ตอนที่ 3233
บทที่ 1165.2 เขียนด้วยมือไว้บนฟ้าคราม
October 21, 2026
“เลือดเนื้อและจิตวิญญาณของเจ้าเด็กนี่ไม่ได้แหลกสลายกลายเป็นเถ้าแห่งเคราะห์กรรมไปพร้อมกัน ก็ถือว่าเป็นความบังเอิญโชคดีที่ใหญ่เทียมฟ้าแล้ว”
“จะว่าไปแล้วก็เพราะยังไม่ได้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ด ร่างกายยังไม่แข็งแกร่งมากพอ ไม่อย่างนั้นโจวมี่ก็คงไม่ได้แค่หยุดพักไปสองสามร้อยปีเท่านั้น” สีหน้าของเจิงจวีจงเป็นปกติดังเดิม
นี่ต่างหากจึงจะเป็นวิธีการที่สมควรมีของชุยฉาน อู๋ซวงเจียงรู้สึกสะทกสะท้อนใจยิ่งนัก
ประเด็นสำคัญคือบรรพจารย์สามลัทธิก็ดี จือสือที่บินทะยานไปกะทันหันก็ช่าง บวกกับเฉินผิงอัน ระหว่างพวกเขาไม่มีการวางแผนล่วงหน้าใดๆ กันมาก่อนเลย
เฉินผิงอันกล่าว “ไม่สู้ท่านไปอีกสักรอบ?”เจียงเซ่อกำลังจะเปิดปากพูด หนิงเหยากลับหรี่ตาเอ่ย “เจียงเซ่อ เจ้าลองพูดอีกสักคำดูสิ”เจียงเซ่อยกสองมือขึ้น บอกเป็นนัยว่าพวกเจ้าสองคนเชิญออดอ้อนคลอเคลียกันต่อได้เลย
คนที่ปราณสังหารเข้มข้นที่สุดก็คือหนิงเหยา
ลำพังแค่ส่วนที่เจียงเซ่อสัมผัสได้ เฉินผิงอันก็เคยโน้มน้าวไปแล้วสองครั้ง ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งเจิงจวีจงก็ยังเคยเกลี้ยกล่อมไปแล้วครั้งหนึ่ง หากผู้ครองแห่งเปลี่ยวร้างก็เป็นสตรีคนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็คงน่าสนใจแล้ว
เจิงจวีจงพลันเอ่ยว่า “โจวชิงเกาผู้นั้นก็น่าจะเป็นสตรีถึงจะถูก”มู่อี๋ นักพรตผู้หูตามืดบอดที่ตบะต่ำต้อยซึ่งเป็นผู้นำของกระโจมทัพเจียเซินในอดีต ภายหลังเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของโจวมี่ โจวมี่ตั้งชื่อให้อีกฝ่ายก้าวเดียวขึ้นฟ้าในขอบเขตเส้นเอ็นหลิวกลายเป็นขอบเขตหยกดิบ หลังจากนั้นขอบเขตเซียนเหริน บินทะยาน ก็ล้วนเป็นของในกระเป๋าที่แค่ล้วงมือควานไปก็เจอ
เจียงซ่างเจินคิดเป็นร้อยตลบแล้วก็ยังไม่เข้าใจ หากจะบอกว่าเจ้าขุนเขาเฉินใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีเรียกเป่ยโต่วออกมาสังหารเจียงเซ่อ แต่ไฉนเจิงจวีจงกับอู๋ซวงเจียงถึงได้ไม่กำจัดเจียงเซ่อให้สิ้นซากเพื่อเป็นการถอนรากถอนโคน?
