ตอนที่ 2902
บทที่ 1072.2 นั่งดูไฟโหมลามทุ่งหญ้าริมชายฝั่ง
October 21, 2026
นี่ไม่ใช่ว่าจูโหม่วเหรินเล่นตัวอะไรเลยจริงๆ เป็ นเพราะว่าชื่อเสียง ของเจ้าลัทธิลู่ท่านนั้น…พูดถึงแค่ข้อเดียว เรื่องที่อารามเสวียนตูป่ าว ประกาศแก่ภายนอกว่าขอแค่เป็ นเพื่อนรักของเจ้าลัทธิลู่ก็จะต้องเป็ น แขกสูงศักดิ์ของอารามเสวียนดูพวกเราอย่างแน่นอน จูโหม่วเหรินยิ้มตาหยี “หม่าฉวีเซียนลูกศิษย์ใหญ่ของเผยเปย ก่อนหน้านี้ไม่นานขอบเขตได้ถดถอยไปแล้ว” หลินเจียงเซียนคิดแค่ว่าได้ยินเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งเท่านั้น นี่ก็เหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ในมือมีเงินให้ใช ้เหลือเฟื อ กาลัง ทรัพย์แน่นหนาอย่างที่มิอาจประมาณการณ์ได้ ได้ยินมาว่าเด็กคน ไหนของบ้านข้างๆ ได้ดิบได้ดี หาเงินมาได้ก็เอามาท ากิจการ หรือว่า ไปต่อยตีกับใครข้างนอกจนกลับมาบ้านพร ้อมใบหน้าเขียวจมูกบวม แน่นอนว่าแค่ฟังแล้วก็ปล่อยผ่านไป ลูกศิษย์ใหญ่จ้าวเฮ้อชงที่อยู่ข้างกันถามอย่างสงสัยว่า “ผู้อาวุโส ได้ข่าวได้อย่างไร?” จูโหม่วเหรินยิ้มบางๆ “ไม่ต้องสนใจเรื่องนี้หรอก คนบนภูเขาย่อม ต้องมีแผนการแยบยลเป็ นของตัวเอง”ผู้ฝึ กตนของใต้หล้ามืดสลัวคิดอยากจะท าความเข้าใจกับ เรื่องราวและบุคคลของใต้หล้าแห่งอื่น โดยทั่วไปแล้วก็มีช่องทางแค่ สามประเภทเท่านั้น ประเภทแรกคืออาศัยรายงานขุนเขาสายน้าที่ป๋ า ยอวี้จิงแจกจ่ายซึ่งบางครั้งก็จะพูดถึงเรื่องใหญ่บางอย่างของใต้หล้า แห่งอื่น ห้านครสิบสองหอเรือนต่างก็มีรูปแบบความสนใจเฉพาะตัว เมื่อเทียบกันแล้ว นครหนันหัว นครเสินเซียวมักจะค่อนข้างให้ความ สนใจกับข่าวของใต้หล้าไพศาล ส่วนนครและหอเรือนของสายอวี๋โต้ วกลับจะให้ความสาคัญกับเปลี่ยวร ้างมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นภูเขาห้อยหัวที่ก่อนหน้านี้เชื่อมโยงอยู่กับกาแพง เมืองปราณกระบี่ก็คือต้นกาเนิดข่าวสารอย่างหนึ่งที่ดีเยี่ยมที่สุด ป๋ า ยอวี้จิงจะเลือกเอาเฉพาะเรื่องที่ค่อนข้างส าคัญมาบอกกล่าวแก่ใต้ หล้า นอกจากนี้ก็คืออาศัยการเดินทางไกลข้ามทวีปอย่างซุนไหวจง แห่งอารามเสวียนตู พอหวนกลับมายังบ้านเกิดก็จะเอาเรื่องวงใน บางอย่างกลับมาด้วย ทว่าทุกวันนี้ผู้ฝึกตนบนยอดเขาของใต้หล้ามืด สลัวมีขอบเขตบินทะยานกี่คนที่ “กายอยู่” ในต่างบ้านต่างเมืองกันแน่ นี่กลับเป็ นปริศนามาโดยตลอด เกรงว่านอกจากเจ้าลัทธิทั้งสามท่าน ของป๋ ายอวี้จิงแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าพูดว่าตัวเองมีความมั่นใจใน เรื่องนี้ ประเภทสุดท้ายค่อนข้างจะซ่อนเร ้นอาพราง อีกทั้งยังมีขีดจากัด เยอะมาก นั่นก็คือระบบสืบทอดสามสายของป๋ ายอวี้จิงจะสร ้าง “ส านักเบื้องล่าง” ไว้ที่ใต้หล้าไพศาล เหล่าเทียนจวินลัทธิเต๋าที่กว่าจะได้พบ หน้าเจ้าลัทธิของสายต่างๆ ก็ช่างยากราวขึ้นสวรรค์ แต่ละคนจะอาศัย การจุดธูปคารวะในศาลบรรพจารย์ อย่างมากสุดก็ “ถือโอกาส” เอ่ย เรื่องของไพศาลที่ไม่ละเมิดกฎ ไม่ผิดต่อข้อห้ามมาด้วยสองสาม ประโยค แต่ขอแค่เป็ นเทียนจวินและยอดฝีมือของลัทธิเต๋าแทบทุกคนใน ไพศาลต่างก็จะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้กันอย่างยิ่ง ไม่กล้าแพร่งพราย ความลับมากเกินไปนัก นอกจากนี้หากมีการแพร่งพรายเรื่องลับบางอย่างที่ถูกลัทธิ ขงจื้อมองเป็ นเรื่องต้องห้าม ก็คิดจริงๆ หรือว่าศาลบุ๋นแผ่นดินกลางจะ ไม่สืบเสาะเอาเรื่อง? หย่าเซิ่ง ซูจื่อ หลิ่วชีและเฉาจู่ที่ออกจากใต้หล้ามืดสลัวกลับบ้าน เกิดกันไปเรียบร ้อยแล้วยังเป็ นแค่ผู้ฝึกตนของไพศาลที่กลายเป็ นหิน ที่ผุดหลังน้าลดแล้วเท่านั้น ในประวัติศาสตร ์ก็ใช่ว่าจะไม่มีส านักของลัทธิเต๋าในใต้หล้า ไพศาลที่ต้องเงียบเหงาเสื่อมถอยไปเพราะเหตุนี้ และนี่ยังเป็ นเพราะ ศาลบุ๋นจงใจไว้หน้าป๋ ายอวี้จิงแล้วด้วย พูดถึงแค่หย่าเซิ่ง เพิ่งจะเข้าไปอยู่ศาลบุ๋นได้แค่ไม่กี่ปีก็เคยเป็ น ตัวแทนของศาลบุ๋นออกหน้าชักไช ้กล่าวโทษอารามเต๋ซึ่งเป็ นสานักที่ อยู่ใต้อาณัติของอวี๋โต้วแห่งป๋ ายอวี้จิงในหลิวเสียทวีป หย่าเซิ่งไปถึงหน้าประตูภูเขาแล้วก็ไม่พูดอะไรไร ้สาระแม้แต่ครึ่งคา ปลดกรอบป้ าย ออกโดยตรง จากนั้นไปที่ศาลบรรพจารย์ เรียกนักพรตทุกคนที่มี เก้าอี้อยู่ในศาลบรรพจารย์ออกมา ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไร กัน คนนอกไม่อาจรู ้ได้ รู ้แค่ว่าท าให้อารามขนาดใหญ่ยักษ์ของลัทธิ เต๋าที่ควันธูปโชติช่วงแห่งหนึ่งต้องกลายเป็ น “พื้นที่ต้องห้าม” ที่ถูก บีบให้ปิดภูเขาภายในค่าคืนเดียวก็แล้วกัน ว่ากันว่าก่อนที่ป๋ ายอวี้จิงจะรับนักพรตบนท าเนียบของอาราม กลับไปที่ใต้หล้ามืดสลัวก็ไม่อนุญาตให้พวกเขาลงจากภูเขาด้วย สถานะของนักพรตอีก เส้นทางเพียงหนึ่งเดียวในการลงจากภูเขาได้ ก็คือต้องเป็ นฝ่ ายออกจากท าเนียบเต๋าด้วยตัวเอง ไม่ได้เป็ นนักพรต อีกต่อไป ส่วนจะกลายไปเป็ นผู้ฝึกตนอิสระหรือไปเข้าร่วมกับพรรค แห่งอื่นก็ตามแต่ใจ ทางฝั่งของศาลบุ๋นจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย แน่นอนว่า หากใครมีหน้าพยายามจะหลุดพ้นจากท าเนียบเต๋าดีดลูกคิดรางเล็ก คิดว่าสักวันหนึ่งค่อยฟื้นคืนทาเนียบเต๋าของสายป๋ ายอวี้จิงใหม่อีก ครั้ง ศาลบุ๋นก็ไม่ขัดขวางเช่นกันเพียงแต่ว่าด้วยนิสัยของอวี๋โต้วบรรพจารย์ของสายนี้แล้ว นักพรตกล้าทาเรื่องประเภทนี้ จุดจบจะเป็ นเช่นไรแค่คิดก็พอจะรู ้ได้ผลคืออารามเต๋ที่ควันธูปขาดสะบั้นอย่างสิ้นเชิงแห่งนี้ จนถึงทุก วันนี้ก็ยังอยู่ในสภาวะที่นักพรตได้แต่ออกไม่มีเข้ามาใหม่ จาก แรกเริ่มสุดที่มีนักพรตซึ่งได้รับธรรมโองการแปดร ้อยกว่าคน กลายมาเป็ นเหลือไม่ถึงสามสิบคนที่ยังประคับประคองกันไปอย่าง ยากล าบากมีข่าวลือเล็กๆ อย่างหนึ่งที่แพร่กันเป็ นการส่วนตัวอยู่บนยอดเขา ใช่ว่าเต๋าเหล่าเอ้อจะไม่เคยพิจารณามาก่อน คิดว่านอกจากจะเก็บ ภูเขาห้อยหัวซึ่งเป็ นตราประทับอักษรภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในใต้หล้าชิ้น นั้นกลับมาแล้ว ยังอยากจะเก็บอารามเต๋าบนภูเขาแห่งนี้มาที่ป๋ ายอวี้ จิงพร ้อมกันด้วย แต่นี่ต้องมีการพูดคุยกับทางศาลบุ๋นของไพศาล เสียก่อนจากนั้นตรงตีนเขาของอารามเต๋ที่ไม่มีกรอบป้ ายแล้วก็มีอริยะ ปราชญ์ผู้มีเทวรูปของศาลบุ๋นท่านหนึ่งมาปรากฏตัว อีกทั้งที่น่าตะลึง ที่สุดก็คืออริยะปราชญ์แห่งศาลบุ๋นที่ไม่ได้ปรากฏตัวในโลกมนุษย์มา นานแล้วผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของปรมาจารย์มหา ปราชญ์ อีกทั้งยังเป็ นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ได้รับความสาคัญมากที่สุดอีก ด้วยแต่ความลับที่ไม่มีทางมีหลักฐานให้สืบหา แล้วก็มิอาจพิสูจน์ได้ ว่าเป็ นจริงหรือเท็จประเภทนี้ก็ได้แต่เอามาเป็ นกับแกล้มแกล้มเหล้า บนโต๊ะสุราเท่านั้นไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่านี่ต้องเป็ นข่าวที่แพร่มาจาก นักพรตซุนเป็ นคนแรกหากใครคิดจะไปยืนยันอะไรจากนักพรตซุนก็ต้องได้ยินประโยค หนึ่งกลับมาอย่างแน่นอนว่า อย่าพูดเหลวไหล ผินเต้าไม่เคยพูดจาว่า ร ้ายนินทาใครลับหลังจงเซวี่ยเฉวียนไม่ปิ ดบังความรู ้สึกสมน้าหน้าผู้อื่นของตัวเอง แม้แต่น้อย หัวเราะหึหึเอ่ยว่า “หม่าฉวีเซียนผู้นั้นขอบเขตถดถอยได้ อย่างไร? คงไม่ใช่ว่าเดินผิดท่าขาแพลงหรอกนะ?”ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางของใต้หล้าไพศาล เผยเปยที่ถูก ขนานนามว่าเป็ น “เทพีแห่งการต่อสู้” มีลูกศิษย์สี่คน ได้แก่หม่าฉวี เซียน โต้วเฝิ่นเสีย เลี่ยวชิงอ่าย และเฉาสือส่วนความแตกต่างของลูกศิษย์ระหว่าง “ได้รับการบันทึกชื่อ” และ “ผู้สืบทอด” ไม่ว่าตัวเผยเปยเองจะคิดอย่างไร ถึงอย่างไรโลก ภายนอกต่างก็มองว่าพวกเขาอาจารย์และศิษย์มีวิชาหมัดสาย เดียวกันอยู่แล้วผู้ฝึกยุทธเต็มตัวสี่คนเป็ นขอบเขตปลายทางหนึ่งคน ยอดเขาขั้น สมบูรณ์แบบหนึ่งคนและคอขวดเดินทางไกลสองคนหากไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น นอกจากเฉาสือแล้ว อีกสามคน ที่เหลือในเมื่อเป็ นขั้นสมบูรณ์แบบหรือไม่ก็คอขวดกันแล้ว ไม่แน่ว่า ใช ้เวลาอีกแค่ไม่กี่ปีก็จะกลายเป็ น “สองปลายทาง สองยอดเขา” แล้ว ก็เป็ นได้เมื่อเป็ นเช่นนี้ การที่หลินซือสอนลูกศิษย์ออกมาเป็ น “สอง ปลายทาง สองยอดเขา” ก็ออกจะดูด้อยกว่าอยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไร ในบรรดาลูกศิษย์ของเผยเปยก็ยังมี “เฉาสือ” อยู่อีกคนจูโหม่วเหรินเอ่ยโน้มน้าวด้วยความหวังดีว่า “น้องจง นิสัยเสียๆ ที่ ชอบหัวเราะเสียงชวนขนลุกเช่นนี้ของเจ้า หากเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยน เถอะ โดยทั่วไปแล้วมีแต่ตัวร ้ายในนิยายเท่านั้นที่จะหัวเราะเช่นนี้”ชีฮวาเจียนคลี่ยิ้มหวานเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสอย่ามัวอมพะนาอยู่เลย”สาวงามขอร ้อง จูโหม่วเหรินก็รีบยิ้มบางๆ ตอบทันทีว่า “เฉินอิ่นก วานผู้นั้นไปหาถึงที่ส่วนสาเหตุที่เป็ นรูปธรรมคืออะไร คนภายนอกไม่ รู ้ แต่เอาเป็ นว่าได้ถามหมัดกันไปหนึ่งครั้งต่อยจนหม่าฉวีเซียนไร ้ เรี่ยวแรงให้ตอบโต้เอาคืน อืม ก็เหมือนกับยามที่อาจารย์ของพวกเจ้า ต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดียวกันนั่นแหละ”“น่าเสียดายที่การต่อสู้ครั้งนี้ค่อนข้างจะเร ้นลับ ชื่อเสียงไม่โด่งดัง มากพอ เฉินผิงอันไม่ได้ป่ าวประกาศให้คนภายนอกรับรู ้ หม่าฉวี เซียนก็ยิ่งไม่พูดถึงเรื่องนี้ ในเมื่อคนในเหตุการณ์ทั้งสองฝ่ ายต่างก็ไม่ พูด คนภายนอกก็ได้แต่คาดเดากันเอาเท่านั้น”“ศึกเขียวขาวครั้งถัดมา พวกเจ้าทุกคนแม้กระทั่งป๋ ายโอ่ว ดู เหมือนว่าต่างก็เห็นดีในตัวเฉาสือมากกว่า แต่ข้ากลับไม่เหมือนกัน”จงเซวี๋ยเฉวียนเอ่ยด้วยน้าเสียงอิจฉา “วันๆ ศิษย์พี่หญิงชีเอาแต่ พร่าพูดถึงเฉาสือผู้นั้นไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็ดีไปเสียหมด ข้าไม่เชื่อเลยจริงๆ ว่าใต้หล้าจะมีคนสมบูรณ์แบบที่ทั้งฝี มือในการต่อสู้ ทั้ง พฤติกรรม ทั้งบุคลิกการกระทาล้วนไร ้ข้อบกพร่องเช่นนี้”