ตอนที่ 3095
บทที่ 1119.1 ทยอยถามกระบี่ต่อป่ายอวี๋จิง
October 21, 2026
บทที่ 1119.1 ทยอยถามกระบี่ต่อป่ายอวี๋จิง ห้องไม้ไผ่และระเบียงมีเพียงผนังกั้นขวาง แต่กลับเหมือนมีโลกอีกใบซ่อนอยู่ ในห้องเหมือนดินแดนไท่ซวีที่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด เฉินผิงอันหลับตาทําสมาธิ
นั่งขัดสมาธิ เบื้องหน้ามีชุดคลุมอาคมสีแดงสดที่เสียหายอย่างหนักและกระบี่ที่หักเป็นสองท่อนลอยอยู่ นี่ก็คือราคาที่เฉินผิงอันจำเป็นต้องจ่ายจากศึกตัดสิน
บนชุดคลุมอาคมที่เกิดจาก “คราบเซียน” ตอนที่เฉินผิงอันเลื่อนเป็นเซียนเหริน ”อักขระ” จำนวนมากมีสีสันแตกต่างกัน อีกทั้งยังเข้มจางไม่เท่ากัน
ชื่อจริงของปีศาจใหญ่ที่ในอดีตคนเย็บผ้าเหนียนซินใช้เวทลับเย็บลงบนร่างของเฉินผิงอันตอนอยู่ในคุกพวกนี้ถูกถักทอเข้าด้วยกันประหนึ่งจอกแหนล่องลอย
และรากฐานของจอกแหนล่องลอยพวกนี้ก็คือเฉินผิงอันที่ผสานมรรคากับกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง ยิ่งสีสันตรงตัวอักษรของชื่อเผ่าปีศาจเข้มเท่าไร
ริ้วคลื่นที่กระเพื่อมออกจากชุดคลุมอาคมก็ยิ่งมากเท่านั้น ไม่ใช่บินทะยานก็ต้องเป็นเซียนเหริน ส่วนชื่อจริงของเผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบกลับต้องนอนหมอบลงไป
เฉินผิงอันเป็นขอบเขตเซียนเหรินแล้ว เว้นเสียจากว่าพวกมันได้รับโชควาสนาใหญ่ ก็จะไม่มีทางฝ่าตราผนึกที่มองไม่เห็นซึ่งเป็นหนึ่งในการจำแลงบนมหามรรคา
การพันธนาการที่เป็นมายาล่องลอยประเภทนี้จะใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกับการทิ้งร่องรอยให้ดำรงอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้บอกว่าพอมีพันธนาการประเภทนี้
มี ”ด่านประตูสวรรค์” ชั้นนี้อยู่แล้ว เฉินผิงอันจะสามารถตัดสินได้เลยว่าบนเส้นทางการฝึกตน ปีศาจใหญ่จะฝ่าทะลุขอบเขตหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด
เฉินผิงอันก็สามารถอาศัยระดับกำลังของชื่อจริงพวกนี้มาอนุมานขอบเขตสูงต่ำ ตบะตื้นลึกในปัจจุบันหรือแม้กระทั่งคุณสมบัติดีเลวของผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจ
นี่ก็น่าจะถือเป็นค่าตอบแทนความยากลำบากที่เฉินผิงอัน “ผสานมรรคา” กับกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง เฉินผิงอันชุดขาวที่ดวงตาทั้งคู่เป็นสีทองบริสุทธิ์
บนศีรษะสวมกวานเต๋า พลิ้วกายมาจากจุดที่ห่างไปไกลมาก รูปลักษณ์ของกวานเต๋านั้นน่าจะเป็นเพราะเคยเห็นกวานสีทองของซวีจวินหวังเจีย ”บินทะยานใหม่”
กวานบนศีรษะของเขาชิ้นนี้จึงเปลี่ยนจากกวานดอกบัวมาเป็นรูปลักษณ์ที่ล้ำเส้นกว่าเดิม ยังตั้งชื่อให้ด้วยว่า “ภูเขาอวี๋จิง” เฉินผิงอันให้อิสระในขอบเขต
ร่างจริงของเฉินผิงอันไม่ได้ลืมตา ขมวดคิวน้อยๆ “เพิ่งจะอยู่ในขั้นตอนของการฟันเปิดปฐมกาลแห่งจักรวาล เพิ่งบุกเบิกฟ้าดินในช่วงแรก เจ้ายังอยู่ไกลเกิน”
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋านั่งยองอยู่ข้างกระบี่เย่โหยวที่หักเล่มนั้น “คำโบราณที่บอกว่าทุกเรื่องล้วนยากตอนเริ่มต้นกลับไม่เหมาะจะเอามาใช้ในเรื่องนี้”
“วางใจเถอะ หากว่ากันด้วยเรื่องการวางตัว ข้าไม่มีคุณสมบัติจะพูดอะไร แต่หากจะพูดถึงการทำอะไร ข้าต้องพึ่งพาได้มากกว่าเจ้าแน่นอน”
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋ายิ้มเอ่ย “ระหว่างขอบเขตเก้ากับขอบเขตสิบของผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัว จำเป็นต้องพุ่งชนประตูภูเขา หลักการเดียวกัน เซียนเหรินหยกดิบ”
“ผู้ที่แบกรับชื่อจริง ในอนาคตพวกมันพิสูจน์มรรคาบินทะยานก็จำเป็นต้องบอกกล่าวกับเจ้าก่อน” เฉินผิงอันกล่าว ”ตอนอยู่ในคุก ข้าเคยถามเหนียนซินว่า”
“เมื่อไหร่ถึงจะสามารถแสดงผลลัพธ์และบทบาทที่แท้จริงออกมาได้ คำตอบของเหนียนซินก็คือขอบเขตบินทะยาน” ตอนนั้นเฉินผิงอันรู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างไกล
เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานก็จะสามารถขัดขาพวกมันได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับคนบางคนที่แอบเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้วมาขัดจังหวะ
แม้กระทั่งป่ายจิ่งที่ช่วยปกป้องมรรคาให้ก็ยังทำได้แค่มองดูอยู่เฉยๆ เท่านั้น วิธีการที่ชั่วร้ายนั้นไม่อาจสังหารเฉินผิงอันที่มีเรือนกายแข็งแกร่ง
แต่กลับสามารถทำให้เฉินผิงอันที่กว่าจะปิดด่านแต่ละครั้งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลับต้องมาเจอกับอุปสรรคในทุกครั้งรู้สึกสะอิดสะเอียนได้
ประเด็นสำคัญคือเฉินผิงอันยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมีการลงมือครั้งที่สี่อีกหรือไม่ นี่ก็คือความน่าชิงชังของการที่ต้องป้องกันโจรพันวันแล้ว
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าเอ่ยอย่างมีโทสะ “ทำไมแม้กระทั่งความทรงจำยิบย่อยที่ไม่สำคัญพวกนี้ เจ้าก็ยังลบทิ้งไปด้วย?” สองมือของเฉินผิงอันวางทับซ้อน
ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ในไท่ซวีที่ว่างเปล่ากว้างใหญ่ก็จะมีธารดวงดาวพร่างพราวเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเส้น ขณะเดียวกันก็มีดวงดาวแถบใหญ่หายวับสาบสูญไป
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋านั่งบนกระบี่ยาวที่ถูกเขาเอามาประกบกันไว้ชั่วคราว “วันใดเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว อย่างมากสุดก็แค่น่าสนใจเล็กน้อย”
“ไม่ได้มีความหมายยิ่งใหญ่อะไร ก็แค่การลอบขัดขา ร่ายใช้วิธีการอยู่ไกลๆ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายทางจิตใจถ่วงรั้งการฝึกตนของผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจ”
“ยังต้องกังวลว่าหากไม่ทันระวังจะกลับกลายเป็น “เรื่องดี” ที่ช่วยพวกมันขัดเกลาจิตแห่งมรรคา แบบนั้นจะไม่เสียท่าแย่หรอกหรือ”
“ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่ามีแค่รอให้เจ้ากลายเป็นขอบเขตสิบสี่เท่านั้นถึงจะเปลี่ยนมาเป็นทั้งน่าสนใจทั้งมีความหมาย”
“คำกล่าวนี้ก็อาจไม่แน่เสมอไปว่าจะแม่นยำ พวกเราจะสามารถกลายเป็นขอบเขตบินทะยานได้หรือไม่ก็ต้องดูผลลัพธ์จากการพิศมรรคาในครั้งนี้ก่อน”
“ต้องให้นักพรตติ้งช่วยพวกเราพิสูจน์ว่าวิชาบินทะยานบทนี้จะใช้ได้หรือไม่ได้ เรื่องของการผสานมรรคาก็ไม่รู้ว่าจะทำได้เดือนปีไหน สวรรค์เท่านั้นที่รู้”
“ร้อยปีให้หลัง ถึงอย่างไรแม้กระทั่งผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ก็ไม่ค่อยมีค่าแล้ว หลายๆ ใต้หล้าอาจถูกทำลายจนพังภินท์ไปหมด หรือจะเป็นยุคสันติสุขไร้เรื่อง?”
เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าสะบัดชายแขนเสื้อ ยกแขนขึ้นประกบสองนิ้ว ชี้ไกลๆ ไปยังชื่อจริงเผ่าปีศาจบนชุดคลุมอาคมขาดวิน
ชื่อจริงของเผ่าปีศาจขอบเขตเซียนเหรินตนนั้นถูกกดลงเบาๆ เหมือนคนที่หมอบกราบอยู่บนพื้นลุกไม่ขึ้น ชุดคลุมอาคมสีแดงสดเว้ายุบลงไป
ทางฝั่งของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เซียนจวินปีศาจใหญ่ตนหนึ่งที่กำลังชนจอกสุราในงานเลี้ยงกับแขกผู้มีเกียรติพลันหายใจไม่คล่องคอ จิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือน
มันรีบออกคำสั่งให้เปิดค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาทันใด เรียกวัตถุแห่งชะตาชีวิตระดับอาวุธกิ่งเซียนสองชิ้นออกมาอย่างไม่ลังเล ร่ายวิชาอภินิหาร
งานเลี้ยงสุราดีๆ ที่มีสหายนั่งกันเต็มห้องโถงถูกก่อกวนจนอลหม่านวุ่นวาย เซียนจวินท่านนั้นเริ่มตรวจสอบด้วยตัวเองว่ามีสายลับแฝงตัวเข้ามาหรือไม่
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋ายิ้มบางๆ เอ่ยว่า ”ขอแค่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ ต่อให้มีใต้หล้าแห่งหนึ่งกั้นขวาง ต่ำกว่าบินทะยานลงมาก็ยังฆ่าได้ด้วยนิ้วเดียว”