ตอนที่ 3068
บทที่ 1112.1 เหล่าผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ
October 21, 2026
น่าประหลาดนัก เฉินผิงอันที่พูดจายิ่งใหญ่ไม่ละอายไปแล้ว หลังจากนั้นก็แค่ถามความรู ้ทั่วไปที่เป็ นพื้นฐานจากนักพรตติง เท่านั้น
สหายเลี่ยงการกินธัญพืชเมื่อไหร่ ก่อนหน้านั้นกินอาหารสามมื้อ เป็ นประจ าหรือไม่ บนเส้นทางการฝึ กตน เลื่อนเป็ นขอบเขตใดใน ตอนไหน ยังจ าวันเดือนปี อย่างละเอียดได้หรือไม่รวมไปถึงข้อมูล อย่างละเอียดถึงวิธีการหายใจและการโคจรลมปราณแบบมหา จักรวาลและจุลจักรวาลในขอบเขตที่แตกต่างกัน…
อย่าว่าแต่นักพรตติงที่มึนงงเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอกเลย แม้กระทั่งเซี่ยโก่วก็ยัง คร ้านที่จะแสร ้งทาเป็ นเข้าใจแล้ว นางไม่เข้าใจ จริงๆ ว่าเจ้าขุนเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
หากคิดอยากจะถ่ายทอดมรรคาชี้แนะให้ผู้อื่น สอนวิชาบิน ทะยานอย่างที่บอกไว้จริงต่อให้เจ้าเฉินผิงอันจะบุกเบิกเส้นทางได้ใหม่ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นธรรมดาสามัญขนาดนี้กระมัง?
ขุนนางผู้เรียบเรียงตาราจดบันทึกไปทีละเรื่อง ต่อให้เด็กชายผม ขาวจะเลื่อมใสในตัวบรรพบุรุษอื่นกวานมากแค่ไหนก็ยังอดนินทาใน ใจไม่ไหวอยู่ดี ชื่อบทนี้นางตั้งได้ดีมาก แต่เนื้อหาออกจะจืดจาง เหมือนน้าเปล่าเกินไปไหมนะ?
เฉินผิงอันถามรายละเอียดปลีกย่อยที่ตื้นเขินจนแทบจะทนฟัง ไม่ได้ไปแล้ว สุดท้ายก็ถามว่า “สหายติง คิดดีแล้วหรือยัง?”
นักพรตติงเองก็เป็ นคนตรงไปตรงมา ย้อนถามว่า “มีวิชาบิน ทะยานนี้แล้ว ทาไมอาจารย์เฉินถึงไม่ฝึกวิชานี้เอง?”
เด็กชายผมขาวที่นั่งยองอยู่ข้างทางพยักหน้ารัวๆ เป็ นไก่จิก
เมล็ดข้าวเปลือก เป็ นคาถามที่ดี
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ข้าต้องการพิศมรรคาและปกป้ องมรรคาอยู่ ด้านข้าง”
เซี่ยโก่วยกนิ้วให้เจ้าขุนเขา “คาพูดและการกระทาผสานเป็ น หนึ่ง ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ!”
