ตอนที่ 3096
บทที่ 1119.2 ทยอยถามกระบี่ต่อป่ายอวี๋จิง
October 21, 2026
บทที่ 1119.2 ทยอยถามกระบี่ต่อป่ายอวี๋จิง ผู้สวมกวานเต๋าเหลือบตามองดาบอาคมที่หันอวี๋ซู่ไม่อาจหลอมใหญ่ให้กับมันได้ สัมผัสได้ถึงความคิดบางอย่างของร่างจริงก็ถามอย่างประหลาดใจว่า
เฉินผิงอันกล่าว “ถึงขั้นนั้นแหละ ต้องลองดูก่อน ถึงจะรู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่?” ผู้สวมกวานเต๋าเอ่ยเตือน “หากเลือกจะเดินทางเส้นนี้”
“ไม่เพียงแต่ต้องเปลืองเวลา เปลืองแรง เปลืองเงิน เปลืองความคิดจิตใจ ไม่มีทางให้หันหลังกลับ หากทำไม่สำเร็จ ความเสียหายก็จะรุนแรงมาก’
ใบหน้าของเฉินผิงอันมีรอยยิ้มประดับ คิ้วตาเบิกบาน “บนเส้นทางเส้นนี้ ค่อยๆ ขยับไปทีละลำดับขั้นตอน แก้ไขให้ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง หากทำสำเร็จล่ะ?”
ผู้สวมกวานเต๋ายื่นมือมานวดคลึงข้างแก้ม ”แบบนี้ออกจะฟุ่มเฟือยเกินไปหน่อย” สักวันหนึ่งเมื่อโอกาสในการผสานมรรคามาถึง ในฟ้าดินเล็กเรือนกายมนุษย์
บุคคลที่อยู่ในฟ้าดินจะส่งเสียงร้องพร้อมเพรียงกัน โลกมนุษย์จะระเบิดเสียงอสนีฤดูใบไม้ผลิ ผู้สวมกวานเต๋าก็ยิ้มเช่นกัน “แต่แค่ลองคิดดูก็รู้สึกสะใจมาก”
สีหน้าเฉินผิงอันกลับคืนมาเป็นปกติ เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ผู้ที่อยู่บนมรรคาควรมีจิตใจเช่นนี้” ปีนั้นอยู่ในคุก เคยทำการค้าที่ราคารวมฝนธัญพืชหนึ่งเหรียญ
ขอแค่เด็กชายผมขาวสามารถอาศัยความสามารถได้กำไรจากตนไปเป็นเงินร้อนน้อยถึงสิบเหรียญ เฉินผิงอันก็ยินดีที่จะช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยให้เซียนกระบี่ใหญ่
เด็กชายผมขาวก็ได้ช่วยให้เฉินผิงอันหาภูเขาทายาทหกแห่งที่มีการชักนำบนมหามรรคากับช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตสิบแห่ง
ตอนนั้นเฉินผิงอันกำลังจะฝ่าทะลุขอบเขตถ้ำสถิต ในที่สุดก็มีโอกาสได้กลายเป็น ”เทพเซียนห้าขอบเขตกลาง” ที่ใจเฝ้าคิดถึงมาตลอดเสียที
เด็กชายผมขาวจึงบอกว่าโอกาสมาแล้วไม่ควรพลาดไป ฉวยโอกาสตีเหล็กตอนยังร้อน ขณะที่เปิดจวน ปราณวิญญาณฟ้าดินกรอกเทเข้ามาในร่างมนุษย์
ดวงจิตหนึ่งของเฉินผิงอันก็สามารถใช้วิธี ”แกะเรือตามหากระบี่” ที่ลี้ลับมหัศจรรย์มายืนยันตำแหน่งที่แม่นยำของภูเขาทายาททั้งหกลูกนั้นได้พอดี
ก่อนหน้านานกว่านั้น ตอนที่เดินทางไปในไป๋ถงทวีปร่วมกับลู่ไถ ลู่ไถก็ได้บอกเรื่องวงในบนภูเขาและเส้นสนกลในของการฝึกตนให้คนนอกฟังหลายอย่าง
วัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมใหญ่ของผู้ฝึกบำเพ็ญตน อันที่จริงไม่ใช่ว่ายิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี ผู้ที่มีคุณสมบัติจะแสวงหาขอบเขตที่ว่า
“วัตถุดิบดิน” ไม่มีคุณสมบัติจะพูดเรื่องนี้ มีแต่ ”วัตถุดิบฟ้า” เท่านั้นที่ถึงจะทำได้ หากจะบอกว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนล้วนถือเป็นคนโชคดีที่เทวดาประทานข้าว
คำว่าวัตถุฟ้าของลู่ไถก็คือไม่ใช่ว่าสวรรค์มอบชามให้แค่ใบเดียวเท่านั้น แต่มอบหม้อใบใหญ่หนึ่งใบกับโต๊ะหนึ่งตัวมาให้โดยตรง
และบุคคลที่มองไปทั่วใต้หล้าก็ยังมีไม่มากประเภทนี้ ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมีคนหนึ่งที่ใช้ยันต์ ธวัลทวีปมีคนหนึ่งแซ่เหวย ส่วนที่อยู่ใกล้มีอยู่สองคน
ตอนนั้นเฉินผิงอันมองเจ้าคนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มหยอกล้อก็รู้สึกว่าลู่ไถคือคนโง่ที่พูดจาโง่ๆ แน่นอนว่าไม่ได้เห็นเป็นจริงเป็นจัง
ผู้สวมกวานเต๋าเอ่ย ”พวกลู่ไถไปปรากฏตัวที่กำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว จำนวนมีไม่มาก ใช้นิ้วมือนับได้ แต่กลับมีบุคคลที่เป็นเหมือนหยวนเซียวอยู่ด้วย”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว ”ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ไม่ไปสนใจแล้ว” ผู้สวมกวานเต๋ากล่าว “หนังสือเล่มนั้นของนักพรตติ้งใกล้จะเข้าสู่บทที่สองแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย ”ผู้สูงศักดิ์เชื้อพระวงศ์ที่พลัดหลงมาอยู่กับหมู่ชาวบ้าน ผ่านอุปสรรคมามากมาย เจอกับคนดูถูกดูแคลน แต่ได้เจอคนประหลาดผู้หนึ่ง”
ผู้สวมกวานเต๋าร้องเฮ้อด้วยน้ำเสียงที่เลียนแบบจากร่างจริง ก่อนเอ่ยว่า ”ความธรรมดาสามัญก็คือความสง่างามมีรสนิยม ข้ารู้สึกว่าเริ่มต้นเรื่องนี้เยี่ยม”
เฉินผิงอันมองผู้สวมกวานเต๋า ฝ่ายหลังยืนกรานในความคิดเห็นของตัวเอง เฉินผิงอันจึงได้แต่ถอยไปหนึ่งก้าว เอ่ยว่า “เสริมการท่องไปในภูเขาสายน้ำของข้า”
“กับการเซียงถงลงไปด้วย จำไว้ว่าการหักมุมของเรื่องราวอย่าให้แข็งทื่อเกินไป สุดท้ายกลายเป็นว่าพระเอกเป็นพระเอกเกินไป”
ใบหน้าของผู้สวมกวานเต๋าเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริด “แม้แต่หนังสือของตัวเองก็ยังจะลอกด้วยหรือ? นี่จะดูว่าความรู้ไม่เพียงพอ ความสามารถขาดนะ”
เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ จ้องมองไปที่กายธรรมนั้นอีกครั้ง ในใจมีการตัดสินใจได้แล้ว ผู้สวมกวานเต๋าได้แต่ยกสองมือขึ้น ”ต่างคนต่างไปทำธุระของตัวเอง?”
