ตอนที่ 3181
บทที่ 1146.3 ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนา
October 21, 2026
บทที่ 1146.3 ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนา ฟังมาถึงตรงนี้ หลี่ไหวก็อดไม่ไหวถามเสียงเบาว่า
“บนสวรรค์ไม่สนบ้างหรือ?”
ลู่ไถรู้สึกหดหู่ใจอยู่บ้าง
“สนสิ ทำไมจะไม่สนล่ะ” “มดที่ต่อให้ตัวใหญ่หน่อยก็ยังเป็นมดนี่นะ พวกนักพรตและพวกผู้ฝึกยุทธจับกลุ่มกันหาไออุ่น ก็ยังเป็นมดในเนินดินรังหนึ่งอยู่ดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์เยื้องกรายมาเยือน ฆ่าคนจนโลกมนุษย์เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ฆ่าจนสรรพชีวิตที่มีสติปัญญาทั้งหมดตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าข้ามลำบ่อสายฟ้าไปแม้แต่ครึ่งก้าว” “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าอาณาเขตของโลกมนุษย์ในเวลานั้นกว้างขวางไร้ที่สิ้นสุดถึงระดับไหน? เป็นเหตุให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เยื้องกรายมายังโลกมนุษย์ก็ยังต้องใช้หอบินทะยานสองหอเป็นเส้นทาง?” “หากจะบอกว่าการเรียนวรยุทธและมรรคกถามีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่แยกกันไปคนละสาย…”ถึงอย่างไรควันธูปทางใจแต่ละดอกในโลกมนุษย์ที่ลอยกรุ่นขึ้นสูงก็ล้วนเป็นเส้นทางเทพที่เชื่อมไปยังแผ่นฟ้านี่นา และเวลานี้เอง ลู่ไถก็หน้าซีดขาวไปเล็กน้อยเหมือนโดนฟ้าผ่า รีบเอ่ยเตือนว่า
“ไม่ดีแล้ว! มีการซุ่มโจมตี!”
อู๋หมิงซื่อตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรทุกวันนี้คนที่กล้ามาหาเรื่องที่นี่ หากไม่ใช่คนโง่ที่รนหาที่ตายก็ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับต้นๆ หยวนอิ๋งที่อยู่ห่างไปไกลตกใจสะดุ้งโหยง หลิ่วชียิ้มเอ่ย
“ชอบคนแบบนี้จริงๆ หรือ? ดูแล้วพึ่งพาไม่ค่อยได้หรือไม่?”
หยวนอิ๋งเห็นว่าอาจารย์มีสีหน้าสบายๆ นางก็โล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“เขามองโลกในแง่ร้ายเกินไป ข้าเห็นแล้วก็อดสงสารเขาไม่ได้”
หลิ่วชีพยักหน้า
“ก็ถือว่าได้รู้จักลู่ไถแล้ว”
ข้างทางที่อยู่ตรงหน้ามีผู้เฒ่าร่างผอมสูงคนหนึ่งโผล่มาจากความว่างเปล่า กับบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งที่รูปโฉมไม่สะดุดตา คล้ายกับเศรษฐีและคนแบกของที่เป็นผู้ติดตาม หยวนอิ๋งมีอาจารย์อยู่สองคน ลู่ไถเองก็เช่นเดียวกัน ลู่ไถไม่รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย การปรากฏตัวของผู้ถ่ายทอดมรรคาสองคนคือเรื่องที่สมเหตุสมผล เพียงแค่ว่าจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วก็เท่านั้น บนภูเขา บุคคลที่แค่พอพูดถึงแซ่ก็รู้ว่าเป็นใคร มีน้อยจนนับนิ้วได้
“โจว”
ถือเป็นหนึ่งในนั้น