นักพรตติงกล่าว “คิดดีแล้ว ลองเดิมพันดูสักตั้ง!”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “เจ้าลองฝึกตนเหมือนที่เคยทามาอยู่ที่นี่สัก สองสามวันก่อน ไม่ต้องตื่นเต้น แค่ทาทุกอย่างให้เหมือนเดิม ควรทา อย่างไรก็ทาอย่างนั้น หลังจากนี้ข้าจะร่วมมือกับสหายมานั่งเป็ น เจ้ามือร่วมกันดู”
นักพรตติงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก็ได้ยินเซี่ยโก่วร้องเฮ้อ เอ่ย เตือนว่า “นักพรตน้อยเจ้านี่อย่างไรกันนะ เพิ่งพูดกันก็ลืมไปแล้ว ความเพียรพยายามแย่ไปสักหน่อย”
เฉินผิงอันเดินไปที่หอบูชากระบี่ แกะสลักตราประทับชิ้นหนึ่ง ให้ป๋ ายเสวียนด้วยตัวเอง ถือเป็ นการแสดงความยินดีที่เขาฝ่ าทะลุ ขอบเขตได้ส าเร็จ
ตัวอักษรของตราประทับคือค าว่า “เมฆลอยคล้อยพาขุนเขาท่อง ไปยังฟ้ าคราม” กระบี่บินของเจ้าเด็กนั่นมีชื่อว่า ‘อวิ๋นโหยว” (เมฆ
ลอยท่องเที่ยว)
เฉินผิงอันกล่าว “ตอนอยู่ที่ภูเขาเจินอู่ ข้าได้เจอกับผู้ฝึกกระบี่ คนหนึ่งที่ได้ครอบครองกระบี่บินอักษรตัวเดียว”
เฒ่าหูหนวกยิ้มเอ่ย “หาได้ยาก หาได้ยากจริงๆ”
ป๋ ายเสวียนถามอย่างประหลาดใจ “อาจารย์เฉา กระบี่บินอักษร เดียว? หมายความว่าอย่างไร?”
เฒ่าหูหนวกอธิบาย “ให้ยกตัวอย่างก็เหมือนการแต่งตั้งยศศักดิ์ ที่มีการแบ่งแยกระดับขั้น ส่วนใหญ่มักจะมีตาแหน่งสองตัวอักษร เหมือนอย่างซึ่งมู่ถั่วอ๋องแห่งเมืองหลวงสารองต้าหลีที่ครองตาแหน่ง อ๋องพร ้อมกับตัวอักษรตัวเดียวอย่างที่กล่าวถึงในนิยาย ซึ่งนี่จะมีค่า มากกว่าอ๋องสองตัวอักษร”
ป๋ ายเสวียนถามอย่างสงสัย “จงหยวนก็มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต เล่มหนึ่งที่มีชื่อสี่อักษร แต่กระบี่บินของเขาก็แข็งแกร่งจนไร ้เหตุผล ไม่ใช่หรือไร?”
เฒ่าหูหนวกหัวเราะร่า “จะพูดเรื่องอะไรต้องพูดถึงหลักการทั่วไป ก่อน แล้วค่อยพูดถึงกรณีพิเศษ”
ยกตัวอย่างเช่นตัวของเฒ่าหูหนวกเองก็เคยเห็นกระบี่บินอักษร เดียวเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “หราง (การทาพิธีขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร ้าย)
เฒ่าหูหนวกลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “ใต้เท้าอื่นกวาน
คฤหาสน์หลบร ้อนมีสถิติอยู่กระมัง?”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “ส่วนที่ถูกบันทึกลงในเอกสารมีแค่สิบสี่ เล่มเท่านั้น”
เฒ่าหูหนวกกล่าว “น่าเสียดายนัก”
มีความหมายสองชั้น หนึ่งคือเสียดายที่เจ้าของกระบี่บินแห่ง ชะตาชีวิตพวกนี้ ดูเหมือนว่าคนที่ขอบเขตสูงที่สุดก็เป็ นแค่เซียน กระบี่เท่านั้น ไม่มีใครเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานได้อย่างราบรื่น ความหมายชั้นที่สองก็คือกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตบางส่วนที่ได้ ครอบครองคุณสมบัติในการเป็ นกระบี่บินอักษรเดียว เจ้าของของ พวกมันรบตายกันเร็วเกินไป ตกต่ากันเร็วเกินไป บ้างก็ไม่ทันได้ ยกระดับขั้น บ้างก็ไม่ทันทาลายตราผนึกบางอย่างได้ มิอาจถึงขั้นที่ วิชาอภินิหารทะลุราบรื่นได้อย่างไร ้อุปสรรค เลื่อนเป็ นกระบี่บินอักษร เดียวได้ส าเร็จ
เฒ่าหูหนวกถาม “คงไม่ใช่ว่า?”
