ตอนที่ 3188
บทที่ 1148.2 ไม่มีเรี่ยวแรงเอาคืน
October 21, 2026
บทที่ 1148.2 ไม่มีเรี่ยวแรงเอาคืน “น่าเสียดายที่เจ้าไม่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนวรยุทธและการหลอมกระบี่ ต่างก็ไม่มีคำว่า “บริสุทธิ์” น่าสงสาร กลับกลายเป็นว่าความเป็นเทพที่เจ้ามองเป็นศัตรูที่ใหญ่ที่สุดบนมหามรรคาต่างหากถึงจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่มีโอกาสจะบริสุทธิ์ ยิ่งน่าสงสารกว่าเดิมอีก”
เบื้องหน้ามีทะเลสาบใหญ่ขวางทาง เจียงเซ่อดูแคลนที่จะเดินอ้อมไป จึงเดินตรงดิ่งเข้าไปข้างใน เหยียบลงไปบนพื้นผิวกระจกสีเขียวมรกตที่อ่อนนุ่มราวกับดินโคลน ปราณกระบี่ที่ทำท่าหมายมั่นปั้นมือล้วนถูกบังคับสยบกำราบเอาไว้ ขนาดคนที่หยิ่งทระนงอย่างเจียงเซ่อก็ยังจำต้องเอ่ยชื่นชมอยู่ในใจว่าเจ้าเด็กเฉินผิงอันผู้นี้เพิ่งจะมีอายุขัยการฝึกตนแค่เท่าไรเอง แต่ถึงกับสามารถสะสมทรัพย์สมบัติไว้ได้มากขนาดนี้
“กินอะไร กินโชคชะตาบู๊ กินปราณวิญญาณ สมบัติอาคม เงินเหรียญทองแดงแก่นทอง แท่นสังหารมังกร ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นการกินข้าวหัวขาดหนึ่งชาม ผลกลับกลายเป็นว่าได้ดีความเป็นเทพไปทั้งหมด” “ฟังคำแนะนำข้าสักคำ ขังมันไว้ไม่อยู่หรอก การชักคะเย่อครั้งนี้ผลลัพธ์ได้ถูกกำหนดเอาไว้นานแล้ว ดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่สู้ยอมแพ้ไปสักครึ่งหนึ่ง ให้ความเป็นเทพได้ยืดขยายอย่างเต็มที่ ไยจะไม่ใช่ความอิสระอีกอย่างหนึ่งเล่า”ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เฉินผิงอันถึงได้แต่งกายแบบนักพรตเต๋า สวมกวานดอกบัวไว้บนศีรษะ เรือนกายสวมชุดคลุมเต๋าผ้าโปร่งสีเขียว มือซ้ายถือแส้ปัดฝุ่นสีขาวหิมะ มือขวาถือประคองเจดีย์ป่ายอวี้จิงจำลองขนาดจิ๋ว ทั่วร่างคือปราณเต๋าเข้มข้นเหมือนสิ่งที่จับต้องได้จริง มีประกายแสงม่วงเหลืองที่เจิดจ้าพร่าตา ด้านหลังส่องรัศมีแสงของตะวันจันทรา ในที่สุดก็ยอมเปิดปาก แต่กลับเป็นการเอ่ยสัพยอกเจียงเซ่อ
ของเลียนแบบที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเฉินผิงอันที่เป็น “นักพรต” คนนั้น ป่ายอวี้จิงที่มี ห้านครสิบสองหอเรือนต่างก็มีประกายแสงเรืองรองเล็กๆ สาดส่องออกมาเป็นเส้นๆ และยังมีตำราลับสีเขียวเป็นจุดๆ ที่ส่องแสงเรื่อเรืองเช่นกัน เจียงเซ่อได้ยินก็ทั้งขันทั้งฉุน ในการมองเห็น ตรงใจกลางทะเลสาบมีศาลายอดแหลมปูหลังคาด้วยแก้วใสสีเขียวแห่งหนึ่ง มีมือกระบี่ชุดขาวคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะกำลังต้มเหล้ารอต้อนรับแขก เดินถือกระบี่ออกมาจากศาลา ยิ้มเอ่ยอย่างห้าวเหิมว่า
“ลูกผู้ชายฝีมือดี จงบอกชื่อแซ่มา หลังจากดื่มเหล้ากับข้าไปแล้วก็ถึงคราวที่เจ้าจะได้ขึ้นเขาไปต่อสู้กับอธรรมแล้ว”
เจียงเซ่อรู้สึกประหลาด จึงไม่เสียเวลาพูดคุยกับอีกฝ่าย เรือนกายพุ่งกระโจนไปข้างหน้า ยกหอกขึ้นมา แทงภาพลวงตามือกระบี่ที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้าให้แหลก บอกว่าเป็นภาพลวงตาก็เพราะปรากฏอยู่ในสายตาของเจียงเซ่อเท่านั้น หากปรมาจารย์วิถีวรยุทธทั่วไปมาเห็นเข้า ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางมาเจอเข้า ไม่แน่ว่าอาจต้องเปลืองเรี่ยวแรงมากมายกว่าจะโจมตีให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ไปได้ เพียงไม่นานเจียงเซ่อก็เข้าใจจุดเชื่อมโยงของเรื่องราว เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดที่เกิดจากจินตนาการ ไม่อาจเอามาใช้ประโยชน์ในงานใหญ่ได้”
