ตอนที่ 2905
บทที่ 1072.5 นั่งดูไฟโหมลามทุ่งหญ้าริมชายฝั่ง
October 21, 2026
จูโหม่วเหรินถามคาถามที่ไม่ใช่ข้อห้ามที่จะทาให้สหายรักไม่ ยอมเปิดปากพูด “เจ้าคิดจะจัดการจ้าวเฮ้อชงแล้วก็พวกลูกศิษย์ของ ลูกศิษย์ผู้สืบทอดพวกนั้นอย่างไร? มีวิธีแล้วหรือยัง?” ไม่พูดถึงจ้าวเฮ้อชงที่เป็ นลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาของหลินเจียง เซียน คนอื่นๆ ที่เหลือไม่ถือว่าเป็ นเสาคานใหญ่อะไรได้ แต่ก็ถือว่า เป็ นพลังส าคัญของยาซาน เพราะหากไม่ใช่ขอบเขตเดินทางไกลก็ เป็ นขอบเขตร่างทอง พวกเขาทั้งหลายขโมยเรียนวิชาหมัดจากหลินซือ บ้างก็จากยา ซาน แต่นี่ยังถือว่าเป็ นเรื่องรอง สหายรักหลินเจียงเชียนไม่เคยมีอคติต่อวิชาหมัดของคนต่าง ส านัก เพียงแค่คร ้านจะสอนหมัดก็เท่านั้น หากเจอต้นกล้าที่ดีด้าน นอก หลินเจียงเซียนก็ยังยินดีจะช่วยชี้แนะไขข้อข้องใจให้ ถึงขั้นที่ว่า ยังยินดีจะสอนกระบวนท่าหมัดให้สองสามท่า ปัญหานั้นอยู่ที่ว่านับตั้งแต่จ้าวเฮ้อชงที่เป็ นลูกศิษย์เข้าห้องไป จนถึงลูกศิษย์ของลูกศิษย์ผู้สืบทอดทั้งหลาย ต่างก็มีความเกี่ยวข้อง อย่างแนบแน่นกับป๋ ายอวี้จิง มีหลายคนในนั้น อย่างน้อยที่สุดสองคน ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการติดต่อกับป๋ ายอวี้จิงอย่างลับๆ คนหนึ่งในนั้น ก็มีลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาอย่างจ้าวเฮ้อชง เรื่องแบบนี้หากแพร่งพรายออกไป ส าหรับภูเขายาซานและราชวงศ์ชื่อจินแล้วก็ไม่ต่างอะไรจาก ฟ้ าผ่ากลางวันแสกๆ เลยแม้แต่น้อย หลินเจียงเซียนเงียบไม่ตอบ จูโหม่วเหรินถอนหายใจ นี่ก็คือยังคิดไม่ออกว่าจะเอาอย่างไร จูโหม่วเหรินเคยเห็นจ้าวเฮ้อชงอาศัยข้ออ้างว่าไปท าธุระให้ส านัก แอบไปพบกับเต้ากวานจากป๋ ายอวี้จิงที่รับผิดชอบคอยตรวจตราตาม มณฑลต่างๆ ในใต้หล้าตามเวลาที่กาหนดอย่างลับๆอยู่สามครั้ง สองครั้งแรกเห็นกับตาตัวเองว่าทั้งสองฝ่ ายทิ้งระยะห่างในการ ติดต่อกันนานเกือบสามสิบปี นี่แสดงให้เห็นว่าความอดทนของทั้ง สองฝ่ายไม่เลวเลยทีเดียว และนี่ก็แสดงให้เห็นเช่นเดียวกันว่า จูโหม่วเหรินใส่ใจยาซานถึง เพียงใด จานวนครั้งที่ติดตามจ้าวเฮ้อชงออกไปจากยาซานและราชวงศ์ ชื่อจินอย่างลับๆ ไม่แน่ว่าอาจเกินหนึ่งมือนับด้วยซ้า ครั้งแรกเห็นพวกเขาลอบพบกันอย่างลับๆ ล่อๆ ทั้งยังปรึกษากัน ว่าจะท าอย่างไรให้จ้าวเฮ้อชงนั่งอยู่บนตาแหน่งของลูกศิษย์คนแรกได้ อย่างมั่นคง แล้วควรจะจัดการกับกิจธุระน้อยใหญ่ของยาซานอย่างไร ควรจะสานสัมพันธ ์กับฮ่องเต้และพวกขุนนางส าคัญของราชส านัก ชื่อจินอย่างไร เพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานและการให้ความสาคัญ จากหลินซือ ทั้งได้เรียนวิชาหมัดที่แท้จริงจากหลินซือ ขณะเดียวกันในมือก็ต้องกุมอ านาจส าคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องระวังจูโหม่วเห รินผู้นั้น….