ตอนที่ 3232
บทที่ 1165.1 เขียนด้วยมือไว้บนฟ้าคราม
October 21, 2026
เจิงจวีจงไม่ได้รีบร้อนเก็บนครจักรพรรดิขาวที่พังพินาศพวกนั้นมา อู๋ซวงเจียงร่ายยันต์ทับซ้อนที่เหลืออยู่มาเสริมสร้างภาพดวงดาวจื่อเวยให้แข็งแกร่งเพื่อป้องกันไว้ก่อน เฉินผิงอันลอยตัวอยู่กลางอากาศ เผยท่วงท่าของคนฟ้าที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง กระบี่บินชิงผิงบินล้อมวนอยู่รอบด้านคอยปกป้องเจ้านาย ด้ามกระบวยของดวงดาวเป่ยโต่วยังคงชี้ไปยังกระดูกขาวที่กลิ่นอายความตายอบอวลปลายกระบี่ของกระบี่บินเป่ยโต่วสั่นสะท้านน้อยๆ หนิงเหยาขี่กระบี่ลงมาจากเสาสวรรค์ที่เอนเอียงมาอยู่ข้างภาพค่ายกล
อู๋ซวงเจียงยิ้มถาม “สถานการณ์ใหญ่มั่นคงดีแล้ว มาเก็บกวาดทำความสะอาดสนามรบกันดีไหม?”เจิงจวีจงกล่าว “รอให้เฉินผิงอันเก็บเทพกลับตำแหน่งค่อยว่ากัน”อู๋ซวงเจียงพยักหน้า “ก็ถูกนะ เจ้าหมอนี่ชอบนั่งลงแบ่งทรัพย์สิน ชอบนับเงินนับสมบัติในบ้านเป็นที่สุด”พวกเขาถือเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันยึดครองแผ่นดินมาได้ อู๋ซวงเจียง “ยึดครองตำแหน่ง” มานั่งตำแหน่งบรรพบุรุษสำนักการทหารแทนที่เจียงเซ่อ ช่วยก่อเตาไฟขึ้นมาใหม่ให้เขาในใต้หล้ามืดสลัว รวบรวมกำลังพล รวบรวมเอาวิญญาณวีรบุรุษแม่ทัพปู่มาได้มากกว่าเดิม สร้างระบบสืบทอดที่แท้จริงสายหนึ่งขึ้นมา สามารถเผชิญหน้ากับสำนักการทหารของใต้หล้าไพศาลได้อย่างเท่าเทียม
เฉินผิงอัน “ช่วงชิงชื่อเสียง” พูดง่ายๆ ก็คือทำให้ “เจียงเซ่อ” ถูกตัดชื่อออกจากมหามรรคา เฉินผิงอันที่ใช้ค่ายกลฟันสังหารเจียงเซ่อ ต่างหากถึงจะเป็นผู้ปกครองอันชอบธรรมบนมหามรรคาของสำนักการทหารในนามอินกวาน หนุ่มผู้นี้ต่างหากจึงจะเป็นบรรพบุรุษคนใหม่ของสำนักการทหารที่สอดคล้องกับคำว่า “ระบบที่ถูกต้อง” ในภายนอก
นี่ก็หมายความว่าต่อจากนี้อู๋ซวงเจียงต้องพูดคุยเรื่องการค้าใหญ่ครั้งหนึ่งกับเฉินผิงอัน เขาต้องการ “ความถูกต้องชอบธรรม” ซึ่งเชื่อถือได้ยิ่งกว่ามาครอง ส่วนตัวเขาเองกับตำหนักสุ่ยอูต้องจ่ายด้วยอะไร ก็หนีไม่พ้นว่าคนหนึ่งเสนอราคาสูงเทียมฟ้า ส่วนอีกคนหนึ่งนั่งลงต่อรองราคา หากว่าเจรจากันไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไรต่อการวางแผนในใต้หล้ามืดสลัวของอู๋ซวงเจียง แต่สำหรับเจ้าตำหนักอู๋ที่มี “โรครักความสมบูรณ์แบบ” ถึงอย่างไรจิตแห่งมรรคาก็ต้องรู้สึกอึดอัดสุดขีด
เจิงจวีจงได้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงไปครอบครอง ตบะของสำนักการทหารที่เจียงเซ่อสะสมมานานหมื่นปีล้วนตกเป็นของเขาทั้งหมด ส่วนโชคชะตาบู๊ห้าส่วนของเจียงเซ่อก็ได้มีข้อสรุปมานานแล้ว สามส่วนเป็นของเจิงจวีจง สองส่วนเป็นของอู๋ซวงเจียง ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้ ต่อให้เหตุการณ์ยุติลงแล้ว เจียงซ่างเจินก็ยังคงไม่กล้าเชื่อว่าพวกเขาสามคนสามารถร่วมมือกันสังหารเจียงเซ่อ บุคคลอันดับที่สี่ของโลกมนุษย์ยุคบรรพกาลได้จริงๆ หรือ?