ทิ้งภัยแฝงใหญ่แบบนี้ไว้ทำไม? ไม่กลัวจริงๆ หรือว่าเจียงเซ่อจะเป็นขี้เถ้าติดไฟฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ใหม่บนมหามรรคา? หากเจียงเซ่อคือวีรบุรุษที่นึกจะตายก็ตายอย่างในตำราประวัติศาสตร์ก็ว่าไปอย่าง ปัญหาคือเจียงเซ่อกลับเป็นผู้กล้าที่มีความสามารถโดดเด่นได้อย่างสมศักดิ์ศรี บุคคลที่เป็นเช่นนี้ ขอแค่มีโอกาสสักเล็กน้อยก็จะต้องการสร้างคลื่นมรสุมโถมเทียมฟ้าได้อย่างแน่นอน
เจิงจวีจงเปิดปากถาม “ทางฝั่งของภูเขาเจินอู่คิดจะมอบหินลับกระบี่ของภูเขาหลงจี๋กี่มากน้อยให้เป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดีที่เจ้ามารับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลี?”เฉินผิงอันกล่าว “สี่ส่วนที่เหลือล้วนมอบให้ทั้งหมด ซ่งจิง บุตรสาวของเยว่ติ่งผู้เป็นเจ้าขุนเขาคือผู้ฝึกกระบี่ นางมีกระบี่บินตัวอักษรเดียวอยู่เล่มหนึ่งที่สามารถตัดแบ่งหินสังหารมังกรไปพร้อมกับการหลอมกระบี่ได้ เงื่อนไขทั้งหลายที่ภูเขาเจินอู่เสนอมา อันที่จริงล้วนไม่ถือเป็นเงื่อนไขอะไรเลย”เจิงจวีจงกล่าว “กลับไปแล้วสามารถให้ซ่งจิงไปกราบลู่จือเป็นอาจารย์ได้”เฉินผิงอันพยักหน้า เรื่องนี้สามารถทำได้
เจิงจวีจงให้คำแนะนำ “หากหนิงเหยาไม่รู้สึกยอกแสลงใจ ชุดคลุมอาคมจินหลี่บนร่างตัวนั้นก็สามารถมอบต่อให้เด็กสาวที่ใช้นามแฝงว่าเฉิงซานไฉ่ได้ การกระทำเช่นนี้สามารถสะบั้นผลกรรมทางโลกไปได้ส่วนหนึ่ง นางคือเผ่าพันธุ์เจียวหลงเพียงหนึ่งเดียวที่รอดพ้นหายนะมาได้ หากนางยินดีไปอยู่ภูเขาลั่วพั่วก็ยังพอทำเนา เท่ากับว่าทั้งสองฝ่ายได้รวบรวมโชควาสนาตระกูลเซียนส่วนหนึ่งมาด้วยกัน แต่ในเมื่อนางกราบลู่จือเป็นอาจารย์ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพัวพันกันอีก”หนิงเหย่ายิ้มเอ่ย “เรื่องเล็ก หลังจากนี้เมื่อออกไปจากที่นี่ข้าสามารถไปเยือนสำนักกระบี่หลงเซียงรอบหนึ่งก่อน แล้วค่อยหวนกลับไปยังใต้หล้าห้าสี”เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “สามารถเตือนนางได้ว่า คำพูดที่ข้าเคยเอ่ยไว้ในคราวนั้น ข้ายยังคงรักษาคำพูด”หนิงเหยาพยักหน้ารับ
เจิงจวีจงถาม“เฉินผิงอัน เจ้าได้หลอมธนูโบราณคันนั้นเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิตหรือไม่?”เฉินผิงอันส่ายหน้า“ยังเก็บเอาไว้ ตอนนี้ก็อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยา ไม่กล้าหลอมของชิ้นนี้ง่ายๆ กลัวว่าจะตกหลุมพราง“ในนครเถี่ยวมู่ของเรือราตรี เฉินผิงอันได้ธนูโบราณคันหนึ่งที่มีชื่อว่า “อวิ๋นเมิ่งฉางชง” มาจากมือของคนเคราดกที่ใช้นามแฝงว่าจางซาน คือของที่จับต้องได้จริง เพียงแต่ไม่อาจยืนยันระดับขั้นของมันได้ คราวก่อนเจ้าอารามผู้เฒ่ามาเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่วก็ไม่ได้แพร่งพรายความลับใดๆ ให้เฉินผิงอันรู้
