ตอนที่ 3071
บทที่ 1112.4 เหล่าผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ
October 21, 2026
มักจะมีคนใส่ร ้ายป้ ายสีเซียนกระบี่ผู้เฒ่าผู้ที่ชอบใส่ร ้ายป้ ายสี ผู้อื่นที่สุดคนนี้บ่อยๆ
จากนั้นผูเหอก็แทบจะเหมามาไว้ที่ตัวเองทั้งหมด ป่ าวประกาศ อย่างโจ่งแจ้งว่า “ใช่ ข้าเป็ นคนท าเอง
ศาลบรรพจารย์จะขัดขวางก็ขวางไม่อยู่ ได้แต่ช่วยเช็ดกันให้เขา ครั้งแล้วครั้งเล่าอาศัยรายงานภูเขาสายน้าของสานักบ้านตัวเองพูด อย่างหนักแน่นน่าเชื่อถือแก่ภายนอกว่า“ขอสาบานแก่ฟ้ าว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่ฝีมือของผูเหออย่างแน่นอน
เรื่องเลวร ้ายของหนึ่งทวีป ครอบครองไปครึ่งหนึ่ง
ไม่อย่างนั้นปีนั้นยามที่เจียงซ่างเจินสั่งสมชื่อเสียงยิ่งใหญ่ไว้ใน อุตรกุรุทวีป ท าไมถึงได้ถูกเรียกขานว่าเป็ น “ผูเหอคนที่สอง” เล่า?
ดังนั้นผู้ฝึกลมปราณกลุ่มที่ดูแลรายงานภูเขาสายน้าของพรรค เฟิ นตู้ถึงได้มีเงินเดือนมากกว่าเพื่อนร่วมอาชีพในสานักอักษรจง ทั่วไปมากนัก
ปี นั้นอยู่ที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ เซี่ยจื้อที่เป็ นผู้ฝึ กตนอิสระ ของฝูเหยาทวีปยืนยันอยู่กับผูเหอผู้ฝึกตนท าเนียบของหลิวเสียทวีป สถานะของพวกเขาควรต้องสลับสับเปลี่ยนกัน
ปีนั้นผูเหอพ่ายแพ้ให้กับการถามกระบี่กับหมี่อวี้ ก็ได้ไปพักอยู่ที่ “ศาลาชุ่ยอวี้” เรือนส่วนตัวของเซียนกระบี่นอกเมือง และเรือนส่วนตัว ของเซี่ยจื้อก็อยู่ใกล้เคียง มีชื่อว่า “เหมยอี้” ชื่อนี้มีกลิ่นอายของสตรี เข้มข้น
เซี่ยจื้อมีชาติก าเนิดมาจากผู้ฝึ กตนอิสระ ทว่าคุณสมบัติด้าน การฝึกกระบี่กลับไม่ค่อยดีนัก เป็ นที่ยอมรับว่าอาศัยความมุ่งมั่นอัน ยิ่งใหญ่ เลื่อนเป็ นห้าขอบเขตบนได้อย่างลุ่มๆ ดอนๆ
ผู้ฝึกกระบี่เฒ่าไม่เพียงแต่เป็ นชายโสดมาทั้งชีวิต อยู่ในฝูเหยา ทวีปแม้กระทั่งลูกศิษย์สักคนก็ไม่เคยรับไว้
รอกระทั่งในที่สุดเซี่ยจื้อก็ยอมเปลี่ยนใจ อยากจะรับลูกศิษย์ผู้สืบ ทอดสักคนสองคนมาจากกาแพงเมืองปราณกระบี่ก็ไม่ทันกาลเสีย แล้ว
ผู้เฒ่าไม่ได้รับลูกศิษย์ แล้วก็ไม่ได้กลับคืนไปยังบ้านเกิด
ครั้งสุดท้ายที่กระโจนลงสู่สนามรบ เซี่ยจื้อรบเคียงบ่าเคียงไหล่ กับหลิ่วซวี่ผู้ฝึ กกระบี่ ขอบเขตก่อกาเนิ ดที่เป็ นคนต่างถิ่น เช่นเดียวกัน การส่งกระบี่ครั้งสุดท้ายในชีวิตนี้เพียงแค่เพื่อช่วย เปิดทางให้คนรุ่นเยาว์หลุดพ้นจากการโจมตี มีชีวิตรอดกลับคืนสู่ บ้านเกิด
ในคฤหาสน์หลบร ้อน เป็ นผู้ฝึกกระบี่ต่างถิ่นเหมือนกัน อีกทั้งยัง อายุน้อยเหมือนกัน อันที่จริงซ่งเกาหยวนกับเติ้งเหลียงกลับค่อนข้าง