ชุยตงซานพรูลมหายใจยาวเหยียด รู้สึกโล่งเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แต่ความสนใจที่มากกว่านั้นกลับยังคงอยู่ที่กระดูกขาวที่ยังไม่กลายเป็นเถ้าธุลี ปราณวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นเหมือนอินลู่ (ปรอท) ไหลริน เริ่มค่อยๆ มารวมตัวกันสุดท้ายไล่ไปตามร่องรอยที่มองไม่เห็นของ “สายน้ำ” บางส่วนกระเพื่อมลอยค้างอยู่ระหว่างฟ้าครามและดินเหลือง พวกมันเหมือนแม่น้ำห้าเส้นที่ลอยค้างอยู่เหนือพื้นดิน สายน้ำเป็นสีห้าสี เห็นได้ชัดว่าสอดคล้องกับห้าธาตุ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพเหตุการณ์ผิดปกติแห่งฟ้าดินที่เกิดจากสมบัติอาคมร้อยกว่าชิ้นและยันต์หกแสนห้าหมื่นแผ่นที่ปริแตกพังทลายไปของอู๋ซวงเจียง เจียงซ่างเจินเอ่ยชื่นชม “เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแม่น้ำอย่างนี้ หากมีฝนตกลงมาก็คือมีเงินตกลงมาจริงๆ แล้ว”ชุยตงซานผงกปลายคาง “ส่วนที่มีค่าอย่างแท้จริงยังนอนอยู่บนพื้นนะ”นอกจากนี้ยังมีเศษแก้วใสห้าสีจำนวนมากน่าดูชมกระจายกันอยู่บนพื้น ประกายแสงพร่างพราว ส่องประกายเรืองรอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ประหลาดลี้ลับที่เกิดจากการชักนำของสิ่งกีดขวางบนมหามรรคาที่ถูกทำลาย ถูกตัดแบ่งจากการประลองยุทธ์ระหว่างเฉินผิงอันกับเจียงเซ่อ การประลองเวทคาถาระหว่างอู๋ซวงเจียงกับเจียงเซ่อ รวมไปถึงแสงกระบี่เจ็ดเส้นจากนอกฟ้า
ยกตัวอย่างเช่น “ปลาใหญ่” แต่ละตัวที่ถูกกระแสน้ำซึ่งระบายออกมากระแทกจนสลบเหมือดล้ำค่าหายากผิดปกติ มีค่าเหนือกว่าเหรียญทองแดงแก่นทอง นอกจากอาศัยโชควาสนามางมเอาของประเภทนี้ขึ้นมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้ว ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นก็คือ เป็นของที่ขอบเขตบินทะยาน ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่สละร่างทิ้งไว้ ในบางระดับแล้วของชิ้นนี้ก็คือสิ่งของจับต้องได้จริงที่เกิดจากการ “จำแลงผลแห่งมรรคา” ของผู้ฝึกตนใหญ่
ชุยตงซานลองประมาณการคร่าวๆ “เศษชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ รวมๆ กันแล้วก็น่าจะบรรจุใส่บุ้งกี๋ใบเล็กๆ ได้”“เหมือนกับหินสังหารมังกรที่มีราคาแต่ไร้ตลาด คือของดีที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้”