เฉินผิงอันกล่าว “จานวนเหมือนกับผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ ผู้ฝึก กระบี่ที่ได้ครอบครองกระบี่บินอักษรตัวเดียวก็น่าจะยิ่งนานยิ่งมี จานวนมากขึ้น”
เฒ่าหูหนวกขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “วันเดือน ล่วงเลย กาลเวลาไม่เคยรอคอยผู้ใด”
เฉินผิงอันเงียบไม่เอ่ยอะไร
นับตั้งแต่ปีก่อนจนถึงตอนนี้ เฉินผิงอันก็คอยเป็ นห่วงฝูเหยาทวีป อยู่ตลอดเวลา
หลังจากกลับมายังใต้หล้าไพศาล ในกลุ่มผู้ฝึกกระบี่ต่างถิ่นของ คฤหาสน์หลบร ้อนเขาก็ได้เจอแค่หลินจวินปี้กับเติ้งเหลียงเท่านั้น
ข้างกายมีเสี่ยวโม่เพิ่มมา รอกระทั่งวางใจในตัวเสี่ยวโม่ได้อย่าง เต็มที่แล้วก็มีเซี่ยโก่วโผล่มาอีก รอกระทั่งวางใจในตัวเซี่ยโก่วได้ เช่นเดียวกัน เสี่ยวโม่ก็ไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว ตนต้องปิดด่าน ต้อง ให้เซี่ยโก่วช่วยคุ้มกัน
ดูเหมือนเซี่ยโก่วจะมองความกังวลของเจ้าขุนเขาออกจึงยิ้มเอ่ย ว่า “ทางฝั่งฝูเหยาทวีป ก่อนหน้านี้ข้าแอบแวะไปรอบหนึ่ง ไม่มีเรื่อง ใหญ่ที่น่าห่วงอะไร แต่หากไม่วางใจจริงๆก็ให้ผู้ถวายงานกานถังไป จับตามองอยู่ที่นั่นก็ได้ ถึงอย่างไรเขาก็อยู่ว่างอยู่แล้ว”
อะไรนะ?
หัวใจของเฒ่าหูหนวกบีบรัดตัว ต้องท างานอีกแล้วหรือ?!
ดวงตาแก่ๆ คู่หนึ่งที่ได้เห็นขุนเขาสายน้าเก่ามาก่อน มองความ น่าตะลึงพรึงเพริดอะไรของภูเขาสายน้าใหม่ไม่ออก ไม่ได้ยินถ้อยค า ที่บรรยายถึงฤดูใบไม้ผลิในเมืองอันรุ่งเรืองก็ง่ายที่จะทาให้พวกคน
เฒ่าคนแก่เสียใจ
ใต้หล้าไพศาล สงครามครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น สถานที่ที่การสู้รบ ดุเดือดรุนแรงที่สุด อันที่จริงคือฝูเหยาทวีป ไม่มีหนึ่งใน
ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปนี้ แน่นอนว่าก็ต้องโหดร ้ายมาก เหมือนกัน ทว่าอย่างน้อยที่สุดสกุลซ่งต้าหลีก็สามารถรักษาภูเขา สายน้าของครึ่งทวีปเอาไว้ได้?
ใบถงทวีป? นอกจากสานักบนภูเขาไม่กี่แห่งที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ แล้ว ล่างภูเขามีสงครามเกิดขึ้นแค่กี่ครั้งกันเชียว?
นี่เป็ นเหตุให้บนดินแดนของฝูเหยาทวีป แต่ละพื้นที่ล้วนพากัน กอบกู้แคว้น ต่างก็มีการตั้งปีรัชศกใหม่เอี่ยม
ราชสานักจินผูเพิ่งจะกอบกู้ชะตาแคว้นได้สามปี เมื่อฤดูหนาว ของปีก่อนได้สร ้างท่าเรือจินเซี่ยไว้บนหาดหลวนเจีย ท่ามกลางม่าน ราตรีของคืนนี้ พริบตานั้นแสงกระบี่ก็สาดส่องไปทั่วโรงเตี๊ยมตระกูล เซียนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนท่าเรือ ทิศทางที่แสงกระบี่มุ่งหน้าไปคือภูเขา เฉวียนเจียว