จะสนิทกับกลุ่มผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นอย่างพวกโฉวเหมียว กลายเป็ น ว่ากับอิ่นกวานเฉินผิงอันและภูเขาลูกที่ห้อมล้อมอยู่ข้างกายอิ่นกวาน หนุ่ม มิอาจพูดได้ว่าเข้ากันไม่ได้เลย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้กลมเกลียว กันมากขนาดนั้นและ “ภูเขา” เล็กลูกนั้น หากจะบอกว่าเจ้าขุนเขาคือ ใต้เท้าอิ่นกวาน ถ้าอย่างนั้นรองเจ้าขุนเขาก็คือกวอจู๋จิ่วที่ปี นั้น ขอบเขตต่าที่สุด มีสุนัขรับใช ้ใต้บังคับบัญชาอยู่สี่คน นั่นคือเสวียน เซิน เฉากุ่น หวังซินสุ่ยและกู้เจี้ยนหลง!
แต่พวกซ่งเกาหยวน โดยเฉพาะหลินจวินปี้ ต่างก็รู ้กันดีอยู่แก่ใจ ว่า หลัวเจินอี้มีความคิดบางอย่างกับใต้เท้าอิ่นกวาน เพียงแต่เลือกที่ จะไม่พูดออกมาก็เท่านั้น
จาได้ว่าวันที่ออกมาจากคฤหาสน์หลบร ้อน เป็ นโฉวเหมียวที่มา ส่งซ่งเกาหยวนแทนอิ่นกวานที่ยุ่งจนปลีกตัวมาไม่ได้ โฉวเหมียวได้ มอบสัมภาระให้เขาห่อหนึ่งบอกว่าเป็ นของขวัญจากลาที่ใต้เท้าอิ่นก วานมอบให้
ไปถึงบนเรือ ซ่งเกาหยวนเปิดออกดูถึงได้พบว่าด้านในบรรจุของ ตกทอดของผู้อาวุโสเซี่ยเซียนกระบี่ที่เป็ นคนบ้านเดียวกัน และยังมี เอกสารบันทึกเกี่ยวกับสถานการณ์ของเซี่ยจื้อตอนอยู่บ้านเกิด
ก่อนที่การประชุมจะสิ้นสุดลง ผู้ฝึกกระบี่เซียนดินทั้งเจ็ดคนต่างก็ ได้รับมอบหมายงานต่างพากันร่ายวิชาอภินิหารใช ้วิธีการของตัวเอง
มีผู้ฝึ กกระบี่คนหนึ่งเรียกกระบี่บินเล่มหนึ่งที่เหมือนคันฉ่อง โบราณ เดินก้าวเข้าไปในหน้ากระจก จากนั้นเดินออกมาจาก ด้านหลังของกระจกก็กลายเป็ นบุคคลแปลกหน้าที่แม้กระทั่งจิต วิญญาณก็คล้ายจะถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วย
แล้วก็มีผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งที่มีริ้วคลื่นกระเพื่อมบนชุดคลุมอาคม เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็ น “ศพเดินได้” ที่เรือนกายอ่อนแอ แต่จิต วิญญาณไม่อ่อนแอ ก่อนจะกลายเป็ นควันดากลุ่มหนึ่งที่พลิ้วไหวแล้ว สลายหายไป มีผู้ฝึกกระบี่หยิบปิ่นหงส์ชิ้นหนึ่งออกมาโบกเบาๆ แสงสี ทองเหมือนริ้วน้ากระเพื่อม พริบตาเดียวก็หายวับไปไม่เห็นร่องรอย มี ผู้ฝึกกระบี่เรียกวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่เป็ นของเก่าแก่ยุคโบราณออกมา ลายเชือกพันเป็ นหัวใจบนหยกขาวสามารถท าให้เขากับผู้ฝึกตนคน อื่นๆ ยืมมรรคกถาของกันและกันใช ้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และยังมีผู้ ฝึ กกระบี่ที่สะบัดเอาคราบร่างจริงของสตรีสวมกระโปรงสีสดในยุค โบราณออกมา ก่อนที่จะย่อร่างของตัวเองให้เล็กเหมือนเม็ดฝุ่ น ไป นั่งขัดสมาธิอยู่ในช่องโพรงตรงหว่างคิ้วของนาง สตรีสวมกระโปรงสี สดแต่งหน้าเข้มเดินก้าวออกไปหนึ่งก้าว หดย่อพื้นที่ ตอนที่ปรากฏ ตัวอีกครั้งก็มาอยู่ในจุดที่เงียบสงบของหอสูงในจวนแห่งหนึ่งแล้ว มีผู้ ฝึกกระบี่เรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เสียงระฆังนอกเมฆา’ ออกมา เสียงใสดังกังวานหนึ่งทีก็มีเสียงก้องสะท้อนอยู่ในตรอกเก่าโทรมแห่ง หนึ่ง ร่างจริงก็ไปปรากฏอยู่ที่นั่นอย่างที่ผีไม่รู ้เทพไม่เห็นและเสียงแผ่ว
เบาในห้องโถงใหญ่ก็ยังคงดังแว่วมา มีลางของเสียงกังวานรอบคาน เรือน สามวันก็ยังไม่จางหาย
เซียนกระบี่หญิงสองคนยืนพิงราวรั้ว ทอดสายตามองไปยังทิศ ไกล
เมื่อเทียบกับกลิ่นอายดุร ้ายทั่วร่างตอนที่เพิ่งออกมาจากภูเขา ห้อยหัวแล้ว ทุกวันนี้พลังอ านาจบนตัวของซ่งพิ่นถือว่าผ่อนคลายลง มากแล้ว
ต่อให้ภายหลังที่กลับไปยังสานัก ซ่งพิ่นก็ยังพกพาเอาปราณ สังหารเข้มข้นติดตัวไปด้วย เป็ นเวลานานมากกว่าที่นางจะปรับตัวได้ เซี่ยซงฮวายิ้มถาม “ดูสิว่าใครจะเลื่อนเป็ นขอบเขตเซียนเหริน
ก่อนกัน?”
ซ่งพิ่นยิ้มบางๆ “ต่อให้โชคดีเอาชนะได้ ก็ชนะอย่างไม่สมเกียรติ” เซี่ยซงฮวาจุ๊ปาก “สตรีหน้าตางดงามก็สามารถคิดเพ้อฝันงดงาม
ได้ด้วยหรือ” “ในเมื่ออิจฉาไปก็เท่านั้น ถ้าอย่างนั้นก็อย่าอิจฉาเลย” “เจ้าไม่มีคนรัก ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล”
กระบี่เล่มที่ซ่งพิ่นสะพายอยู่ด้านหลังชื่อว่า “ฝูเหยา” ซุกซ่อน โชคชะตาวิถีกระบี่ของฝูเหยาทวีปไว้ส่วนหนึ่ง
น่าเสียดายที่ปีนั้นอยู่ในเกราะทองทวีป ซ่งพิ่นไม่ยินดีจะยึดครอง ผลประโยชน์ใหญ่เทียมฟ้ าในส่วนนี้ นางจึงเคยตั้งกฎกับตัวเองไว้ว่า จะไม่ไปแตะต้องโชคชะตากระบี่ของ “ฝูเหยา” เล่มนั้นเด็ดขาด
เพียงแต่ว่าพอมาถึงกาแพงเมืองปราณกระบี่ แค่เข้าร่วมศึก ป้ องกันนครครั้งเดียว ซ่งพิ่นก็เสียใจภายหลังทันที ในเมื่อเป็ นผู้ฝึก กระบี่ก็อย่าได้ติดนิสัยคิดเล็กคิดน้อยจู้จี้ของสตรีเกินไป ศักดิ์ศรี หน้าตาจะนับเป็ นอะไรได้
อยู่บนหัวก าแพงเมือง ซ่งพิ่นได้แต่เจ็บใจที่ขอบเขตของตัวเองต่า เกินไป ออกกระบี่ช ้าเกินไป
ดังนั้นหลังจากที่กลับไปถึงบ้านเกิด ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ซ่งพิ่น จึงปล่อยลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนไว้ที่สานัก ให้เจ้าสานักช่วย ถ่ายทอดเวทกระบี่และมรรคกถาแทนนาง
