ตอนที่ 1303
บทที่ 627 อิ่นกวานคนใหม่
October 21, 2026
สงครามครั้งนี้ตึงเครียดและจบลงในเวลาอันสั้น เป็นสงครามขนาดเล็กที่คนตายเร็วจนเหมือนกับการพบเจอกันบนทางแคบของทหารลาดตระเวนชายแดน
ใต้หล้าเปลี่ยวร้างไม่ได้เริ่มการโจมตีครั้งถัดไปในทันที
เห็นได้ชัดว่ากระโจมทัพที่สำคัญหลายแห่งน่าจะไม่ได้คาดการณ์ถึงผลลัพธ์นี้ เรื่องไม่คาดคิดมีมากเกินไป จำเป็นต้องปรับรายละเอียดของกลยุทธมากมายภายใต้กรอบใหญ่เสียก่อน
กลับกลายเป็นว่ายอมทิ้งภูเขาที่เหลืออยู่เพียงสามลูกไว้บนสนามรบ ภูเขาใหญ่ ลูกที่อยู่ตรงกลางเพราะจั่วโย่วกับหย่างจื่อประมือกันจึงถูกทำลายอย่างย่อยยับ
ส่วนภูเขาอีกลูกหนึ่งก็เป็นเซียนกระบี่ต่างถิ่นสองท่านของธวัลทวีปที่จ่ายค่าตอบแทนด้วยสองชีวิตทำลายรากภูเขาชะตาน้า จากนั้นก็ถูกลู่จือใช้แสงกระบี่ ฟันผ่าให้แตกร้าว
ภูเขาที่เหลืออีกแค่สามลูกก็สภาพเละเทะไม่เหลือชิ้นดี ลูกหนึ่งในนั้นก่อนหน้านี้ถูกเซียนกระบี่ลั่วซาน เซียนกระบี่จู๋อานของสายอิ่นกวานทำลายไปมาก คาดว่านี่ก็น่าจะเป็นผลงานทางการสู้รบครั้งสุดท้ายของเซียนกระบี่ทรยศสองท่านนี้แล้ว
ในอนาคตหากยังได้เจอกัน ก็คือต่างฝ่ายต่างต้องถามกระบี่กัน ตัดสินเป็นตายกับสหายร่วมรบและเซียนกระบี่ร่วมรุ่นในอดีต
พวกผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจสายยันต์บางส่วนที่โชคดีรอดชีวิตอยู่บนภูเขาทั้งสามลูกได้แต่อยู่เฉยรอความตาย ต่อให้หนีไปได้ไกล แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่า ชีวิตของ พวกเขาเกี่ยวโยงกับการดำรงอยู่และการดับสูญของขุนเขามานานแล้ว และในบรรดาคนเหล่านี้ก็ไม่ขาดพวกที่นิสัยดุร้ายเหี้ยมหาญตัดสินใจได้อย่างอำมหิตเด็ดขาด เรียกพวกพ้อง บัญชาการณ์ออกคำสั่งให้เปิดค่ายกลใหญ่ปกป้องภูเขาอีกครั้ง
แม้ต้องทุ่มด้วยชีวิตก็จะต้องให้เซียนกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ออกกระบี่เพิ่มขึ้นให้จงได้ แม้จะแค่ครั้งเดียวก็ยังดี
เซียนกระบี่จ้าวเก้ออี๋มาหาเฉิงเฉวียน จับมือกันขี่กระบี่มุ่งตรงไปยังภูเขาลูกหนึ่ง จ้าวเก้ออี๋จะช่วยคุ้มกันให้เฉิงเฉวียน ให้เขาพยายามหลอมขุนเขามาใช้งานให้ได้มากที่สุด
“มารดามันเถอะ ข้าผู้อาวุโสออกจากเมืองมาตอนนี้ก็เกือบจะรู้สึกว่าตัวเองคือกบฏคนหนึ่งแล้ว!”
ระหว่างที่เฉิงเฉวียนขี่กระบี่ออกมาก็พูดอย่างเจ็บปวดและคลั่งแค้น “เจ้าจู๋อานชาติสุนัข นางแพศยาลั่วซาน ก่อนหน้านี้พวกเจ้าล้วนเป็นคนที่ข้ายินดีเรียกว่าสหายเชียวนะ! จ้าวเก้ออี๋ ไหนเจ้าลองบอกมาสิ วันหน้าเจ้าก็จะแทงกระบี่ใส่หลังข้าด้วย อีกคนหรือไม่ หากว่าใช่ก็ลงมือให้รวดเร็วฉับไวหน่อย ไปถึงภูเขาลูกนั้นเมื่อไหร่ก็ขอร้องเจ้าว่าอย่าอิดออดชักช้าเป็นสตรี ให้ข้าตายเร็วหน่อย”
จ้าวเก้ออี๋สบถด่าเสียงดัง “ซ่งไฉ่อวิ๋นจะชอบเศษสวะเช่นเจ้าได้อย่างไร?!”
เฉิงเฉวียนสีหน้าหม่นหมอง
ฝั่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่ชนะศึกในช่วงที่สองนี้ ทว่าบนหัวกำแพงเมืองกลับไม่มีผู้ฝึกกระบี่คนใดที่ปลาบปลื้มยินดี
ไม่มีใครคิดว่าใต้เท้าอิ่นกวานจะทรยศกำแพงเมืองปราณกระบี่ นำพาเซียนกระบี่สองท่านอย่างจู๋อานและลั่วซานไปสวามิภักดิ์กับใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
และก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บนสนามรบ ใต้เท้าอิ่นกวานก็ยิ่งปล่อยหมัดต่อยให้ จั่วโย่วซึ่งแม้จะตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศัตรูเพียงลำพังก็ยังเรียกได้ว่าไร้คู่ต่อกรให้บาดเจ็บสาหัส!
นอกจากเซียนกระบี่กลุ่มที่จิตแห่งกระบี่ใสกระจ่างมากพอแล้ว เวลานี้ในใจของ ผู้ฝึกกระบี่แทบทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นเยาว์ล้วนมีพยับเมฆแผ่ปกคลุม ไม่ว่าจะ โบกปัดอย่างไรก็ไม่สลายหายไป
เฉินผิงอันเหน็บพัดพับไว้ตรงเอว บังคับเรือยันต์ให้แล่นไปยังกระท่อมหลังนั้น
ในกระท่อมหลังเล็กที่เดิมทีเว่ยจิ้นเซียนกระบี่แห่งศาลลมหิมะเป็นผู้พักอาศัยชั่วคราว จั่วโย่วนั่งอยู่ริมเตียง กำลังใช้ปราณกระบี่ชดเชยหน้าท้องที่ถูกหมัดต่อยทะลุจนเป็นรู
ปราณกระบี่มิอาจสร้างเลือดเนื้อและกระดูกให้ก่อกำเนิด เพราะนี่ก็คือ ความอันตรายของการเข่นฆ่าในครั้งที่สอง ศิษย์พี่จั่วโย่วจำเป็นต้องใช้ปราณกระบี่มาต้านทานภัยร้ายแฝงที่หมัดนั้นของใต้เท้าอิ่นกวานทิ้งเอาไว้
ไม่อย่างนั้นสำหรับผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนที่เดิมทีการหลอมกระบี่ก็คือ การหลอมเรือนกายของตัวเองแล้ว ต่อให้อาการบาดเจ็บจะสาหัสแค่ไหนก็ไม่ถึงขั้น ทำให้ต่งซานเกิงที่อยู่ด้านข้างอกสั่นขวัญผวา รู้สึกถึงลางร้ายอย่างรุนแรงได้
ต่งซานเกิงที่เฝ้าอยู่หน้ากระท่อมกล่าวอย่างเดือดดาลว่า “เฉินชิงตู นี่มันเรื่องอะไรกัน?! อิ่นกวานผู้นั้นถูกผีบดบังจิตใจแล้วหรือไร?!”
เฉินชิงตูที่ยืนอยู่บนหัวกำแพงห่างไปไกลไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง เพียงเอ่ยว่า “เจ้าไม่ใช่คนตาบอดเสียหน่อย สิ่งที่ตาเห็น นั่นแหละคือความจริง”
ต่งซานเกิงยิ่งเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเซียนกระบี่ผู้เฒ่าท่านนี้ก็มีความประทับใจที่ดีเยี่ยมต่ออิ่นกวานมาโดยตลอด รู้สึกว่าอีกฝ่ายคือคน บนเส้นทางเดียวกันกับตนที่หาได้น้อย
ส่วนหลานชายที่เซียนกระบี่ผู้เฒ่าเคยให้ความสำคัญที่สุด ต่งกวานพู่ที่เคยถูก มองว่าจะได้เป็นเซียนกระบี่คนถัดไปที่ได้สลักตัวอักษรไว้บนหัวกำแพง ในอดีตก็ยิ่งสนิทชิดเชื้อกับอิ่นกวาน
ต่งซานเกิงมองเห็นคนหนุ่มที่พลิ้วกายลงบนพื้นและเก็บเรือยันต์ไว้ในชายแขนเสื้อแล้ว แต่เขาก็ยังโมโหไม่หาย จึงยังคงพูดเสียงดังลั่นกับเฉินชิงตูต่อ “ถ้าอย่างนั้นเมื่อครู่นี้เจ้าก็ควรฆ่านางเสียสิ!”
เฉินชิงตูหัวเราะเสียงหยัน “ต่งกวานพู่สวามิภักดิ์ต่อใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เรื่องราวถูกเปิดเผย คนทั้งกำแพงเมืองปราณกระบี่ล้วนรู้กันหมด ข้ารู้หรือไม่? ก่อนที่พวกเจ้าจะสร้างเรื่องใหญ่โต ข้าได้ฆ่าเขาหรือไม่?”
เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
ปีนั้นเหล่าเซียนกระบี่มารวมตัวกันอยู่บนหัวกำแพง เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสใช้หนึ่งกระบี่สังหารต่งกวานพู่ด้วยมือของตัวเอง นั่นเป็นเรื่องที่เฉินผิงอันได้เห็นมาเองกับตา
เพียงแต่ว่าในเวลานั้น เฉินผิงอันยังคิดอะไรอย่างตื้นเขิน อีกทั้งตอนนั้นก็ยังไม่ได้เข้าใจกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างแท้จริง
และประโยคที่ทำให้เฉินผิงอันสงสัยที่สุดก็คือ หลังจบเรื่องหนิงเหยาบอกว่าท่านปู่เสี่ยวตงเป็นคนดี
ในฐานะเซียนกระบี่ เป็นลูกหลานของตระกูลต่ง ทรยศกำแพงเมืองปราณกระบี่เป็นเรื่องจริง และเป็นคนดี ก็เป็นเรื่องจริงอีกเช่นกัน
บัญชีนี้จะคิดกันอย่างไร?
บางทีสำหรับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสแล้ว การปกป้องกำแพงเมืองปราณกระบี่ ก็แค่ปกป้องกำแพงเมืองปราณกระบี่ไว้ให้ได้เท่านั้นจริงๆ
ต่งซานเกิงข่มกลั้นไฟโทสะในใจ พูดกับเฉินผิงอันคำหนึ่งว่าศิษย์พี่ของเจ้าไม่ตายง่ายๆ หรอก แล้วบรรพบุรุษของตระกูลต่งท่านนี้ก็ออกไปจากที่นี่โดยตรง
เฉินผิงอันไม่ได้เดินเข้าไปในกระท่อม กลับกันยังหันไปปิดประตูลงเบาๆ
เคยได้เห็นสงครามใหญ่ที่แผ่ขยายลุกลามอันโหดร้าย ซึ่งไม่ว่าเซียนกระบี่หรือปีศาจใหญ่ก็ล้วนตายได้ทั้งสิ้น ก็จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเล็กจ้อย
เคยได้เห็นการเลือกในหลายๆ ครั้งของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเฉินชิงตู เฉินผิงอัน ก็จะรู้สึกว่าสถานการณ์ถามใจในทะเลสาบซูเจี่ยนปีนั้น หากต้องกลับไปเดินย้อนรอยเดิมอีกครั้ง ต่อให้จะมีตบะและขอบเขตเท่ากับปีนั้น เขาก็สามารถทำตามใจปรารถนาได้แล้วจริงๆ
เฉินผิงอันไม่ได้อยู่ที่กระท่อมนานนักก็ไปหาพวกหนิงเหยา
หนิงเหยามองเยี่ยนจั๋วแล้วก็หันมาส่ายหน้าให้เฉินผิงอัน
เฉินผิงอันพยักหน้า เป็นการบอกให้รู้ว่าตนเข้าใจ
เยี่ยนจั๋วดวงตาแดงก่า สองมือกำเป็นหมัดวางยันไว้บนหัวเข่า
ผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของตระกูล เซียนกระบี่ขอบเขตเซียนเหริน หลี่ถุ่ยมี่ ตายแล้ว
ผู้เฒ่าคนนี้เคยเป็นคนที่เยี่ยนจั๋วเกลียดชังมากที่สุดเมื่อครั้งเป็นเด็ก เพราะคำพูดทำร้ายจิตใจที่กลายเป็นคำติดปากคนมากมาย ล้วนเคยออกมาจากปากของหลี่ถุ่ยมี่ที่ดูแคลนนายน้อยใหญ่ตระกูลเยี่ยนอย่างเขามากที่สุด นั่นถึงได้ทำให้ทุกคนเอาไปพูดกันอย่างแพร่หลาย เป็นเหตุให้เจ้าอ้วนน้อยของตระกูลเยี่ยนกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งกำแพงเมืองปราณกระบี่ในยามนั้น ไม่อย่างนั้นด้วยฐานะและรากฐาน ของตระกูลเยี่ยนบนถนนเสวียนฮู่ ด้วยนิสัยและกลอุบายของเยี่ยนหมิงเจ้าประมุขตระกูลเยี่ยน บิดาของเยี่ยนจั๋ว
หากไม่เป็นเพราะคนในครอบครัวตัวเองเป็นคนเริ่ม ใครเล่าจะกล้าเหยียบ ย่าเยี่ยนจั๋วที่เป็นผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนั้น?
ต่อให้ในศึกใหญ่หลายๆ ครั้งภายหลัง เยี่ยนจั๋วจะอาศัยการต่อสู้สุดชีวิตถึงได้แลกเปลี่ยนมาด้วยการเป็นคนใหม่ กลายเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่แท้จริง เป็นสหายที่ร่วมเป็นร่วมตายกับพวกหนิงเหยาเฉินซานชิว แต่หลี่ถุ่ยมี่ที่เป็นผู้ถวายงานของตระกูลก็ยัง ไม่เคยยินดีจะมองเขาเยี่ยนจั๋วเต็มๆ ตา เยี่ยนจั๋วยอมทำตัวอ่อนน้อมเข้าหาอีกฝ่าย ขอร้องให้หลี่ถุ่ยมี่สอนเวทกระบี่แก่เขาหลายต่อหลายครั้ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น หลี่ถุ่ยมี่กลับเอ่ยเพียงแค่ว่าตนมีแค่กระดูกแก่ๆ มีแค่ชะตาชีวิตต่าต้อย ไหนเลยจะกล้าชี้แนะเวทกระบี่ให้แก่นายน้อยใหญ่ตระกูลเยี่ยน นี่จะไม่เป็นการถ่วงรั้งทำร้ายลูกหลานผู้อื่นหรอกหรือ
ไหนเลยเยี่ยนจั๋วจะคิดได้ว่า รอกระทั่งหลี่ถุ่ยมี่ยินดีสอนเวทกระบี่ให้แก่ตน แม้จะตีหน้าเคร่ง แต่ดวงตากลับแฝงรอยยิ้ม ยามที่เขายินดีเอ่ยถ้อยคำที่หากไม่ใช่ คำร้ายๆ ก็เป็นคำดีๆ ที่มีความหมายใหญ่เทียมฟ้ากับตน ผู้เฒ่ากลับจะต้องมาตาย ทั้งอย่างนี้ กลายเป็นเซียนกระบี่ใหญ่คนแรกที่รบตายบนสนามรบ
เฉินผิงอันนั่งลงข้างกายเยี่ยนจั๋ว แล้วก็ไม่ได้เอ่ยปลอบใจอะไร ที่นี่คือกำแพงเมืองปราณกระบี่ คนข้างกายคือเยี่ยนจั๋ว นั่นก็ยิ่งไม่จำเป็น
ไม่ว่าใครก็ต้องอดทนผ่านมันไปให้ได้
คนสนิทญาติใกล้ชิดต้องตายไป เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับใครกัน? นอกจาก หลี่ถุ่ยมี่ที่ตายจากไปแล้ว ยังมีอู๋เฉิงเพ่ย เถาเหวิน โจวเฉิง ฯลฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ใครเล่าที่ไม่ได้เป็นเช่นนี้?!