เฉินผิงอันพยักหน้า นั่งกลับลงไปอีกครั้ง หลับตาทำสมาธิ สองมือวางทับซ้อนกัน นิ้วหัวแม่มือสองข้างดันกัน ไม่ได้สลายกายธรรมร่างนั้นออกไป
ผู้ที่ ”ฝึกบำเพ็ญตนอยู่ในภูเขา” กาลเวลายาวนาน ความคิดล่องลอยเป็นพันหมื่น ไม่รู้ถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดวงอาทิตย์ขึ้นดวงจันทร์ตกที่นอกภูเขา
ร่างกายมนุษย์มีช่องโพรงสามร้อยหกสิบห้าแห่ง ก็เท่ากับถ้ำสวรรค์พื้นที่มงคลสำเร็จรูปสามร้อยหกสิบห้าแห่ง ได้มาจากตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมเผ่าพันธุ์ภูตในโลกมนุษย์ถึงต้องฝึกตนหล่อหลอมเรือนกายมนุษย์ ดังนั้นตอนเฉินผิงอันอยู่ที่จวนหม่า ถึงได้พูดอย่างสะท้อนใจออกมา
ร่างกายมนุษย์นั้นได้มายาก การเกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้งยากลำบาก ตอนนั้นที่อยู่ในคุกให้เหนียนซินช่วยเย็บชื่อจริงให้ ขอบเขตของเฉินผิงอันต่ำต้อย
จำนวนจวนในร่างที่บุกเบิกได้มีจำกัด เปิดจวนไว้แค่สิบช่องโพรงเท่านั้น ตอนนั้นวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุต่างก็ยึดครองไปธาตุละหนึ่งช่องโพรง
มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มอย่างนกในกรงและจันทร์ใต้บ่อเพิ่มมา แต่กระบี่บินชูอีกับสืออูที่ไม่อาจหลอมเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตได้เสียที
บวกกับที่กระบี่บินจำลองซงเจิน ไฮเหลยจำเป็นต้องมารวมอยู่ในจวนเดียวกัน เฉินผิงอันในเวลานั้นไม่มีช่องโพรงลมปราณที่เหลือใช้มาวางพวกมันด้วยซ้ำ
ปีนั้นการที่เขาเปิดจวนจำนวนเท่านี้ได้ก็ยังต้องยกคุณความชอบให้กับปราณกระบี่สามกลุ่มที่ได้มาตอนเป็นเด็กหนุ่มที่ช่วยเปิดภูเขาพื้นฐานให้
หาไม่แล้วเฉินผิงอันก็มีแต่จะยิ่งชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มลงมือจากตรงไหน ส่วนสมบัติอาคมอาวุธวิเศษที่เป็นของนอกกาย
เฉินผิงอันไม่แม้แต่จะเคยคิดด้วยซ้ำ การหลอมวัตถุบนภูเขาต้องใช้เงินไม่ใช่หรือ ข้าผู้อาวุโสไม่มีเงินหรอกนะ!
แล้วนับประสาอะไรกับที่ก็ไม่ใช่ว่าสมบัติวิเศษทุกชิ้นจะเหมาะกับการหลอมใหญ่ ในประวัติศาสตร์มักจะมีผู้ฝึกตนใหญ่ที่ได้แต่เบิกตามองดูอาวุธเซียน
บ้างก็ไม่อาจทำลายตราผนึกหนาชั้น หรือไม่ก็มหามรรคากับคนและสมบัติล้ำค่าไม่สอดคล้องต้องกัน ได้แต่ตัดใจมอบของรักไปให้กับลูกศิษย์หรือลูกหลาน
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน รอกระทั่งผู้ที่สวมกวานเต๋าที่ย้อนกลับมาอีกครั้งในวันนี้ได้มาเห็นภาพเหตุการณ์ของที่แห่งนี้ก็ต้องจุ๊ปากด้วยความทึ่ง
ช่างมีฝีมือที่ยิ่งใหญ่จริงๆ สิ่งที่เห็นอยู่ในสายตา ทั้งสูงส่งทั้งลึกล้ำ ภูเขาทายาทสิบแห่งที่ค้นหาออกมาได้ล้วนถูกร่างจริงของเฉินผิงอันหลอมเป็นวัตถุ
แล้วก็เอาไปพิทักษ์จวนต่างๆ เหมือนการโยกย้ายกำลังทัพ นำไปจับคู่กับวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุ ก็เป็น “หนึ่งหลักสองรอง’ ได้พอดี
กระบี่จำลองที่ซื้อมาจากภูเขาซังกระบี่ของอุตรกุรุทวีปล้วนถูกเฉินผิงอันหล่อหลอมไปหมดแล้ว ไม่ได้หลอมเล็ก แต่ข้ามขั้นหลอมกลางไปหลอมใหญ่ทันที!