ส่วนนางมาเยือนฝูเหยาทวีปเพียงล าพัง อาศัยฟ้ าอ านวยดินอวย พรและคนสามัคคีพยายามที่จะหลอมโชคชะตาวิถีกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ ไพศาลส่วนนั้นให้ได้โดยเร็วที่สุด
การหลอมลมปราณก็เหมือนการถามกระบี่กับเซียนกระบี่คน หนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ซ่งพิ่นกับเซี่ยซงฮวาและลี่ไฉ่ที่เป็ นเซียนกระบี่หญิงเหมือนกัน ไม่ พูดถึงรูปแบบการออกกระบี่ ส่วนอื่นๆ ที่เหลือก็ไม่ค่อยเหมือนกัน เท่าไรจริงๆ
ปีนั้นกลับไปถึงสานักที่เกราะทองทวีป ซ่งพิ่นจัดงานพิธีรับลูก ศิษย์ที่ไม่เชิญคนนอกมาเข้าร่วมพิธี มีแค่ฝ่ายในของสานักเท่านั้น จึง มีแค่ผู้ฝึกตนรุ่นเดียวกันในศาลบรรพจารย์ไม่กี่คนที่มาเข้าร่วมงาน
แล้วยังจองยอดเขาสองแห่งที่มีปราณวิญญาณเปี่ยมล้นไว้ให้กับ ซุนจ่าวและจินหลวนแค่รอให้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนเลื่อนเป็ นโอสถ ทองก็จะจัดงานเปิดยอดเขา ทางฝั่งศาลบรรพจารย์ของส านักก็ตอบ ตกลงทันทีโดยไม่มีความเห็นต่าง
เพียงแต่ว่าภายหลังสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นทาให้ป้ ายวิญญาณใน ศาลบรรพจารย์ของสานัก แม้กระทั่งภาพแขวนของบรรพจารย์แต่ละ ยุคแต่ละสมัยก็จาต้องย้ายไปอยู่ที่หลิวเสียทวีป รอกระทั่งสงครามปิด ฉากลง ที่ตั้งเก่าของสานักก็ได้กลายเป็ นซากปรักไปนานแล้ว ภูเขา สองลูกที่ตั้งใจเลือกไว้ให้ลูกศิษย์ก็ไม่เหมาะจะฝึกตนอีกต่อไป ซ่งพิ่น รู ้สึกละอายใจในเรื่องนี้อย่างมาก
เซี่ยซงฮวาเอ่ยสัพยอก “เจ้าไม่เหมือนกันข้า หลายปีมานี้คงถูก คนก่อกวนให้ร าคาญใจไม่น้อยเลยสินะ?”
ซ่งพิ่นส่ายหน้า “ยังดี ถึงอย่างไรก็แค่ต้องคอยหลบเลี่ยงไม่พบ เจอใคร ก็ถือว่าพอจะสงบอยู่บ้าง”
หลังจากที่เซียนกระบี่อย่างพวกเขากลับบ้านเกิดก็ไม่เคยเป็ น ฝ่ ายพูดถึงเรื่องที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ก่อน แต่ก็มักจะมีสหายของ
บ้านเกิดบางส่วนที่ชอบถามถึงบ่อยๆ อีกทั้งยังเป็ นคาถามที่ไม่ยินดีจะ ตอบด้วย
ยกตัวอย่างเช่นว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสที่ออกกระบี่แค่ไม่กี่ ครั้ง เวทกระบี่เป็ นอย่างไร
อาเหลียงที่เป็ นทายาทของหย่าเซิ่งกับจั่วโย่วที่เป็ นลูกศิษย์ผู้สืบ ทอดของเหวินเซิ่ง หากพวกเขาสองคนปลดปล่อยฝีมืออย่างเต็มที่ ต่อสู้กัน สรุปแล้วใครที่ร ้ายกาจกว่า
ในบรรดาเซียนกระบี่ผู้อาวุโสสามคนที่ได้แกะสลักตัวอักษร ฉีถิง จี้ที่ทุกวันนี้เป็ นเพียงคนเดียวที่อยู่ในใต้หล้าไพศาลของพวกเรา เมื่อ เทียบกับต่งซานเกิงและเฉินซีแล้ว เวทกระบี่ของเขาสูงหรือว่าต่า?