ตอนที่ 3234
บทที่ 1166.1 นิทานสอนใจ
October 21, 2026
เจียงเซ่อได้แต่มองดูอู๋ซวงเจี้ยงจรดพู่กันเซียนบันทึกประวัติศาสตร์โดยที่ทำอะไรไม่ได้ ตัวเขาเองเหมือนคนนอกสถานการณ์ที่มาชมความครึกครื้นเสียมากกว่า ในเมื่อเลือกที่จะให้อู๋ซวงเจี้ยงเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ก็เท่ากับว่าเฉินผิงอันเป็นฝ่ายยก “ชื่อเสียง” ให้กับอู๋ซวงเจี้ยง
“บันทึกประวัติศาสตร์” บทนี้เป็นอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นตำราประวัติศาสตร์ของทางการเลย เพราะเนื้อหาของมันเหมือนประวัติศาสตร์นอกกรอบมากกว่า
เจียงเซ่อส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ขี้ขลาดกลัวเกิดเรื่องเช่นนี้มาเป็นอิ่นกวานได้อย่างไร กลัวจะตกเป็นที่ต้องสงสัยว่ายึดครองคุณความชอบใหญ่เทียมฟ้ามาเป็นของตนอย่างนั้นหรือ? หรือกลัวว่าจะต้องแบกรับผลกรรม ไม่กล้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลียุควุ่นวายของใต้หล้ามืดสลัว?”เจียงเซ่อพูดกับตัวเองว่า “หากเป็นเช่นนี้ก็พอจะเข้าใจได้อยู่บ้าง ตัวการร้ายที่ทำให้ใต้หล้าแห่งหนึ่งตกอยู่ในความวุ่นวาย ในสามสถานะอย่างตำแหน่ง ชื่อเสียงและผลประโยชน์นี้ ก็เป็นเฉินผิงอันที่มีแต่ชื่อที่ถือว่าเสียเปรียบมากที่สุด”อู๋ซวงเจี้ยงยิ้มเอ่ย “ข้าเดาว่าบนสวรรค์ก็มีประวัติศาสตร์นอกกรอบที่สมชื่ออยู่บทหนึ่งเช่นกัน เขียนไว้ว่าเฉินผิงอันแห่งโลกมนุษย์ วางค่ายกลสังหารเจียงเซ่อ ช่วงชิงตำแหน่งควบกับชื่อเสียงของอีกฝ่าย ระหว่างนี้ฝีมือในการเล่นหมากล้อมของโจวมี่ด้อยกว่าระดับหนึ่ง ฆ่าคนไม่สำเร็จกลับกลายมาเป็นพันธมิตรกัน ออกแรงช่วยเหลือค่อนข้างมาก?”เฉินผิงอันหรี่ตาหนึ่งทีแต่กลับไม่ได้ปฏิเสธ เจียงเซ่อตกตะลึง จิตใจของบัณฑิตทุกวันนี้สกปรกจริงๆ!
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าว “เฉินอิ่นกวาน เจ้าสามารถเปิดราคามาได้ตามสบายเลย”
ศึกในวันนี้มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มเพิ่มมาจาก ‘ความว่างเปล่า’ บวกกับกระบี่จำลองสี่เล่มที่เขามอบให้ ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ เชื่อว่าเรื่องของการหลอมกระบี่ เฉินผิงอันคงมีงานให้หลอมแล้วจริงๆ
เจียงเซ่อพลันถามว่า “ไม่อยากรู้หรือว่าทำไมข้าถึงได้ล้มเลิกความคิดที่จะ… ดิ้นรนก่อนตาย?”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้าไม่ถาม พอไปถึงเรือราตรี เจ้าเองก็ต้องเป็นฝ่ายอธิบายด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้นมีแต่จะยิ่งขายหน้า เพราะไม่แน่เสมอไปว่าจะมีใครยินดีถาม แบบนั้นจะไม่ยิ่งแย่หรอกหรือ ”เจียงเซ่อสะอึกอึ้งพูดไม่ออก ในฐานะผู้อาวุโส ตำหนิเจ้าแค่ไม่กี่คำ ไฉนถึงยังเจ้าคิดเจ้าแค้นเช่นนี้
เจียงเซ่อพึมพำกับตัวเองว่า “หากศักยภาพของพวกเจ้าสามคนอ่อนด้อยกว่านี้ ตายก็ตาย แพ้ก็แพ้ หนีก็หนี ผลลัพธ์ควรเป็นอย่างไรก็ควรต้องเป็นอย่างนั้น”“เช่นเดียวกัน พวกเจ้าอาศัยความสามารถเอาชนะไปได้อย่างสวยงาม ว่องไวไม่อืดอาดชักช้าเลยแม้แต่น้อย ข้าตกอยู่ในสภาพการณ์อย่างตอนนี้ ไม่เหลืออะไรสักอย่าง จะเป็นคนก็ไม่ใช่คน จะเป็นผีก็ไม่ใช่ผี ไม่ใช่เทพไม่ใช่เซียน ข้าย่อมยอมรับ”
พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเจียงเซ่อก็เป็นประกายสดใส “นอกจากเรื่องที่ไม่สามารถอยู่ในสองสภาวะสมบูรณ์แบบเพื่อชั่งน้ำหนักประโยคที่ว่า “เจ้าตาย ข้ารอด’ ของเจิ้งจูจีจงว่าเป็นจริงหรือเท็จ ซึ่งข้าค่อนข้างจะรู้สึกเสียดายแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็ล้วนสาแก่ใจอย่างมาก แน่นอนว่าการสยบกำราบบนมหามรรคาอีกมากมายที่มองไม่เห็นซึ่งทำให้หงุดหงิดอย่างถึงที่สุด ข้าผู้แซ่เจียงมิอาจฟื้นคืนตบะสูงสุดมาได้ แต่ก็อยู่ในการวางแผนการของพวกเจ้า ในศึกสงคราม ย่อมใช้เล่ห์กลเป็นหลัก ตามเหตุตามผลแล้วก็ควรเป็นเช่นนี้”“ข้าออกจากภูเขามาในครั้งนี้ ก่อนหน้านั้นได้ทิ้งถ้อยคำฮึกเหิมเอาไว้ นั่นไม่ใช่คำลวงจงใจหลอกเด็กรุ่นหลังเช่นเจ้าอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่ายังมีทางอีกเส้นที่ข้าอยากเดิน เงื่อนไขก็คือรู้อย่างชัดเจนว่าทางสายแรกเดินไปไม่ได้ มีเพียงพวกเจ้าขวางทางได้สำเร็จ ดักปล้นชิงบนมรรคาไปได้ ถึงจะมีบทสนทนาระหว่างพวกเราในตอนนี้”
เจียงเซ่อมองอู๋ซวงเจี้ยง ก่อนจะหันไปมองเจียงซ่างเจินแล้วเอ่ยว่า “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อคราวถึงวาระและหน้าที่มีไม่อาจปล่อยให้เรื่องรักใคร่อ่อนไหวมารบกวนได้ มิใช่ว่าไม่รู้สึกอะไรเลย เพียงแต่ว่าจำต้องทำใจให้แข็งดุจศิลา นี่เปิดเผยตรงไปตรงมายิ่งกว่าการเล่นเล่ห์เพทุบายของวงการขุนนางในราชสำนักโลกยุคหลัง และการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจวนเซียนบนภูเขาและตระกูลใหญ่ล่างภูเขามากนัก”“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากไม่เป็นข้าผู้แซ่เจียงที่มีปราณสังหารอบอวลเป็นผู้เขียนหน้าแรกของบทใหม่กับมือตัวเอง หรือไม่ก็ต้องให้ชื่อของเจียงเซ่ออยู่ช่วงท้ายสุดของบทเก่าที่นองไปด้วยเลือด บ้างก็เป็นคนเก่าที่สังหารคนใหม่ พิสูจน์ว่าวันนี้ไม่เหมือนในอดีต หรือไม่ก็เป็นคนใหม่ที่ฆ่าคนเก่า่…”
สุดท้ายเจียงเซ่อเหมือนให้ข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลงแก่ตัวเอง“แพ้ชนะกับเป็นตายล้วนเป็นข้าที่รนหาที่เอง”ชุ่ยตงซานพยักหน้า หากไม่มีนิสัยใจคอเช่นนี้ ไม่มีความกล้าหาญเช่นนี้ เจียงเซ่อก็ไม่ใช่เจียงเซ่อแล้ว นี่ก็น่าจะเป็นดังคำโบราณที่บอกว่าแม้พยัคฆ์ตาย สง่าราศีก็ยังไม่จางหาย เจียงซ่างเจินถอนหายใจ
ไม่เสียแรงที่เป็นปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร พูดจามีพลัง ทั้งๆ ที่เป็นคำพูดที่เรียบง่าย เหมือนคำพูดสัพเพเหระทั่วไป แต่คนนอกฟังแล้วกลับจิตใจหวั่นไหว หากตนสามารถทำตามอย่าง เอามาปรับใช้ในเรื่องความรัก จะไม่เท่ากับว่ากำราบทุกสิ่งที่ขวางหน้า ยังจะมีเทพธิดาและจอมยุทธหญิงคนใดที่สามารถต้านทานได้อีก?
เจียงเซ่อปรายตามองเจียงซ่างเจิน“เจ้านี่มันคือสุนัขที่ไม่เปลี่ยนนิสัยกินอาจมจริงๆ เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ข้ามองเจ้าสูง”ใบหน้าเจียงซ่างเจินเต็มไปด้วยความอ่อนใจ เอาแต่จับจ้องข้าไม่ยอมปล่อยเสียทีหรือ?
