ตอนที่ 3061
บทที่ 1110.4 เสน่ห์อันสูงส่งที่มิอาจไขว่คว้ามา
October 21, 2026
ประโยคนี้คล้ายคาพูดปิดฉาก ตบไม้ปลุกสติหนึ่งทีแล้วเอ่ยคาว่า โปรดรอเฉลยในตอนหน้า แต่แท้จริงไม่ได้เป็ นเช่นนั้น
เซวียจื๋อสุ่ยเทียนจวินที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเฉินผิงอันนั่งหลับตาทา สมาธิอยู่ตลอด ไม่พูดอะไรแม้แต่ค าเดียว ท่าทางครุ่นคิดอะไรอยู่
เข้ามาในภูเขาถึงได้รู ้ว่ายอดเมฆงดงาม กางร่มเดินไปท่ามกลาง สายฝน
หลี่มู่โจวคือนักพรตเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ต้องเจอกับความทุกข์ ทรมาน
ในภูเขามีฝนตก หลี่มู่โจวจึงหยิบเอาร่มกระดาษน้ามันคันหนึ่ง ออกมา เดินไปที่ตีนเขาเซียนเว่ยนักพรตที่เป็ นคนเฝ้ าประตูกลับเรือน ไปหลบฝนแล้ว แต่ไม่ได้ปิดประตูใหญ่
หลี่มู่โจวจึงไปยืนอยู่หน้าประตู จับห่วงหน้าประตูเคาะ นักพรต หนุ่มได้ยินเสียงก็เลยเดินออกมาจากห้อง ยืนอยู่กลางระเบียง ยิ้มกวัก มือเรียก “นักพรตหลี่ มานั่งข้างในเถอะ”
ได้ฟังเฉินหลิงจวินบรรยายถึงความร ้ายกาจของภูเขาเถาฝูทวีป แดนเทพแผ่นดินกลางอย่างละเอียดไปแล้ว แน่นอนว่าเด็กชายชุด
เขียวก็ต้องการโอ้อวดว่าตัวเองนั่งเคียงข้าง กอดคอพูดคุยกับฝูลู่ อวี๋เสวียนอย่างเบิกบานไปด้วย
หลี่มู่โจวเพิ่งเคยเข้ามาในห้องหนังสือนักพรตเซียนเว่ยเป็ นครั้ง แรก แค่มองก็เห็นกรอบป้ ายค าว่า “เสวียนซวี” ความหมายยิ่งใหญ่ มากเลยนะนั่น
บนโต๊ะวางที่ทับกระดาษทองสัมฤทธิ์ลักษณะเรียบง่ายคู่หนึ่ง ตัวอักษรที่แกะสลักไว้คือเนื้อหาโน้มน้าวให้เรียนหนังสือที่พบเห็นได้ ง่าย สิ่งที่ค่อนข้างหาได้ยากก็คือเจ็ดตัวอักษรที่เหมือนกัน
ต่างก็ว่าหมื่นวิถีล้วนต่าต้อย ชอบอ่านตารา ไม่ชอบอ่านตารา
ต่างก็พูดกันว่าเวลาหนึ่งขุ่นเท่ากับทองหนึ่งขุ่น ชอบอ่านตารา ไม่ชอบอ่านต าราหลี่มู่โจวคือผู้ที่มีความรู ้กว้างขวาง แค่ลองขบคิด เล็กน้อย เพียงไม่นานก็เข้าใจจุดเชื่อมต่อ
ก็จริง มนุษย์ธรรมดาล่างภูเขา ส่วนใหญ่ตอนที่อายุน้อยมักจะ อ่านตาราได้ง่ายที่สุดแต่กลับไม่ยินดีจะมุมานะศึกษาเล่าเรียน รอ กระทั่งผมขาวแล้วอยากจะอ่านตาราให้ดีสายตากลับไม่ได้เรื่อง จิต วิญญาณย่าแย่ อ่านตาราไม่ง่ายขนาดนั้นอีกแล้ว
นักพรตเซียนเว่ยมีรสนิยมสง่างามอย่างแท้จริง
เซียนเว่ยที่ตั้งฉายาว่า “เสวียนซวี” กลับไม่ได้เจตนาจะทาให้ดูลี้ ลับซับซ ้อน ยิ้มเอ่ยว่า “ที่ทับกระดาษทองสัมฤทธิ์คู่นี้เป็ นพ่อครัวเฒ่า หรือก็คือผู้ดูแลใหญ่ของภูเขาลั่วพั่วเราที่ทาขึ้นกับมือตัวเอง มอบให้
