กวานที่ “ดักเอา” โชคชะตาบู๊ ทั้งหมดของกาแพงเมืองปราณกระบี่มาไว้ที่ตัวเอง บวกกับสิงกวานหาวซู่ที่อยู่ในป๋ ายอวี้จิงแล้ว เพียงแต่ไม่รู ้ว่าเฉิน ผิงอันอิ่นกวานคนสุดท้ายที่เป็ น “เพื่อนร่วมงาน” เขาจะปรากฏตัวใน ใต้หล้ามืดสลัวเมื่อไหร่?……่ในเรือหอเรือนของทะเลสาบชิวชี่ ผู้คุมกฏฉางมิ่งหรี่ตาลง ก้ม หน้าดื่มชา ดวงตาสีทองคู่นั้นของนางมีประกายแสงเป็ นระลอกนับแต่โบราณมาความแปลกประหลาดไม่มีการแบ่งแยกกัน หนึ่ง ความแปลกชักน าความประหลาดมากมายตอนแรกก็เป็ นป๋ ายเหย่ที่ชิงตัดหน้าไปก่อน พิศมรรคาการถือ กาเนิดของผู้ฝึกกระบี่คนแรกในโลกมนุษย์ได้สาเร็จ กระตุกผมเส้น เดียวสะเทือนไปทั้งร่าง นับแต่นั้นฟ้ าดินก็เหมือนได้เปิ ดประตูบาน ใหญ่ เหตุการณ์ประหลาดผุดขึ้นจากทั่วสารทิศสี่ทิศของฟ้ าดินในพื้นที่มงคลมีผู้ฝึ กกระบี่สี่คนปรากฏตัวขึ้น พร ้อมกันพื้นที่ที่เป็ นชานเมืองหลวงของแคว้นหนันเยวี่ยน สตรีเรือนกาย บอบบางคนหนึ่งที่มีใจมุ่งหายุทธภพ แต่กลับติดขัดที่สถานะตัวตนจึง ไม่อาจออกเดินทางไกลได้ นางกาลังนั่งเอามือเท้าคางข้างเดียว อ้า ปากหาวด้วยความง่วงงุนอยู่ในห้องส่วนตัว มือพลิกเปิดสมุดเล่มที่ นางเรียบเรียงเนื้อหาขึ้นเองกับมือ ในสมุดเล่มนี้มีแต่กลอนชายแดน และกลอนสดุดีกระบี่พริบตานั้นสตรีก็รู ้สึกเพียงว่าร ้อยช่องโพรงใน ร่างเย็นสบาย จิตใจของคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เกิดมาก็ร่างกายอ่อนแอ มากไปด้วยโรคผู้นี้พลันโล่งโปร่ง ร่างกายเบาดุจขนนก ตามมาด้วย ความรู ้สึกพะอืดพะอม เวียนหัวตาลาย ท้องปวดราวกับถูกเคล้น กระเพาะก็เริ่มเหมือนแม่น้าพลิกมหาสมุทรคว่า นางหันหน้าไปอีกทาง แล้วอาเจียนลงพื้น ในห้องพลันอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นและของเน่า่เสีย สตรีที่เดิมคิดว่าตัวเองต้องมีจุดจบเป็ นสาวงามชะตาอายุสั้นอย่าง ที่กล่าวถึงในตารา นางที่หายใจไม่สะดวกรู ้สึกเหมือนจะอาเจียนเอา ตับไตไส้พุงออกมาพร ้อมกันหมด กว่านางจะหยุดอาเจียนแห้งได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย สตรีที่เหงื่อท่วมเต็มร่างยื่นมือไปกดไว้ตรงหัวใจ ทันใด นั้นตรงช่องโพรงหัวใจก็คล้ายกับมีมังกรเพลิงร ้อนลวกตัวหนึ่งเลื้อย ไปตามเส้นชีพจรตรงดิ่งไปที่ฝ่ ามือ นางก้มหน้าลงมองแขนของตัวเอง ก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่ามีเส้นเส้นหนึ่งเลื้อยลดคดเคี้ยว นางรีบ กางฝ่ ามือออกดูแล้วสะบัดอย่างแรงสุดท้ายนางก็ “สะบัด” เอากระบี่ สั้นขนาดจิ๋วสีแดงสดเล่มหนึ่งออกมาได้ กระบี่เล่มนี้ยาวขุ่นกว่า ลอย อยู่กลางอากาศ จากนั้นก็เป็ นเหมือนวัตถุมหัศจรรย์คล้ายเม็ดกระบี่ที่ กล่าวถึงในต านาน มันเริ่มหมุนวนรอบกายนางประหนึ่งนกน้อยอิงแอบคนสาวใช ้ที่ได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งมาหาเห็นภาพนี้เข้าก็เหมือนเห็นผี