“แต่พวกเจ้าก็อย่าดีใจกันเร็วเกินไปนัก”
เจียงเซ่อกำสองมือเป็นหมัดวางไว้บนหัวเข่า“ลองจินตนาการดู สลับเปลี่ยนตำแหน่ง หากพวกเจ้าคือหนึ่งในเทพที่นั่งบัญชาการณ์สรวงสวรรค์บรรพกาลแห่งนั้น มองผู้หลอมลมปราณเหล่านั้นเหมือนฝูงมด เหมือนฝูงตั๊กแตนที่กรูกันเข้ามา ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะรู้สึกเช่นไร?”อู๋ซวงเจี้ยงสะบัดชายแขนเสื้อ จำแลงภาพเหตุการณ์ที่เจียงเซ่อบรรยายไว้ออกมา ทุกคนจึงเหมือนมาอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ของสรวงสวรรค์บรรพกาล อยู่บนฟ้าคอยมองพื้นดิน
เห็นเพียงว่าสรรพชีวิตบนพื้นล้วนมารวมตัวกันอยู่สี่ทิศทาง แล้วก็เริ่มเดินขึ้นฟ้า ในบรรดานั้นนอกจากหอบินทะยานสองแห่งแล้วก็ยังมีนักพรตอีกนับไม่ถ้วนที่จับมือกันบินทะยาน บนพื้นดินที่กว้างใหญ่เหมือนปูไว้ด้วยธารดวงดาวพรั่งพราวเส้นหนึ่ง ถึงกับแจ่มจ้าสะดุดตายิ่งกว่าบนสวรรค์ ประหนึ่งจิตแห่งมรรคาที่บริสุทธิ์ดวงหนึ่งของนักพรตที่มีชื่อว่าโลกมนุษย์
ภายใต้การนำพาของ “หมอผี” จำนวนนับไม่ถ้วน พวกเขาสร้างหอสูงขึ้นมา จุดคบเพลิง เพียงแต่ว่าครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ร้องรำเซ่นไหว้บูชาเพื่อขอให้เหล่าองค์เทพโปรดปรานและให้อภัย แต่ขอพรให้กับสรรพชีวิตในโลกมนุษย์ แสงไฟแต่ละจุดทยอยกันถูกจุดติดขึ้นมา คำพูดภาษาโบราณก็ทยอยกันดังขึ้นเป็นระลอก เพลิงใหญ่ลามไปทั่วทุ่งกว้าง เชื่อมโยงติดต่อกันเป็นแถบๆ เกิดเป็นภาพมังกรเพลิงหลายต่อหลายตัวที่เลื้อยคดเคี้ยว
จิตวิญญาณของเจียงซ่างเจินสายไหว พึมพำว่า“ไฉนในโลกมนุษย์ถึงมีคนที่ยอม… สังเวยตัวเองในเวลาเดียวกันมากมายขนาดนี้?”ชุ่ยตงซานช่วยอธิบายให้ฟัง“เพราะพวกเราไม่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้น และพวกเราก็ไม่เคยมีช่วงเวลาที่เป็นนายแห่งชะตาชีวิตตัวเองได้นานนับหมื่นปี ไม่เคยมีวันเวลานานหมื่นปีที่ใจคนผ่อนคลายไปตามธรรมชาติแต่วิถีทางโลกกลับเปลี่ยนไป มีดีมีเลวก็เหมือนอย่างที่ป๋ายจิงบอกว่านักพรตในทุกวันนี้ หัวเราะก็ไม่ได้หัวเราะจริงๆ ร้องไห้ก็ไม่ได้ร้องไห้อย่างแท้จริง ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของนางก็คือ จิตแห่งมรรคาของพวกเราซับซ้อนจนเราไม่ใช่เราอีกต่อไปแล้ว
ก็เหมือนที่เจียงเซ่อรู้สึกว่านักพรตในทุกวันนี้ ในเรื่องของการวางแผนเล่นงานใจคน ร้ายกาจมากกว่าที่คนของเมื่อหมื่นปีก่อนจะเทียบได้ติด ถึงกับสามารถวกวนอ้อมค้อม อีกทั้งยังแม่นยำได้ถึงเพียงนี้“
พูดถึงแค่ศึกที่แผ่นดินจมดิ่งที่ใบถงทวีป แน่นอนว่ามีผู้เฒ่าอย่างเทียนจวิน ผู้เฒ่าของภูเขาไท่ผิง และสวนิยวนแห่งสำนักกุยหยก แล้วก็มี ‘คนวัยกลางคน” อย่างเจียงซ่างเจิน แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นคนรุ่นเยาว์ที่กล้าสละชีวิตอย่างไม่กลัวตาย