เป็ นของตกแต่งในห้องหนังสือของข้า อาจารย์จูท่านนี้คือผู้มากวิชา ความรู ้ความสามารถที่แท้จริง มีถ้อยคาที่ยอดเยี่ยดมากมาย เขาบอก ว่ามีต าราแต่ไม่อ่านก็เพราะพรสวรรค์ต่า เขายังเอ่ยด้วยว่าราก สติปัญญาในชีวิตนี้ของพวกเราก็เพราะได้มาจากการอ่านต าราของ ชาติก่อน สติปัญญาของชาติหน้าก็คือการอ่านตาราของชาตินี้ อาจารย์จูยังบอกอีกด้วยว่า อ่านต ารามีการแบ่งในกับนอก แต่กลับ ไม่จ าเป็ นต้องเอาแต่จับจ้องตัวอักษรบนตารา มองคนมองเรื่องราวให้ คิดให้เยอะถามให้เยอะ นี่ก็คือการอ่านตาราเช่นเดียวกัน”
หลีมู่โจวเห็นด้วยเป็ นอย่างยิ่ง “คือหลักการเหตุผลข้อนี้จริง คาพูดของอาจารย์จูซุกซ่อนปริศนาธรรม มีความหมายลึกล้า”
มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ตอนเดินผ่านเรือนที่ดูเหมือนว่าจะไม่เคยปิด ประตูหลังนั้นถึงได้เห็นอาจารย์ผู้เฒ่าก าลังวาดภาพอยู่ในห้องโถง วาดเป็ นภาพดอกบัวโดยใช ้น้าหมึก ปูกระดาษเซวียนจื่อแผ่นหนึ่งที่ ยาวมากแต่กลับแคบมากลงบนโต๊ะ จากนั้นให้เด็กชายชุดเขียวที่มี ฉายาว่าจึงชิงดึงกระดาษเซวียนจื่อ ดอกบัวหมึกดอกหนึ่งลาต้น เหยียดยาวจั้งกว่า ตวัดทีเดียวยาวถึงด้านล่างสุด!
จิตวิญญาณสมบูรณ์เปี่ยมล้น ตวัดพู่กันไหลลื่นอย่างเต็มคราบ
เดิมทีหลี่มู่โจวก็เป็ นยอดฝีมือด้านการวาดภาพอยู่แล้ว เห็นภาพ นี้ก็รู ้สึกเลื่อมใสอย่างถึงที่สุด
เซียนเว่ยท่องยุทธภพมาจนชินแล้ว นักพรตปลอม ยุทธภพจริง จึงยิ้มเอ่ยว่า “นักพรตหลี่มีคาวิจารณ์เช่นนี้ได้ก็คงไม่แย่ไปยังไงแล้ว”
หลี่มู่โจวถาม “ตาราในนี้?”
เซียนเว่ยยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมา เอ่ยว่า “เปิดอ่านได้ตามสบายเลย นักพรตหลี่คิดเสียว่าที่นี่คือห้องหนังสือของตัวเองก็แล้วกัน”
ถึงอย่างไรตาราจริงจังที่เปิดอ่านค่อนข้างบ่อยก็ล้วนเก็บซ่อนไว้ ในลิ้นชักหมดแล้ว
หลี่มู่โจวเอ่ยขอบคุณ นั่งลงแล้วก็หยิบตาราเต๋าเล่มหนึ่งที่ล่าง ภูเขาจัดพิมพ์ค่อนข้างเยอะขึ้นมา แล้วก็อ่านไปอีกหลายเล่ม เขา สังเกตเห็นรายละเอียดข้อหนึ่ง นักพรตเซียนเว่ยอ่านต าราดูเหมือนว่า จะอ่านแค่บทนากับบทส่งท้ายเท่านั้นหรือ?
นี่แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาที่เป็ นเนื้อความหลัก ตัวอักษรที่เขียน ด้วยข้อความที่ยาวและซ้าซ ้อนพวกนั้น เจ้าของไม่จาเป็ นต้องอ่านให้ มากความเลยแม้แต่น้อย แค่เปิดหน้าหนังสือกวาดตาอ่านก็พอจะรู ้ คร่าวๆ แล้ว บางครั้งมีการพับมุมหน้าหนังสือ นั่นก็คือจุดที่สาคัญ ที่สุดของหนังสือเล่มนี้หรือ?