เจียงเซ่อยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉินผิงอันไร้เรี่ยวแรงให้เอาคืน เลือดสดสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนหล่นกระจายลงพื้น เป็นเหตุให้ซากปรักสนามรบโบราณแห่งหนึ่งที่เหลือแต่เศษซากเปลี่ยนมามีชีวิต มีภูเขาสายน้ำก่อน แล้วจึงตามมาด้วยนครหน้าด่าน แล้วยังมีชาวบ้านที่ใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ เหมือนม้วนภาพโลกมนุษย์ที่มีชีวิตชีวา แค่รอให้ “บุคคลประเภทต่างๆ” เข้ามาพักอยู่ข้างใน กลายเป็นดินแดนที่มีเจ้าของ มีชีวิตอย่างแท้จริงเท่านั้น
ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบ ประหนึ่งรอยเปื้อนบนผนังสีขาวประหนึ่ง “เชือก” เจ็ดสิบกว่าเส้นที่ถูกขึงให้ตัดสลับถักทอกันพาดผ่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน ล้วนเป็นพายุหมัดที่รวมตัวกันเนิ่นนานไม่สลายหายไปไหน เหมือนเหล็กเส้นหลายเส้นที่ตัดแบ่งฟ้าดินแห่งนี้เหมือนก้อนเต้าหู้อ่อนนุ่ม เจียงเซ่อเพียงแค่ขมวดคิ้วน้อยๆ เขามองคนผู้นี้สูงมากพอแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ อีกฝ่ายจะรับมือได้ยากยิ่งกว่า? ก่อนหน้านี้คิดไว้ว่าจะรีบรบรีบจบแต่ดูท่าคงยากที่จะทำสำเร็จแล้ว?
เขาใช้หางตาเหลือบมองกระบี่ยาวเล่มนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระบี่โบราณที่ห้อยแขวนอยู่ใต้สะพานหินโค้งของถ้ำสวรรค์หลีจูซึ่งเป็นการจำแลงจากวิญญาณกระบี่ของผู้ครองกระบี่ หรือจะเป็นร่างจริงของผู้ครองกระบี่หนึ่งในห้าเทพสูงสุด อันที่จริงล้วนไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
ทุกเรื่องล้วนยากที่การเริ่มต้น แต่ขอแค่ผูกพันธะสัญญากับอีกฝ่ายแล้ว นี่ก็คือมหามรรคาเชื่อมโยงฟ้าเส้นหนึ่งที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีทางถูกทิ้งไปกลางคัน ในฐานะลูกศิษย์เตาเผาที่เกิดและเติบโตมาในพื้นที่ ปีนั้นเฉินผิงอันได้โชควาสนาส่วนนี้ไป หลังจากนั้นบนเส้นทางการฝึกตน ผลประโยชน์ที่กระบี่เล่มนี้มอบให้กับเจ้านายผู้ที่ผูกพันธะสัญญาด้วยก็น้อยมาก น้อยจนเกินกว่าเหตุ
เจียงเซ่อสร้างสำนักการทหารขึ้นมา หนึ่งในรากฐานของมหามรรคาก็คือฟ้าอำนวยดินอวยพร คนสามัคคี ทุกเรื่องราวทุกวัตถุล้วนควบคุมได้เหมือนแขนขาของตัวเอง ล้วนถูกเขาดึงเอามาใช้งานได้ ไม่อาจทำให้ “วิญญาณกระบี่” ตนหนึ่งใช้ประโยชน์ของตัวเองได้ถึงที่สุด ก็ช่างเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรสวรรค์จริงๆ
ตระกูลยากจนที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกปากหม้อ แต่กลับมีของตกแต่งในห้องหนังสือที่มีมูลค่าเท่าทองนับหมื่นชั่ง เป็นได้แค่เครื่องประดับไปปีแล้วปีเล่า เพื่ออะไร? ทุกวันแม้จะท้องหิว แต่ตาอิ่มอย่างนั้นหรือ?