เจียงซ่างเจินก็รู้สึกอยากได้อยู่เหมือนกัน “อีกทั้งยังมีมูลค่ามากกว่าหินสังหารมังกรด้วย เพราะถึงอย่างไรหินสังหารมังกรก็มีแค่ผู้ฝึกกระบี่ที่ใช้ได้ แต่ของประเภทนี้กลับสามารถเอามาใช้ได้อย่างกว้างขวาง ผู้ฝึกบำเพ็ญตนสามารถใช้ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำก็สามารถใช้ได้เช่นกัน”จำได้ว่าตอนนั้นที่ตูเม่ยมหามรรคาแหลกสลาย ถูกจั่วโย่วปล่อยกระบี่ใส่ทำให้ต้องสละร่าง ก็มีของประเภทนี้ปรากฏขึ้นบนโลก ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปเคยลงมืออย่างจริงจัง สุดท้ายยังคงเป็นฉีเจินแห่งสำนักโองการเทพที่เจรจาเรื่องนี้กับสวินยวนเป็นการส่วนตัว ถึงได้หลีกเลี่ยงการประลองมรรคกถาที่ทำลายความปรองดองครั้งหนึ่งไป
เผ่าพันธุ์เจียวหลงกินหินดีงูที่เป็นผลผลิตเฉพาะถ้ำสวรรค์หลีจู จะสามารถเพิ่มพูนตบะ เพิ่มพูนพละกำลังได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำ ไม่ต้องสนใจว่าได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราชสำนักหรือเป็นศาลเถื่อน ของสิ่งนี้ก็เป็นของบำรุงใหญ่ระดับหนึ่งในโลกที่แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันถึง
ตบะที่สั่งสมมาหมื่นปีของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร ตบะและขอบเขตเดิมทีควรเป็นมายาล่องลอย แต่พลังตบะชุดนี้ของเจียงเซ่อยิ่งใหญ่มหาศาลเกินไป ผ่านการหล่อหลอมให้กระชับแน่นเกินไป ถึงกับเกิดเป็นรุ้งยาวสีขาวและสีดำซึ่งแปลกประหลาดอย่างมาก ระหว่างแม่น้ำยาวปราณวิญญาณ “ห้าสี” ห้าเส้นนั้น กระเพื่อมแผ่ออกมาเป็นระลอกช้าๆ
บนสนามรบด้านนอกนครจักรพรรดิขาว หอกยาวโพ่เจินยังคงสมบูรณ์แบบไร้ความเสียหาย ศาสตราวุธเทพชิ้นนี้ถูกตั้งบูชาอยู่ในศาลโอ่วเสินที่ถูกสร้างขึ้นบน “ยอดเขา” ด้านใต้ลำน้ำใหญ่เส้นหนึ่งของราชวงศ์อวี๋ฝูแห่งยงโจว ใต้หล้ามืดสลัว
เจียงซ่างเจินเกิดความสงสารเวทนา ลำพังแค่เรื่องของนอกกาย ปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารท่านนี้ก็ช่างยากจนจริงๆ เมื่อประมาณหมื่นปีก่อน บุรุษผู้นี้อาศัยแค่สองหมัดกับหอกยาวหนึ่งด้ามก็สามารถเดินขึ้นฟ้าไปได้แล้ว?
การซุ่มโจมตีที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถันและการล้อมสังหารที่มีการวางแผนอย่างรัดกุมครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายที่สุด จิตหยินของเจียงเซ่อก็ยังไม่ได้กลับคืนสู่ตำแหน่ง เจียงซ่างเจินตกใจสะดุ้งโหยง เกือบจะอดไม่ไหวออกกระบี่สังหาร… ผี?
ขนาดนี้แล้ว เจียงเซ่อยังไม่ตายอย่างสิ้นซาก ยังเป็นวิญญาณร้ายที่ตามติดไม่เลิกอีกหรือ?
มารดามันเถอะ เคารพส่วนเคารพ แต่เจียงซ่างเจินไม่ได้อยากถูกเจียงเซ่อเป็นฝ่ายย้อนกลับมาสังหาร เส้นทางวกวนพลิกผัน ผลแพ้ชนะกลับตาลปัตร พวกตัวร้ายในนิยายกี่มากน้อยที่ต้องมีจุดจบเช่นนี้?
แต่เจียงซ่างเจินเห็นว่าพวกเจิงจวีจงมีสีหน้าเป็นปกติ ไม่มีท่าทางประหลาดก็วางใจลงได้ เห็นเพียงว่ากระดูกขาวที่เป็นสีใสแวววาว ยังคงหยัดยืนไม่ล้มลงนั้น มีแสงสีทองเป็นจุดๆ เปล่งประกายขึ้นมา สุดท้ายก็กลับคืนมามีรูปโฉมของเจียงเซ่อที่สมบูรณ์แบบ ฟันสังหารคือเรื่องจริง สละร่างใต้คมอาวุธก็ยิ่งเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การพยายามหลุดพ้นเคราะห์กรรม แสวงหาทางรอดท่ามกลางความตาย แสวงหาความอิสระอย่างยิ่งใหญ่ของผู้ฝึกกระบี่ ลักษณะของเจียงเซ่อที่ดำรงอยู่บนโลกในเวลานี้ไม่ได้มีร่างจริง เศษซากจิตวิญญาณคล้ายคลึงกับการปล่อยจิตหยางออกมา ควบอยู่ระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับผี
เจียงเซ่ออาศัยความยึดติดส่วนหนึ่งของจิตแห่งมรรคาและจิตวิญญาณที่แท้จริงที่ยังหลงเหลืออยู่เผยกายกลับมาบนโลกอีกครั้ง ก็ให้รู้สึกเหมือนอยู่ห่างกันคนละโลก เจียงเซ่อสีหน้าไร้อารมณ์
อู๋ซวงเจียงถามอย่างประหลาดใจ“จนถึงก่อนที่จะตาย ไฉนผู้อาวุโสถึงไม่ยอมทุ่มสุดชีวิต จะดีจะชั่วก็ช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตที่เลือนลางเสี้ยวหนึ่ง? แต่แค่ฝืนแบกรับแสงกระบี่ไว้อย่างเดียว?”เจียงเซ่อถูกบีบให้ต้องรับกระบี่ นั่นคือเรื่องที่เขามิอาจทำอะไรได้ แต่หากจะบอกว่าเจียงเซ่อได้แต่อาศัยเรือนกายที่มีเลือดเนื้อมาแบกรับแสงกระบี่ ไม่อาจร่ายวิธีการที่มากกว่านั้นได้ นี่ไม่สอดคล้องกับนิสัยของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นี้เลย แล้วก็แตกต่างไปจากศักยภาพที่แท้จริงของเจียงเซ่อด้วย
หากเจียงเซ่อรู้ว่าตัวเองต้องตายอย่างแน่นอนแล้วเลือกทุ่มไหที่แตกให้แหลกไปเสียเลย ทำให้พินาศวอดวายกันไปทั้งสองฝ่าย สถานการณ์ก็จะยิ่งรับมือได้ยากมากกว่านี้ แน่นอนว่าผลลัพธ์ต้องไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไรไปได้ แต่ฝั่งของพวกเขาต้องเสียหายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นเจิงจวีจงจะต้องลงมือต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้เจียงเซ่อเอาอิ๋งฮั่วที่บังคับลากมา กระแทกเข้าใส่โลกมนุษย์ แล้วยังต้องป้องกันไม่ให้เจียงเซ่อระเบิดพลังชีวิตของตัวเองอย่างไม่เสียดาย ทำให้เกิดสถานการณ์ปลาตายตาข่ายขาด
รากฐานมหามรรคาของอู๋ซวงเจียงที่จะได้รับความเสียหายก็จะยิ่งมีมากกว่าเดิม ชุยตงซานและเจียงซ่างเจิน นอกจากจะต้องควบคุมการโคจรของค่ายกลแล้ว ไม่แน่ว่าอาจต้องให้พวกเขาทุ่มพลังชีวิตมากกว่านี้ ผลาญอายุขัยมอบส่งต่อให้กับเฉินผิงอันเพื่อนำมาใช้ประคับประคองการส่งกระบี่ “ลิขิตตาย” ที่สมบูรณ์แบบของฝ่ายหลัง
“เป่ยโต่ว” กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มที่สี่ของเฉินผิงอัน ธรณีประตูในการเรียกกระบี่ออกมาสังหารศัตรูสูงมาก เชื่อว่าหนิงเหยาเองก็ต้องส่งกระบี่ปิดฉากที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการจำแลงของมหามรรคาใต้หล้าห้าสี
เจียงเซ่อคร้านจะตอบคำถามประเภทนี้ เอ่ยเยาะเย้ยตัวเองว่า“ตกในวงล้อมสังหารไม่ต่างกัน แต่สภาพการณ์กลับด้อยกว่าโจวมี่ระดับหนึ่ง”เรือนกายสีขาวหิมะที่ถือกระบี่ยาวไว้ในมือเหมือนเกล็ดหิมะที่ร่วงลงมาจากฟ้า ร่อนลงมายยังซากปรักนครจักรพรรดิขาวช้าๆ กลับคืนสู่ร่างจริง
เจิงจวีจงถามตรงๆ