คนหนึ่งแนะนาอย่างถี่ถ้วน อีกคนรับฟังอย่างวัวสันหลังหวะ การพบเจอที่ไม่อาจบอกกล่าวใครได้ครั้งนี้ถือเป็ นการพบเจอกัน ด้วยดีและจากลากันด้วยดี ผลคือรอกระทั่งได้มาพบกันครั้งที่สอง ปรึกษาธุระสาคัญกันไป แล้ว จ้าวเฮ้อชงก็เริ่มบ่น เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่เจ้าดื่มที่เพิ่งเคย เผชิญโลกกว้างอีกต่อไป ตอนนั้นจ้าวเฮ้อชงเป็ นปรมาจารย์วิถีวร ยุทธขอบเขตยอดเขาแล้ว ดูเหมือนว่าตอนนั้นข้างกายของเต้ากวานป๋ ายอวี้จิงยังพา นักพรตวัยเดียวกันและมาจากบ้านเกิดเดียวกันกับจ้าวเฮ้อชงมาด้วย ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบเต้ากวานหนุ่มจากหอจื่อชี่ผู้นี้กลับไม่พูดอะไรสัก ค า ครั้งสุดท้ายก็คือเมื่อปีก่อน ฟังจากน้าเสียงแล้วเป็ นครั้งแรกที่จ้าว เฮ้อชงเป็ นฝ่ ายเสนอให้อีกฝ่ ายมาเยือนหรู่โจว เต้ากวานจากหอจื่อชี่ ไม่ได้เผยตัว ตอนนั้นเขากาลังปิดด่าน จูโหม่วเหรินเป็ นคนขี้เบื่อ ถึงอย่างไรอยู่ว่างก็ไม่มีอะไรท าอยู่แล้ว ก็ควรต้องหาวิธีแก้เบื่อกันบ้าง เขาเห็นว่าหลินเจียงเซียนไม่ยอมพูดอะไรสักทีจึงส่ายหน้ายิ้มอยู่ กับตัวเอง “หากคนอื่นมาเห็นเข้าคงรู ้สึกว่าทั้งน่าโมโห ทั้งน่าขา แล้ว ก็น่าสงสารนิดๆ ด้วย”สายลับแฝงตัวแฝงได้ถึงขั้นนี้ก็ถือว่าไม่ง่ายสาหรับจ้าวเฮ้อชงเลย จริงๆจาได้ว่าจ้าวเฮ้อชงที่ตอนนั้นอัดอั้นสุดขีด หลังจากดื่มเหล้า เงียบๆ หมดไปแล้วก็ขว้างกาเหล้าทิ้ง แล้วด่ามารดาเต้ากวานป๋ ายอวี้ จิงที่ชื่อเสียงไม่โดดเด่นแต่ตบะกลับไม่อ่อนด้อยผู้นั้นไปโดยตรง บอก ว่าหากข้าผู้อาวุโสต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป ยังต้องให้ข้าเป็ นตัวแทนเจ้า ประมุขรุ่นที่สองของยาซานด้วยเลยไหม?ในที่สุดหลินเจียงเซียนก็เปิดปากพูด “ไม่เพียงแต่จ้าวเฮ้อชงลูก ศิษย์คนแรกเท่านั้น ชีฮวาเจียนลูกศิษย์คนที่สอง วันที่นางกราบข้า เป็ นอาจารย์อย่างเป็ นทางการก็ได้บอกกล่าวตัวตนของตัวเองอย่าง ชัดเจนแล้ว นางได้รับคาสั่งจากเทียนเซียนท่านหนึ่งของนครหลิงเป่า ถึงได้มาที่ยาซานหรู่โจว ตาราหมัดสองเล่มแรกที่นางใช ้ฝึกวรยุทธก็ เป็ นเต้ากวานของนครหลิงเป่าที่มอบให้ เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งนางจะเข้า มาอยู่ในยาซาน มาเรียนรู ้วิชาหมัดไปจากข้า”“ตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ าย ภายในเวลาสามสิบปี วิชาหมัดที่ นางขโมยเรียนไปจากข้า ในอนาคตล้วนต้องมอบกลับคืนไปให้ นครหลิงเป่ าของป๋ ายอวี้จิงทั้งหมด หลังจากนั้นชีฮวาเจียนก็จะไม่มี ความเกี่ยวข้องกับป๋ ายอวี้จิงอีก”“ในเมื่อนางกล้าขโมย ข้าก็กล้าสอน ข้าอยากจะรู ้นักว่าใน อนาคตหนึ่งร ้อยปี ป๋ ายอวี้จิงจะมีหลินเจียงเซียนสักครึ่งคนออกมาได้ หรือไม่”จูโหม่วเหรินหลุดหัวเราะพรืด “คงไม่ใช่ว่าลูกศิษย์ผู้สืบทอดสี่คน ข้างกายเจ้าล้วนเป็ นสายลับที่ป๋ ายอวี้จึงส่งมาทั้งหมดกระมัง?”