ขนาดเซียนกระบี่ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น แล้วนับประสาอะไรกับพวกผู้ฝึกกระบี่? รวมไปถึงคนอีกมากมายที่กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตถูกทำลาย มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายพวกนั้น?
ประโยคสุดท้ายของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส ก็โชคดีที่มีเพียงแค่ตนที่ได้ยิน
เพราะความหมายนอกเหนือคำพูดนั้นมีมากเกินไป ใหญ่เกินไป
ยกตัวอย่างเช่นปีนั้นทั้งๆ ที่ใต้เท้าอิ่นกวานรู้ดีว่าต่งกวานพู่คือกบฏ แต่กลับไม่ยอมลงโทษเขาเสียที
เขาเฉินชิงตูไม่คิดจะพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเมื่ออยากถ่วงเวลาไว้ก็ถ่วงไป ต่งกวานพู่เด็กที่มีความคิดมากมายผู้นั้น ต่อให้จะมีโทษสมควรตาย แต่ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ให้เขามีชีวิตไป มีชีวิตอยู่ได้วันหนึ่งก็คือวันหนึ่ง
หากไม่เป็นเพราะเวทกระบี่ของเจ้าต่งซานเกิงไม่สูงพอ คุณความชอบทางการ สู้รบที่สะสมไว้ไม่มากพอ ทั้งไม่สามารถสยบเซียนกระบี่ตระกูลใหญ่ของถนนไท่เซี่ยงและถนนเสวียนฮู่ได้ เป็นเหตุให้ฝูงชนพากันเดือดดาล แล้วยังไม่อาจอาศัย คุณความชอบทางการสู้รบมาปกป้องชีวิตของหลานชายที่เป็นกบฏคนหนึ่งได้ และการที่ต่งซานเกิงไม่อาจรักษาชีวิตของต่งกวานพู่ก็เป็นเหตุให้เซียนกระบี่จับกลุ่มกันไปซักไซ้เอาโทษที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ ไม่อย่างนั้นหากสายอิ่นกวานแสร้งทำเป็นว่ามองไม่เห็น ไม่ได้ยิน เขาเฉินชิงตูก็ยินดีจะหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งตามไป ปล่อยให้ตระกูลต่งของเจ้ากักขังตัวต่งกวานพู่หลานชายที่ไร้คุณธรรมกันเอาเอง หรือไม่อย่างมากสุดก็โยนเข้าคุกของเฒ่าหูหนวก แค่นี้เท่านั้น
หนิงเหยานั่งลงข้างกายเฉินผิงอัน “เจ้ายังสบายดีใช่ไหม?”
เฉินผิงอันกดเสียงลงต่า “สบายดีมากๆ”
อันที่จริงหนิงเหยามีคำถามมากมาย เพียงแต่เพราะว่ามีมากเกินไป จึงกลับกลายเป็นไม่รู้ว่าควรจะเปิดปากเช่นไร
เฉินผิงอันพูดด้วยน้าเสียงอ่อนโยน “ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ต้องคิดมาก ปล่อยให้ข้าเป็นคนคิดเองเถิด”
คนทั้งสองมองไกลไปยังทิศใต้ด้วยกัน
เยี่ยนจั๋วพลันถามว่า “เป็นก้างขวางคอพวกเจ้าสองคนหรือไม่?”