ตอนกลางวันแสกๆ ตกใจจนเป็ นลมหมดสติไปทันทีในพื้นที่กันดารเปลี่ยวร ้างซึ่งเชื่อมต่อกับแคว้นเป่ ยจิ้นและทุ่ง หญ้ากว้าง จอมยุทธพเนจรเคราดกคนหนึ่งที่ขี่ลาสะพายกระบี่ ใบหน้าเหมือนคนอายุครึ่งร ้อยปี ทั่วร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรา เรือน กายโงนเงน หลังจากดื่มเหล้าต้มชั้นเลวคาสุดท้ายหมดก็โยนกาเหล้า ว่างเปล่าทิ้งไปไกล ส่งเสียงเรอดัง เขาพลันเบิกตากว้าง เห็นเพียงว่า กลิ่นเหล้าที่ตัวเองเรอออกมามีแสงสว่างเส้นหนึ่งลอยอยู่ เล็กบางเท่า นิ้วมือ แต่ส่องประกายแสงระยิบระยับจับตา ชายฉกรรจ์ขยี้ตา แต่ก็่ยังคงมองเห็นกระบี่สั้นที่ถูกแสงศักดิ์สิทธิ์ห่อหุ้มไว้ได้อย่างเลือนราง ตัวกระบี่แคบ เป็ นสีดาสนิทราวกับสีหมึกสตรีอายุน้อยผิวคล้าเรือนกายแข็งแกร่งกายาคนหนึ่งที่อยู่บนทุ่ง หญ้ากว้าง แม้ว่าใบหน้าของนางจะไม่ถือเป็ นสาวงามอะไร แต่หน้าอก กลับอวบอิ่มอย่างมาก ตรงสะโพกก็กลมนูนดีดเด้ง ทาให้ร่างทั้งร่างของนางแผ่พลังชีวิตที่ล้นเหลือในกระโจม สตรีออกเรือนแล้วก าลังป้ อนนมบุตร เส้นเลือดสีเขียว ยิ่งขับให้เนินหน้าอกสูงยิ่งขาวราวหิมะ เหมือนกับหยกมันแพะที่นาง เก็บมาได้จากท้องน้าแล้วเอามาวางกองกันบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจตอนที่นางเป็ นเด็กสาวเคยเก็บกระบี่โบราณทองสัมฤทธิ์ที่มีสนิม เกรอะเล่มหนึ่งมาได้แขวนเอาไว้บนผนัง เวลานี้สตรียื่นสองนิ้วออกมา ลูบหน้าอกนูนเต่งของตัวเอง นางพลันเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเหลอหรา เพราะเหมือนจะได้ยินเสียงกระบี่ครวญดังมาจากบนกาแพงในอารามแห่งหนึ่งที่ควันธูปโชติช่วงของแคว้นซงไล่ นักพรตเด็ก หนุ่มคนหนึ่งกอดไม้กวาดนั่งยองอยู่บนขั้นบันได มองควันธูปที่ลอย อวลขึ้นสู่เบื้องบนด้วยแววตาเหม่อลอยพริบตานั้นเขาก็มองเห็นควัน ธูปกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเป็ นเส้นเส้นหนึ่งที่คล้ายจะยึดขยายยาวไปถึง ขอบฟ้ า นักพรตเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเหม่อมองสายควันธูปที่ยาว เหยียดเส้นนี้อย่างอึ้งค้างฉางมิ่งใช ้เสียงในใจบอกเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าขุนเขาฟัง่เฉินผิงอันใช ้เสียงในใจตอบกลับ “เห็นแล้ว ไม่ต้องสนใจ จดลง บันทึกไว้ก็พอ”เหนียงเนียงเทพภูเขาของศาลภูเขาเตี๋ยเย่ผู้นั้นโยนปลาหลูตัว หนึ่งที่เพิ่งตกมาได้ใส่เข้าไปในข้องปลา หันหน้าไปพูดกับบุรุษชุด เขียวว่า “เจ้านี่เป็ นคนประหลาดเสียจริง ไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกับ ข้า แต่ทาไมถึงไม่มีกลิ่นอายความเป็ นคนเลยแม้แต่น้อย”อูเจียงที่นั่งขัดสมาธิหยุดดื่มเหล้า ตบลงไปบนฝักดาบ เอ่ยอย่าง เดือดดาลว่า “บังอาจอยู่ดีๆ มาด่ากันได้อย่างไร?!”่่่