“ไม่ถึงขนาดนั้น จงเซวี๋ยเฉวียนและซ่งเยว่มีชาติก าเนิดธรรมดา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับป๋ ายอวี้จิง”หลินเจียงเซียนกล่าวอย่างเฉยเมย “ถอยไปพูดหนึ่งก้าว หากทุก คนเป็ นสายลับที่ป๋ ายอวี้จิงส่งมาอยู่ข้างกายข้า แล้วจะท าอะไรได้”อย่าลืมล่ะว่าหลินซือท่านนี้ยังเป็ นคนที่บอกว่าตัวเองสามารถ ช่วยให้ซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ท านายได้ว่าควรจะลงจากภูเขา เมื่อไหร่จูโหม่วเหรินรู ้สึกนับถืออย่างยิ่ง “เจ้าก็ช่างปล่อยวางได้นะ หาก เปลี่ยนเป็ นข้าต้องไม่มีทางทาแบบนี้ได้แน่”ปลายนิ้วมีเงินที่สร ้างขึ้นด้วยกรรมวิธีลับเหรียญหนึ่งเพิ่มมา กลึง เป็ นรูปสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งแกะสลักคาว่าสุริยคราส อีกด้านหนึ่งเป็ นคา ว่าจันทรุปราคาเหรียญทองแดงในโลกผ่านมือคนมากเข้าก็จะมีปราณหยาง เข้มข้น ส่วนเหรียญเงินที่อยู่ในมือจูโหม่วเหรินเหรียญนี้อยู่ในอันดับ ที่สามของสิบเงินที่มีชื่อเสียงของใต้หล้าเหรียญเงินกลิ้งไประหว่างปลายนิ้วของจูโหม่วเหรินอยู่ดีๆ หลินเจียงเซียนก็เอ่ยขออภัยเขา “ขอโทษนะ”จูโหม่วเหรินคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “หยุดเลย นี่ไม่ใช่คาที่หลินชื่อ ควรพูด เก็บกลับไปรีบเก็บกลับไป ข้าจะถือว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน”เงียบกันไปครู่หนึ่ง จูโหม่วเหรินก็พลิกกลับเงินเหรียญนั้นเบาๆ เดินไปถึงยอดเขาของยาซาน การมองเห็นก็เปิดกว้าง พอจะมองเห็น เมืองหลวงของราชวงศ์ชื่อจินที่อยู่ห่างไปไกลมากได้อย่างเลือนราง เมืองหลวงไม่มีการห้ามเข้าออกเคหะสถานยามวิกาล แสงไฟจุดสว่าง ไสว เหมือนกับกองเพลิงท่ามกลางม่านราตรี จูโหม่วเหรินเอ่ยด้วยสี หน้าซับซ ้อนว่า “บอกตามตรง คนที่นั่งเก้าอี้อันดับหนึ่งของนครและ หอเรือนบางแห่งของป๋ ายอวี้จึงได้เชิญข้าไปเป็ นแขกที่นั่น แล้วยัง รับปากว่าขอแค่ข้ายอมไป ยอมเชื่อฟังการจัดการจากเขา ไม่ เพียงแต่จะเป็ นมือรองได้ ประเด็นส าคัญคือจะให้ข้าได้เดินไปบนมหา มรรคาเส้นหนึ่งด้วย ส่วนจะเป็ นใคร ข้าคงไม่พูดแล้ว ขอยึดกฎ การค้าไม่ส าเร็จ สัจจะยังคงอยู่เสียหน่อย”“จาต้องยอมรับว่าข้าเองก็เคยหวั่นไหวเหมือนกัน”หลินเจียงเซียนยิ้มบางๆ “หวั่นไหวก็เป็ นความรู ้สึกทั่วไปของ มนุษย์ ไม่หวั่นไหวต่างหากถึงจะเป็ นเรื่องแปลก”ในใต้หล้ามืดสลัวมีคากล่าวโบราณที่ไร ้หลักฐานให้สืบเสาะ กล่าวไว้ว่า “นอกป๋ ายอวี้จิงหนึ่งมณฑลหนึ่งสิบสี่คากล่าวนี้สามารถมองได้สองแบบ แบบหนึ่งคือสิบสี่มณฑลใน ใต้หล้า พื้นที่ของหนึ่งมณฑลถือกาเนิดขึ้นมาตามโชคชะตา ต่างก็ คาดหวังให้มีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาไม่ใช่จานวนที่แน่นอน แต่จะดีจะชั่วก็มีโอกาสบนมหามรรคาที่ เป็ นบัญชาจากสวรรค์ซึ่งมองไม่เห็นอย่างหนึ่ง