เฉินผิงอันคลี่พัดออก ไม่ได้พัดลมเย็นๆ ให้กับตัวเอง แต่พัดให้หนิงเหยา ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ทุกคนเป็นตัวของตัวเองกันหน่อย”
ต่งถ่านดำที่เพิ่งเตรียมขยับก้นมานั่งข้างกายหนิงเหยาชะงักค้างอยู่ตรงนั้น ทั้งไม่ลุกขึ้น แล้วก็ไม่นั่งลง จึงค้างอยู่ในท่าที่ออกจะประหลาดอยู่บ้าง
คิดไม่ถึงว่าเฉินซานชิวจะขยับมานั่งข้างกายเยี่ยนจั๋ว ฟ่านต้าเช่อนั่งลงข้างกายต่งฮว่าฝู ส่วนเตี๋ยจ้างนั่งลงข้างเฉินซานชิว
สุดท้ายทุกคนก็มองไปยังทิศไกลด้วยกัน
รอคอยสงครามครั้งต่อไปเงียบๆ
ผังหยวนจี้อึ้งค้างไร้คำพูดอยู่เป็นนาน
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มที่ถูกมองว่าจะต้องได้เป็นอิ่นกวานคนถัดไปของกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างแน่นอน เวลานี้จิตแห่งกระบี่หม่นหมอง จิตใจตายด้านเหมือนขี้เถ้ามอด
เกาโย่วชิงตัวอ่อนเซียนกระบี่ที่อยู่ข้างกายผังหยวนจี้มาโดยตลอดนั่งเหม่ออยู่ ข้างเขา ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด สุดท้ายแล้วนางก็ไม่กล้าเอ่ยอะไร
เกาเหย่โหวมานั่งลงข้างกายผังหยวนจี้ เอ่ยแค่สองคำว่า “อดทนไว้”
สายตาของผังหยวนจี้เลื่อนลอย
เกาเหย่โหวเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “หากอยากรู้คำตอบจริงๆ ก็อย่าเงียบเฉย ไปทั้งอย่างนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องพยายามถามกระบี่ต่ออิ่นกวานด้วยตัวเองให้ได้ใน สักวันหนึ่ง ให้นางบอกคำตอบแก่เจ้าด้วยตัวเอง!”
ผังหยวนจี้พึมพำ “เจ้าไม่ใช่ข้า และข้าก็ไม่ใช่เจ้า ทำไม่ได้หรอก”
เกาเหย่โหวหลุดหัวเราะพรืด “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป สายของ อิ่นกวานก็ถือว่าควันธูปขาดสะบั้นแล้ว”
คิดไม่ถึงว่าด้านหลังคนทั้งสองจะมีแม่นางน้อยคนหนึ่งแอบมาที่นี่อย่างเงียบเชียบ นางยกสองมือกอดอก “ข้ามารับควันธูปนี้ต่อเอง ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”
ผังหยวนจี้คลี่ยิ้มซีดเซียว หันหน้าไปถามว่า “ลวี่ตวน ตอนนั้นทำไมถึงไม่ออกไปจากกำแพงเมืองปราณกระบี่? ทั้งเซียนกระบี่กวอเจี้ยและเฉินผิงอันต่างก็อยากให้เจ้าออกไปจากที่นี่”
ดวงตาของกวอจู๋จิ่วเป็นประกายสว่างเจิดจ้า ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ต่อให้จะเคารพเลื่อมใสท่านพ่อและอาจารย์ของข้าแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นความคิดของพวกเขา ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ ไม่ควรจะมีวิธีใช้ชีวิตและวิธีตายเป็นของตัวเองหรอกหรือ?”
ผังหยวนจี้ได้แต่ยิ้มขมขื่น
เหตุผลล้วนเข้าใจ แต่แล้วอย่างไรเล่า
เกาเหย่โหวยกนิ้วโป้งให้ พูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง “ลวี่ตวน ประโยคนี้พูดได้ดีมาก!”
กวอจู๋จิ่วมองเกาเหย่โหวแล้วเอ่ยอย่างระอาใจ “มาชมข้าทำไม เจ้าต้องชมอาจารย์ข้าที่สั่งสอนลูกศิษย์ได้ดี เรียกว่าชมทีหนึ่งชมถึงสองคน เจ้านี่ไม่ค่อยรู้ความเอาเสียเลย”
เกาเหย่โหวอึ้งไร้คำตอบโต้ไปชั่วขณะ
พูดคุยกับแม่หนูลวี่ตวนผู้นี้ คนที่ได้เปรียบ คาดว่าคงมีแค่หนิงเหยากับต่งปู้เต๋อเท่านั้น
เกาโย่วชิงอดไม่ไหวจึงหลุดหัวเราะทั้งน้าตา
กวอจู๋จิ่วชำเลืองตามองแม่นางน้อยแล้วพูดด้วยน้าเสียงเวทนาว่า “เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ สมองเจ้าคงพังแล้วกระมัง ที่แท้ก็เป็นเจ้าโง่น้อยนี่เอง”
เกาโย่วชิงกระตุกชายแขนเสื้อของเกาเหย่โหว เกาเหย่โหวจึงพูดอย่างฉุนๆ ปนขันว่า “ทีนี้รู้จักมาหาพี่แล้วหรือไร?”