เจิงจวีจงกล่าว“พื้นที่มงคลเสวี่ยนกงที่ศาลบุ๋นมอบให้กับสำนักกระบี่หลงเซียง ด้านในซุกซ่อนความลี้ลับเอาไว้ มีซากปรักถ้ำสวรรค์บรรพกาลแห่งหนึ่งที่ไม่มีใครย่างกรายไปเยือน ธนูอวิ๋นเมิ่งฉางชงก็คือกุญแจเพียงหนึ่งเดียวในการไขเปิดซากปรักแห่งนี้”เจียงเซ่อกล่าว“นั่นคือศาสตราวุธเทพที่พลังพิฆาตไม่ธรรมดาชิ้นหนึ่ง ระดับขั้นต่ำกว่าโพ่เจิน สูงกว่าพิฆาต”ของเก่าของคนรู้จักเก่าชิ้นนี้ได้หายสาบสูญไปจากโลกมนุษย์นานแล้ว คิดไม่ถึงว่าวกวนไปมา สุดท้ายแล้วก็มาตกอยู่ในมือของเฉินผิงอัน ในยุคบรรพกาลสหายเก่าเคยยิงธนูคันนี้ไปยังปีศาจใหญ่ขอบเขตบินทะยานหลายตนที่อยู่สูงบนสวรรค์
เจียงเซ่อยิ้มบางๆ เอ่ยว่า“หากสามารถหลอมใหญ่ให้กับมัน….”เฉินผิงอันโพล่งคัมภีร์สามอักษรออกมาประโยคหนึ่ง ตอนนี้เขาทนฟังคำว่า “หลอมวัตถุ” ไม่ได้ที่สุดแล้ว
เจียงซ่างเจินทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด เขารู้สึกว่าเจ้าขุนเขาที่ไปเยือนสวรรค์มารอบหนึ่งกลับมาแล้ว ดูแปลกหน้าอยู่บ้าง หึ แปลกหน้า? (โม่เซิง) คราวนี้อาจารย์เสี่ยวโม่ท่านคงไม่กล้าแย่งชิงตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งกับข้าแล้วกระมัง?
เอ๊ะ บอกไว้แล้วว่าคือรองเจ้าขุนเขานี่นา? ในการประชุมศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อคราวหน้า สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้หรือไม่นะ?
ชุยตงซานใช้เสียงในใจอธิบายว่า“ตอนนี้จิตแห่งมรรคาของอาจารย์ไม่มั่นคง ดังนั้นอารมณ์จึงค่อนข้างจะฉุนเฉียว รัก เกลียด โกรธ พอใจ ล้วนแสดงออกมาอย่างชัดเจน”เจิงจวีจงเอ่ย“คราวหน้าเจ้าสามารถอาศัยโอกาสที่มอบธนูโบราณไปให้ปรึกษาเรื่องหนึ่งกับฉีถิงจีได้ ยกตัวอย่างเช่น ให้เขามารับหน้าที่เป็นเจ้านครของนครบินทะยานที่ว่างมาโดยตลอด แต่เงื่อนไขก็คือสำนักกระบี่หลงเซียงจะต้องเปลี่ยนมาเป็นสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่ว”เฉินผิงอันไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ ดวงตาของชุยตงซานเป็นประกายวาบ ดูเหมือนว่าจะทำได้นะ? ถึงแม้ว่าสำนักกระบี่หลงเซียงจะเพิ่งสร้างมาได้แค่ไม่กี่ปี แต่ฐานกำลังทรัพย์กลับไม่บางเบาเลยจริงๆ!
เจียงซ่างเจินสูดลมหายใจดังเฮือก วิธีการนี้ของอาจารย์เจิงช่างอำมหิตยิ่งนัก เจ้าฉีถิงจีชอบแย่งเซียนกระบี่กับอินกวาน ชอบดักเอากระบี่ส่วนตัวของกำแพงเมืองปราณกระบี่ไปนักไม่ใช่หรือ?