คือยอดฝีมืออย่างไม่ต้องสงสัยเลย
มิน่าเล่าเจ้าขุนเขาเฉินถึงบอกให้ตนมาพูดคุยกับนักพรตเซียน เว่ยให้มากหน่อย
เซียนเว่ยรู ้สึกใจฝ่ ออยู่มาก เพียงแต่ว่านานๆ ทีจะมีนักพรตยอด ฝี มือจริงจังสักคนมานั่งในห้องหนังสือของตน จึงคิดว่าควรจะขอ ความรู ้จากอีกฝ่ ายดีหรือไม่ มุมหนังสือที่พับไว้พวกนั้นล้วนมีแต่ข้อ สงสัย
ความรู ้ต่าเกินไป ฝึกตนยากเกินไป
บัณฑิตอาศัยอยู่ในเมืองหลวงไม่ง่าย ผู้ฝึกตนบ าเพ็ญตนอาศัย อยู่ในภูเขาก็ยากเหมือนกันนะ
เซียนเว่ยลังเลไม่แน่ใจ แต่กระนั้นก็ยังปลุกความกล้ายื่นมือชี้ไป ยังหน้าหนึ่งที่พับมุมไว้อ่านเนื้อหาสองสามประโยคที่อยู่บนตารา ถาม หยั่งเชิงว่า “นักพรตหลี่ คากล่าวนี้จะอธิบายอย่างไร?”
หลี่มู่โจวได้ยินประโยคนั้น ตามองจ้องเนื้อหาที่อยู่ในตารา ในใจ ก็คิดว่า หรือว่านักพรตเซียนเว่ยจะมีเจตนาแอบแฝง?
ต้องการทดสอบความรู ้หรือ?
หลี่มู่โจวที่เดิมทีรู ้สึกว่าประโยคนั้นเข้าใจได้ง่ายพลันไม่แน่ใจ ขึ้นมาทันใด คงไม่ใช่ว่าคาพูดนี้มีความหมายอย่างอื่น มีความลี้ลับ อย่างอื่นหรอกนะ?
เซียนเว่ยเห็นว่าเมื่อเจอประโยคนี้ เกาเจินลัทธิเต๋าจากสานัก อักษรจงของอารามจิงเหว่ยผู้นี้ก็ถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจัง
นักพรตเซียนเว่ยก็พลันรู ้สึกเศร ้าใจทันใด ใช่แล้ว! อ่านต าราฝึก ตนเป็ นเรื่องยากมากจริงเสียด้วย!
หลี่มู่โจวคิดไปคิดมาก็รู ้สึกว่าจะเอาแต่ปิดปากไม่พูดไม่จาคงไม่ดี ขณะที่กาลังจะเปิดปากพูด เซียนเว่ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวด้านข้างใช ้ ศอกยันโต๊ะแล้วเท้าคางด้วยมือข้างเดียวนักพรตหนุ่มที่ปักปิ่นไม้บน มวยผมคล้ายกาลังมองหนังสือที่เปิดอ้าเล่มนั้น แล้วก็เหมือนว่าก าลัง เหม่อลอย ทั้งเหมือนพูดกับนักพรตลู่แล้วก็เหมือนพูดกับตัวเองว่า “อาจารย์จูบอกว่าเขาเองก็ฟังเคล็ดวิชาหนึ่งมาจากบัณฑิตผู้หนึ่ง เหมือนกัน เคล็ดวิชานั้นมีแค่ห้าคา “มองโลกฟังพระโพธิสัตว์ ความหมายคร่าวๆ ก็คือพวกเราต้อง “มอง” หรือก็คืออ่านหนังสือให้ มาก “โลก” ก็คือต้องเดินทางบ่อยๆ เดินอยู่ในวิถีทางโลก “ฟัง” ก็คือ ต้องฟังให้มากว่าคนอื่นพูดอะไร อยากพูดอะไร อย่าได้เอาแต่พูดเรื่อง ที่ตัวเองอยากพูด สุดท้ายก็คือควรต้องมีจิตใจเมตตาของพระ โพธิสัตว์ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าพวกเราได้ฝึกตนอย่างแท้จริงแล้ว”
ราวกับว่าผู้ที่ศึกษามรรคาได้สดับมรรคา ด่านสาคัญแตกทลาย ลงในฉับพลัน
นักพรตหลี่มู่โจวพลันเลื่อนเข้าสู่ภาวะจิตที่ว่างเปล่าละทิ้งทั้ง ตัวตนและสิ่งของภายนอก
นอกฟ้ า อวี๋เสวียนยืนกรานจะให้ซิ่วไฉเฒ่านวดไหล่ให้ แต่ซิ่วไฉ เฒ่ากลับไม่ยอม ตาแก่ดื้อดึงทั้งสองจึงผลักกันไปดันกันมาอยู่ตรงนั้น
้