กวอจู๋จิ่วส่ายหน้า เอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อเลียนแบบอาจารย์ตัวเอง แล้วก็เดินจากมาพร้อมพึมพำกับตัวเองว่า “เจ้าโง่น้อยเอ๋ยเจ้าโง่น้อย แม่นางน้อย ไม่รู้จักโต น้ำที่สาดไม่ออก กลุ้มจริงหนอ”
เกาโย่วชิงหน้าแดงก่ำ
เกาเหย่โหวรู้สึกว่าต้องมาเจอกับน้องสาวที่เห็นคนอื่นดีกว่า ตนก็กลุ้มเหมือนกัน
ผังหยวนจี้ยิ้มอย่างฝืดฝืน หันไปมองทางทิศใต้ต่อ ทิศใต้ที่ห่างไปไกลยิ่งกว่านั้น ราวกับยังหวังว่าจะมองเห็นอาจารย์อีกสักครั้ง
บนกำแพงเมืองปราณกระบี่ ผู้ฝึกกระบี่ของธวัลทวีปทุกคนที่สนิทคุ้นเคยกับ เซียนกระบี่จางเซาและเซียนกระบี่หลี่ติ้งต่างก็เสียใจอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้
เซียนกระบี่สองท่านที่เป็นสหายสนิทกันนี้ ยามอยู่ที่บ้านเกิดอย่างธวัลทวีป พวกเขาคือเซียนกระบี่ที่รักอิสระเสรีเป็นที่สุด ได้รับการยอมรับจากคนทั่วไปว่าไม่เคยแก่งแย่งชิงดีกับใคร ผลกลับต้องมาตายอยู่บนสนามรบของใต้หล้าเปลี่ยวร้างทั้ง อย่างนี้
ธวัลทวีปให้ความสำคัญกับการค้าที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือมีคนทำการค้าเยอะ อันที่จริงผู้ฝึกกระบี่อย่างพวกเขาสามสิบสองคนนี้ ขอบเขตมีทั้งสูงและต่า ต่างก็ถือว่าเป็นพวกประหลาดของธวัลทวีปแล้ว
ทั้งสองท่านที่ขอบเขตสูงที่สุดก็คือจางเซากับหลี่ติ้งที่กระโจนเข้าหาความตายอย่างกล้าหาญ ทั้งสองล้วนเป็นเซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบ
คนของกำแพงเมืองปราณกระบี่ไม่เคยมองผู้ฝึกกระบี่ของธวัลทวีปที่มีจำนวนน้อยที่สุดอย่างพวกเขาด้วยสายตาที่แปลกแยก แต่ส่วนลึกในใจของพวกเขาก็ยัง ไม่สบอารมณ์อยู่ดี
อุตรกุรุทวีปนั้นไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก เดิมทีนั่นก็เป็นทวีปใหญ่ที่มีผู้ฝึกกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆของใต้หล้าไพศาล ไม่อาจเปรียบเทียบด้วยได้ ทักษินาตยทวีปอยู่ใกล้กับภูเขาห้อยหัวและกำแพงเมืองปราณกระบี่มากที่สุด มีผู้ฝึกกระบี่หลายร้อยท่าน ก็มีเหตุผลให้ไม่ไปเปรียบเทียบเช่นกัน แต่นอกจากนี้แล้ว ฝูเหยาทวีป หลิวเสียทวีป เกราะทองทวีป จำนวนผู้ฝึกกระบี่ของสามทวีปนี้มีเยอะกว่าธวัลทวีปอยู่มากนัก
จำนวนผู้ฝึกกระบี่ที่มีน้อยกว่าของธวัลทวีปก็เหลือแค่สองทวีปแล้ว นั่นคือ แจกันสมบัติทวีปที่อาณาเขตเล็กที่สุดของใต้หล้าไพศาล แต่ก่อนหน้านี้ก็มีเว่ยจิ้น เซียนกระบี่แห่งศาลลมหิมะ เซียนกระบี่หนุ่มคนหนึ่งที่สามารถประชันเรื่องคุณสมบัติกับผลสำเร็จบนมหามรรคากับเซียนกระบี่ในพื้นที่ได้ จากนั้นก็มีเฉินผิงอันที่ไม่ใช่ ผู้ฝึกกระบี่แต่กลับได้รับความเคารพเลื่อมใสจากผู้ฝึกกระบี่
ทวีปใหญ่อีกแห่งหนึ่งก็คือใบถงทวีปที่ขึ้นชื่อว่าไม่ชอบคบหาสมาคมกับทวีปอื่น
แจกันสมบัติทวีปมีปัญหาความวุ่นวายภายใน แต่ใบถงทวีปเกิดปัญหาใหญ่เพราะปีศาจใหญ่ก่อกวน
มีเพียงธวัลทวีปเท่านั้นที่สงบสุขมาโดยตลอด ถึงขั้นที่มีความเป็นไปได้ว่าต่อให้ฟ้าของใต้หล้าไพศาลถล่มลงมา ธวัลทวีปก็ยังเป็นทวีปใหญ่ที่สงบสุขมั่นคงมากที่สุด เพราะห่างจากภูเขาห้อยหัวไปไกลที่สุด มีทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางที่อาณาบริเวณที่กว้างขวาง ผู้โดดเด่นจับกลุ่มดุจดวงดาวคั่นกลางระหว่างพวกเขากับทักษินาตทวีปเอาไว้
เรือข้ามฟากของธวัลทวีปแต่ละลำที่มาเยือนภูเขาห้อยหัวล้วนทำการค้าอย่างเจริญรุ่งเรือง
ทว่ามีเพียงกำแพงเมืองปราณกระบี่แห่งนี้เท่านั้นที่ยากจะได้พบเจอคน บ้านเดียวกัน
ก็ถูกแล้ว การฝึกตนเป็นเรื่องใหญ่ ทว่าชีวิตมีเพียงแค่ชีวิตเดียว ทัศนียภาพบนเส้นทางการฝึกตนงดงามมหัศจรรย์ สามารถฝ่าทะลุขอบเขตได้เป็นเทพเซียน อย่างมั่นคง แล้วจะพาตัวมาตายที่นี่ทำไม และเอาเข้าจริงแล้วผู้ฝึกกระบี่ที่มาที่นี่ก็ ไม่มีสิทธิ์จะไปเรียกร้องหรือบังคับพวกคนที่ไม่ได้มา
ตอนนี้เซียนกระบี่ของทวีปทั้งสองท่านอย่างจางเซาและหลี่ติ้งรบตายไปแล้ว ตามหลักนี่คือเรื่องที่มากพอจะทำให้คนรุ่นหลังของธวัลทวีปยืดอกตั้งอย่างภาคภูมิได้แล้ว
แต่กลับไม่มีใครเบิกบาน มีแต่จะยิ่งทำให้ความอัดอั้นในใจของผู้ฝึกกระบี่แห่ง ธวัลทวีปยิ่งทับถม ยิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิม!