ในความเห็นของเจียงเซ่อ บางทีศิษย์พี่สองคนในสายเหวินเซิ่งของปีนั้น ฉีจิ้งชุนเหมือนจะเกิดความเห็นต่างกับชุยฉาน ต่างคนต่างยึดมั่นในความคิดของตัวเอง หันหลังให้กันบนมหามรรคา ความรู้ของทั้งสองฝ่ายยากที่จะปรับเข้าหากันได้ ฉีจิ้งชุนที่โน้มน้าวให้ “วิญญาณกระบี่” รับเจ้านายได้สำเร็จคือผู้รอบรู้ที่อ่านตำราอริยะปราชญ์ ดังนั้นจึงไม่หวังให้เฉินผิงอันถูกวัตถุนอกกายแทรกซึมจิตแห่งมรรคาและนิสัยดั้งเดิมมากเกินไป อยากจะให้เฉินผิงอันจงใจทิ้งระยะห่างกับวิญญาณกระบี่ ให้มีการทำสัญญาหกสิบปี ให้ฝ่ายหลังมีหน้าที่มากกว่าเก่า คือยันต์คุ้มกันกายที่มองไม่เห็นแผ่นหนึ่งไม่จำเป็นต้องเผยกาย แค่เอามาใช้ข่มขู่ผู้ฝึกตนบนยอดเขาส่วนน้อยว่าอย่าได้อาศัยขอบเขตและตบะกระทำการอย่างกำเริบเสิบสาน ใครกล้าทำลายกฎก็ระวังว่าแม้กระทั่งกฎระเบียบในโลกมนุษย์ก็อาจหมดไปด้วย
ในขั้นตอนนี้ แน่นอนว่าต้องมีคนที่ไม่เชื่อถือ หมายมั่นปั้นมืออยากจะลงมือ ดังนั้นบรรพบุรุษผู้กอบกู้ความรุ่งเรืองให้กับสำนักใบถงขอบเขตบินทะยานผู้นั้นจึงกลายมาเป็นตัวอย่างสำเร็จรูป เอาไว้ใช้เตือนคนที่อยู่เบื้องหลัง ต้องรู้ว่าแม้กระทั่งคราบร่างเขียนของตู้เม่า ทุกวันนี้ก็เป็นของส่วนตัวของภูเขาลั่วพั่ว ผู้ฝึกตนทำเนียบของศาลบรรพจารย์สำนักใบถง มีหรือจะไม่รู้เรื่องวงในเรื่องนี้ แต่มีใครกล้าพูดอะไรหรือไม่?
คนที่พอจะเข้าใจภูเขาลั่วพั่วและเจ้าขุนเขาเฉินอยู่บ้างต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า ทำไมเฉินผิงอันถึงไม่ยอมเรียกฉีจิ้งชุนว่าศิษย์พี่ แต่เรียกเขาด้วยความเคารพว่าอาจารย์ฉีมาโดยตลอด สำหรับเฉินผิงอันแล้ว ฉีจิ้งชุนก็เหมือนครูผู้สอนที่มีความรู้มากเหมือนรถบรรทุกห้าคันอ่านตำราบทกวีมาจนเต็มอิ่ม มีความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรู้และกลวิธีแห่งการสอบเข้ารับราชการให้กับเด็กนักเรียนในตระกูลปัญญาชน สิ่งที่ฝ่ายแรกสอน สิ่งที่ฝ่ายหลังเรียน ล้วนมุ่งสู่การเป็นนักปราชญ์เป็นอริยะทั้งสิ้น แต่แล้วจู่ๆ มีวันหนึ่ง เด็กหนุ่มที่อายุเริ่มมากขึ้นกลับบอกว่าจะไม่เรียนหนังสือแล้ว แต่วิ่งขึ้นไปบนภูเขา กลายเป็นไปเป็นโจร ลุกฮือก่อกบฏ บอกว่าจะช่วงชิงตำแหน่งราชา ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้