หนิงเหยากล่าว “ข้าไม่มีความเห็นต่าง”
แม้ว่าฉีถิงจีจะมีความเห็นแก่ตัวค่อนข้างมาก แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเอาไปเปรียบเทียบกับใคร เจิงจวีจงกล่าวต่ออีกว่า
“สำหรับหนิงเหยาและนครบินทะยานแล้ว นี่คือทางเลือกที่ไม่เลวเลย หลังจากที่เฉินจื่อกลับชาติมาเกิดใหม่ นิสัยใจคอก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างลุ่มลึก นอกจากปณิธานอยู่ที่การผสานมรรคาเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่ที่บริสุทธิ์คนหนึ่งแล้ว ยังอยากพกกระบี่ออกท่องใต้หล้าไปเพียงลำพัง นี่เกิดจากนิสัยใจคอของบัณฑิตนำพา ถูกกักอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่มานานหลายปีเกินไปแล้ว เขายังเป็นลูกหลานของเฉินชิงตู จึงอยากจะเป็นตัวของตัวเองอยู่ท่ามกลางฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ อีกทั้งเฉินจื่อในชาตินี้ ขอแค่ได้กลายเป็นขอบเขตสิบสี่ นั่งครองเก้าอี้ในศาลบรรพจารย์ได้อย่างมั่นคง สำหรับนครบินทะยานแล้ว ก็ไม่มีความแตกต่างมากนัก”
“หนิงเหยาไม่สนใจชื่อเสียงภายนอก เฉินจื่อเองก็เชื่อว่าฉีถิงจีจะสามารถเป็นเจ้านครที่ดีได้ ส่วนตัวของฉีถิงจีเองก็ยิ่งให้ความสำคัญกับผลสำเร็จและคุณความชอบ เขาเกิดมาก็ชอบอำนาจอยู่แล้ว เฉินผิงอันไม่เคยกล้าทำให้กำแพงเมืองปราณกระบี่กลายมาเป็นกำแพงเมืองปราณกระบี่ของเฉินผิงอัน ฉีถิงจีเข้าไปอยู่ในนครบินทะยาน เจ้าก็แค่ต้องเป็นอินกวานในเงาต่อไป เท่ากับว่าคอยตรวจสอบฉีถิงจีคนเดียวก็พอแล้ว ”
“ใต้หล้าห้าสีที่เป็นใต้หล้าใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่ง หนิงเหยาคือบุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า ฉีถิงจีแย่งชิงเอาไปไม่ได้ แล้วก็ไม่กล้าช่วงชิง ส่วนลึกในใจของเขา แน่นอนว่าเป็นความรู้สึกเสียดายในความบกพร่องท่ามกลางความสมบูรณ์แบบ แต่ถอยไปเลือกในระดับรอง กลายเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในใต้หล้าก็คือการล่อลวงที่ไม่เล็กอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้ฉีถิงจียังไม่ได้ลองผสานมรรคาเกินครึ่งก็น่าจะตอบตกลงเรื่องนี้ในทันที แต่เจ้าสามารถบอกให้เขาลองพิจารณาเป็นทางเลือกดูได้”
“แค่ต้องพูดกับเขาประโยคเดียวก็พอแล้ว หนิงเหยาคือผู้ฝึกกระบี่ ฉีถิงจีคือคนฉลาดเขาต้องเข้าใจอย่างแน่นอน” ในอนาคตเมื่อขอบเขตของหนิงเหยาพัฒนาไปอีกก้าว ไม่แน่เสมอไปว่าจะถูกพันธนาการอยู่ในใต้หล้าห้าสี ถ้าอย่างนั้นฉีถิงจีก็คือบุคคลอันดับหนึ่งอย่างสมชื่อแล้ว หนิงเหยานั้นมีอิสระเสรี ความห่วงกังวลเพียงหนึ่งเดียวของนางก็มีแค่เฉินผิงอัน
เจียงเซ่อส่ายหน้า