มุมหนึ่งบนหัวกำแพง มีบัณฑิตสวมชุดลัทธิขงจื๊ออยู่กลุ่มหนึ่ง
เฉินฉุนอันที่อยู่ในกลุ่มคนมีสีหน้าเคร่งเครียด
เฉินซื่อยืนอยู่ข้างกายเพื่อนสนิทอย่างหลิวเสี้ยนหยางและฉินเจิ้งซิว เฉินซื่อกลัดกลุ้มอย่างยิ่ง พูดเสียงเบาว่า “พิทักษ์ไว้ ก็จะต้องมีคนตายเยอะมาก ยิ่งตายก็ยิ่งมาก แต่หากไม่ปกป้องไว้ ก็ผิดต่อคนมากมายขนาดนั้นที่ตายไป คนที่อยู่ใกล้ตรงหน้าก็มีเซียนกระบี่ในท้องถิ่นอย่างหลี่ถุ่ยมี่ จางเซาและหลี่ติ้งแห่งธวัลทวีป หากเปลี่ยนข้ามาเป็นเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสท่านนั้น ป่านนี้จิตแห่งมรรคาคงแหลกสลายไปนานแล้ว”
หลิวเสี้ยนหยางทรุดตัวลงนั่งยอง ปากคาบหญ้าต้นหนึ่งที่ไม่รู้ว่าไปดึงมาจากไหน เขาพูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ชัดว่า “ผู้ฝึกกระบี่และเซียนกระบี่ต่างก็เคยชินกับการที่มี เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสคอยเฝ้าพิทักษ์กำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว เพราะว่าผ่านมาเนิ่นนานเกินไปแล้ว จึงยากนักที่จะมีคนไปขบคิดว่าแท้จริงแล้วในใจของผู้อาวุโส ท่านนี้รู้สึกอย่างไรกันแน่”
ฉินเจิ้งซิวเอ่ยเสียงทุ้มหนัก “หมื่นปีที่ผ่านมา บวกกับสงครามในตอนนี้ รวมแล้วมีศึกใหญ่เก้าสิบหกครั้ง ล้วนไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “สนามรบอยู่บนพื้นดินทางทิศใต้ แล้วก็อยู่ในใจคนทาง ทิศเหนือ ดังนั้นจึงชนะมาตลอด แล้วก็จะชนะตลอดไป”
เฉินฉุนอันพลันเปิดปากเอ่ยว่า “ใต้หล้าไพศาลของเรายากที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับความผิดนี้ และนี่ก็คือความผิดที่ใหญ่หลวงที่สุด”
ผู้เฒ่าที่ยึดครองตำแหน่งผู้รอบรู้เพียงหนึ่งเดียวของใต้หล้าไพศาลท่านนี้ไม่ได้พูดด้วยเสียงในใจ แต่เปิดปากพูดออกมาโดยตรง
นอกจากหลิวเสี้ยนหยางแล้ว ต่อให้เป็นลูกหลานตระกูลเฉินอย่างเฉินซื่อ หรือวิญญูชนลัทธิขงจื๊ออย่างฉินเจิ้งซิวก็ยังหน้าเปลี่ยนสีอย่างห้ามไม่ได้
ใต้เท้าอิ่นกวานพาลั่วซานและเซียนกระบี่จู๋อานเดินอาดๆ เข้ามาในกระโจมเจี่ยจื่อ
ผู้เฒ่าชุดเทายืนอยู่นอกกระโจมหลังใหญ่ ยิ้มกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวลว่าอยู่กับ พวกเราแล้วจะไม่มีเรื่องให้ต่อยตี ขอแค่เป็นขอบเขตบินทะยาน อีกทั้งยังไม่ได้ออกแรงในการโจมตีเมืองครั้งนี้ เจ้าก็เชิญเลือกได้ตามสบาย หากฆ่าตายแล้ว ใครที่กล้า พูดมากก็ฆ่าคนผู้นั้นต่อ”
ใต้เท้าอิ่นกวานพยักหน้า ยื่นมือมาบิดผมแกละข้างหนึ่งแกว่งเบาๆ แสยะยิ้มเอ่ยว่า “ไปถึงใต้หล้าไพศาลแล้วก็ต้องมอบพื้นที่ครึ่งทวีปให้ข้า ผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบน ล้วนต้องยกให้ข้าเป็นคนสังหาร ไอ้พวกที่ทำตัวเป็นเต่าหดหัว ทั้งเนื้อทั้งกระดองก็จะโดนบดเละไปพร้อมกัน!”