นักพรตเฉินผิงอันยิ้มบางๆ“อย่าพูดมาก จะลดทอนมาดของยอดฝีมือไปเสียเปล่าๆ สหายจงเรียนรู้จากข้าให้มากๆ ตระหนักถึงสัจธรรมในการรักษาพลังจิตให้ได้ครบถ้วนอย่างกระจ่างแจ้งมานานแล้ว”โบกแส้ปัดฝุ่นไปทางเจียงเซ่อหนึ่งที นักพรตทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า“คนที่อำมหิตโหดร้าย กระทำผิดต่อวิถีแห่งมรรคา แล้วยังกล้าปลดปล่อยความโหดเหี้ยมอย่างไร้เหตุผลเช่นเจ้า จงรับความตายไปแต่โดยดี”เจียงเซ่อหลุดหัวเราะพรืด หากจะบอกว่าการปล่อยหมัดใส่เขาคือการนับบรรพบุรุษกลับเข้าสำนัก ถ้าอย่างนั้นเจ้าเด็กนี่ร่ายวิชาอภินิหารกองทัพหยินข้ามผ่านดินแดนบทนี้ นี่คือตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะเปลี่ยนมาใช้แซ่เจียงแล้วหรือ?
เห็นว่าบนพื้นผิวทะเลสาบมีการจัดขบวนทัพ ลองประมาณการณ์ดูคร่าวๆ ก็มีกองทัพหยินภูตผีอยู่หลายแสนตน ต่างฝ่ายต่างจัดขบวนรบ ชูธงใหญ่ผืนแล้วผืนเล่า แม่ทัพใหญ่ที่เป็นผู้นำบ้างก็สวมเสื้อเกราะถืออาวุธ บ้างก็นั่งบัญชาการ ทันใดนั้นเสียงเสื้อเกราะของกองทัพหยิน เสียงกีบเท้าม้า และเสียงรัวกลองที่อยู่บนทะเลสาบก็ดังราวกับฟ้าผ่า พุ่งทะยานเข้าไปในชั้นเมฆ กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่ามารวมตัวกัน เมฆหนาดำทะมึนหลายก้อนก่อตัวขึ้นกลางอากาศ มัลละถือศาสตราวุธเทพสวมเสื้อเกราะวิเศษรวมตัวกันเหมือนฝูงตั๊กแตน มากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว ส่งผลให้เหนือทะเลเมฆแต่ละยอดดำทะมึนเหมือนสีหมึก
เจียงเซ่อถือหอกตรงดิ่งเข้าไปในศาลา ไม่มีความคลางแคลงใจแม้แต่น้อย ยกเหล้าอุ่นกานั้นขึ้นมากระดกดื่มจนหมดแล้วเช็ดปาก พยักหน้า สุราดี โยนกาเหล้าทิ้งไป เดินออกมาจากศาลา เจียงเซ่อเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า“ทัพทลาย”หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้เจียงเซ่อถือหอกทำลายขบวนทัพคือวิธีการของผู้ฝึกยุทธที่ใช้กำลังของคนคนเดียวปราบสิบคน ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็คือคำว่าเอ่ยวาจาคาถาตามติดอย่างสมชื่อแล้ว คำว่า “ทัพทลาย” เหมือนอสนีบาตที่ผ่าเปรี้ยงไปทั่วฟ้าดิน กองทัพหยินบนทะเลสาบและแม่ทัพเทพกลางเมฆจำนวนนับล้านล้วนไม่มีใครที่หลุดลอดไปได้ พริบตานั้นก็ถูกฟันจนสิ้นซาก ควันเข้มข้นกลิ้งหลุนๆ ซัดตลบอยู่ระหว่างฟ้าดิน เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วทุกหนแห่ง หากตั้งใจฟังให้ดีก็คล้ายกับจะมีเสียงสะอื้นคร่ำครวญของสตรีนับไม่ถ้วนดังขึ้นๆ ลงๆ ด้วย
เจียงเซ่อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คนที่ทำสงครามมีหรือจะสนใจฝุ่นผงที่แค่ลมพัดมาก็ปลิวหายไปพวกนี้ หากทำสงครามอย่างใจอ่อนไร้ความหนักแน่น ป่านนี้จิตแห่งมรรคาก็คงถูกทำลายเสียหายไปนานแล้ว
“สหายโปรดหยุดก่อน ไม่สู้ปลีกเวลาว่างมาอ่านตำรา”