ผู้เฒ่าชุดเทาไม่ได้ปฏิเสธ เหตุใดต้องปฏิเสธเล่า? แม่นางน้อยที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือเมล็ดพันธ์แห่งมหามรรคาที่ดีที่สุดของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง มหามรรคาสอดคล้องผสานเป็นหนึ่งอย่างไร้ที่ติ อยู่ข้างกายเฉินชิงตู
สำหรับนางแล้วคือความทรมานในทุกช่วงเวลา แต่ไหนแต่ไรมากำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ไม่ใช่สถานที่ฝึกตนสำหรับนางอยู่แล้ว แต่เป็นกรงขังขนาดใหญ่ที่กักขังจิตดั้งเดิมของนาง ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ที่เกิดและเติบโตมาในกำแพงเมืองปราณกระบี่ ใต้เท้าอิ่นกวานจะไม่มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตได้อย่างไร? แต่ทุกครั้งที่เจอกับศึกใหญ่ นางแทบจะไม่เคยเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมา อย่างมากก็แค่เงื้อกระบี่ยาวของหอกระบี่ขึ้นฟาดฟันแล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นหมัดเท่านั้น
เรื่องเสียดายที่มีน้อยแสนน้อยสำหรับผู้เฒ่าชุดเทา หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องที่ ใต้เท้าอิ่นกวานที่เติบโตอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ผู้นี้ไม่ได้มาถือกำเนิดใน ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ไม่เคยไปฝึกตนอยู่ที่ภูเขาทัวเยว่ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นระดับสูงต่ำของบัลลังก์สิบสี่แห่งในบ่อโบราณคงต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดแล้ว
บรรพบุรุษของใต้หล้าเปลี่ยวร้างท่านนี้ เวลานี้มีคนติดตามอยู่ข้างกายเพียง คนเดียว ก็คือชายฉกรรจ์เคราดกที่พกดาบสะพายกระบี่ผู้นั้น
ลั่วซานมองไปยังเซียนกระบี่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้าเปลี่ยวร้างท่านนี้ ถามว่า “เหตุใดทั้งไม่ชักดาบและไม่ออกกระบี่ ปล่อยให้ต่งซานเกิงช่วยจั่วโย่วออกไปได้?”
ชายฉกรรจ์เอ่ยด้วยน้าเสียงเฉยชา “เห็นแก่ที่เจ้าเป็นเซียนกระบี่และเป็นสตรี เลยจะยอมเสียเวลาเปลืองน้าลายเอ่ยกับเจ้าประโยคหนึ่ง ข้าจะฆ่าใครหรือไม่ฆ่าใคร ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลกับคนนอก”
ลั่วซานกำลังจะพูดต่อ แต่เซียนกระบี่จู๋อานกลับเอื้อมมือมาบีบข้อมือของนางเสียก่อน
ผู้เฒ่าชุดเทายิ้มกล่าว “ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังถึงเพียงนี้ ตามกฎที่ภูเขาทัวเยว่เป็นผู้กำหนด พวกเจ้าคือแขกผู้มีเกียรติของใต้หล้าเปลี่ยวร้างเรา ภายในเวลาพันปีจะไม่มีทางมีปัญหาใดๆ หากหลิวชาออกกระบี่ต่อพวกเจ้าก็เท่ากับว่าถามกระบี่ต่อภูเขาทัวเยว่ ถูกหรือไม่?”
กล่าวมาถึงตรงนี้ผู้เฒ่าก็หันไปมองชายฉกรรจ์เคราดก
หลิวชาไม่เอ่ยคำใด
จากนั้นผู้เฒ่าชุดเทาก็เอ่ยอย่างสบายๆ ประโยคหนึ่ง ซึ่งทั้งเป็นการพูดกับบุรุษนามว่าหลิวชาที่อยู่ข้างกาย แล้วก็พูดกับเซียนกระบี่อย่างลั่วซานกับจู๋อาน ขณะเดียวกันก็ยิ่งพูดให้ปีศาจใหญ่มากมายในกระโจมเจี่ยจื่อฟัง “ใต้หล้าเปลี่ยวร้างของพวกเราคือสถานที่ป่าเถื่อนที่ไร้การอบรมสั่งสอนอย่างแท้จริง ทั้งไม่ใช่กำแพงเมืองปราณกระบี่ ยิ่งไม่ใช่ใต้หล้าไพศาล กฎเกณฑ์ของข้ามีไม่มาก มีอยู่แค่ไม่กี่ข้อเท่านั้น ทว่าทุกข้อล้วนใช้ได้ผล ผู้ทรยศทุกคนล้วนต้องตาย”
ใต้เท้าอิ่นกวานพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ใช่แล้ว ผังหยวนจี้ลูกศิษย์โง่ของข้าคนนั้น ต่อให้ตัวเขาเองพยายามรนหาที่ตาย พวกเจ้าก็อย่าได้ฆ่าเขา ข้ายังอยากจะให้วันหน้าเขาได้ถามกระบี่แก่ข้าครั้งแล้วครั้งเล่า”
ผู้เฒ่าชุดเทายิ้มอย่างระอาใจ “เรื่องเล็กแค่นี้ไม่ต้องเอามาพูดกับข้าหรอก เจ้าแค่ให้ลั่วซานกับจู๋อานแยกกันไปแจ้งที่กระโจมเจี่ยจื่อกับกระโจมอู้อู่ก็พอ แค่นี้ทุกคน ก็น่าจะรู้ว่าควรทำอย่างไรแล้ว”
ใต้เท้าอิ่นกวานถาม “ถ้าอย่างนั้นข้าต้องทำอะไร?”