ตอนที่ 1643
บทที่ 727.1 ไร้เทียมทานที่แท้จริง
October 21, 2026
เต๋าเหล่าเอ้อสวมชุดคลุมอาคม สะพายกระบี่เซียน บนศีรษะสวมกวานหางปลา
ลู่เฉินศิษย์น้องที่ยืนฟุบราวรั้วอยู่ด้านข้างกลับสวมกวานดอกบัว บนไหล่มีนกขมิ้นสีเหลืองเกาะอยู่ตัวหนึ่ง
เจ้าลัทธิใหญ่ของป๋ายอวี้จิงในอดีต ลูกศิษย์คนแรกของมรรคาจารย์เต๋า บนศีรษะสวมกวานหรูอี้ ตรงเอวห้อยยันต์ไม้ท้อแผ่นหนึ่ง การที่สามารถรับลูกศิษย์แทนอาจารย์ได้ แน่นอนว่าเป็นเพราะมรรคกถาใกล้เคียงกับมรรคาจารย์เต๋ามากที่สุด
เวลานี้กระบี่เซียนด้านหลังเต๋าเหล่าเอ้อสั่นสะเทือนไม่หยุด ประกายแสงเรืองรองไหลล้นออกมานอกฝัก อักขระเมฆสีทองแต่ละตัวที่เป็นการแสดงออกของมหามรรคาพากันปรากฏกายบนโลก เพียงแต่ว่าพอตัวอักษรสีทองออกจากฝักกระบี่มาแล้วก็ถูกมรรคกถาที่แทบจะเรียกได้ว่าก่อตัวขึ้นเป็นสิ่งของที่จับต้องได้จริงบนร่างของเต๋าเหล่าเอ้อพันธนาการไว้ทันใด บันทึกลับ เนื้อหาคำเขียวทั้งหลายในคัมภีร์ลัทธิเต๋าอยู่ใกล้ในระยะประชิด เดี๋ยวก่อเกิดเดี๋ยวดับสลายไม่แน่นอน ปล่อยให้เจ้าเป็นดั่งปลานับไม่ถ้วนที่ว่ายวนอยู่ในลำธาร ทว่าเป็นตายกลับได้แต่อยู่ในน้ำไปตลอดกาล ออกห่างมาจากฟ้าดินที่เป็นท้องน้ำไม่ได้ บางครั้งที่ปลากระโดดพ้นน้ำขึ้นมา ก็แค่เผยรูปโฉมที่แท้จริงบนฟ้าดินเพียงเสี้ยววินาที สุดท้ายก็ต้องกลับลงไปในน้ำอยู่ดี
ลู่เฉินเอ่ยสัพยอก “ปราณสังหารของศิษย์พี่เข้มข้นขนาดนี้ ระวังจะไปทำให้อารามเสวียนตูใหญ่เปิดค่ายกลกระบี่มาถามกระบี่กับป๋ายอวี้จิงของพวกเราเข้าล่ะ นักพรตซุนท่านนั้นของพวกเราอดทนกับศิษย์พี่มานานมากแล้ว โชคดีที่ข้าช่วยหาน้องเล็กคนหนึ่งมาให้ศิษย์พี่ ไม่อย่างนั้นเรื่องรวบรวมห้าร้อยหลิงกวนให้ครบถ้วน ก็คงต้องถ่วงเวลารั้งรออยู่ที่ใต้หล้าแห่งที่ห้าไปอีกหลายปี นานหน่อยก็สามร้อยปี สั้นหน่อยก็ร้อยปี ถึงอย่างไรก็ไม่งาม”
เต๋าเหล่าเอ้อไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธในเรื่องนี้ ป๋ายอวี้จิงกับอารามเสวียนตูใหญ่มีความแค้นต่อกันมานานหลายพันปี ถูกยกมาพูดถึงเป็นประจำจนน่าเบื่อแล้ว ส่วนเรื่องของห้าร้อยหลิงกวนกลับคืนสู่ตำแหน่งเซียน ก็เป็นแค่เรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น ถึงเวลานั้นอีกสองร้อยปีถัดไป เขารวบรวมห้าร้อยหลิงกวนได้ครบถ้วนแล้วก็จะไปโจมตีนอกฟ้า พวกเทวบุตรมารนอกโลกทั้งหลายก็จะต้องสูญเสียพลังต้นกำเนิดอย่างใหญ่หลวงตามความหมายที่แท้จริง และห้าร้อยหลิงกวนก็จะสมชื่อมากยิ่งขึ้น
การรับมือกับเทวบุตรมารนอกโลกที่ดูเหมือนว่าจะมิอาจสังหารได้หมดสิ้นตลอดกาลเหล่านั้น สามสายของป๋ายอวี้จิง อันที่จริงมีการแบ่งแยกกันไว้นานแล้ว สายของเต๋าเหล่าเอ้อนั้นเรียบง่ายมาก สังหารเป็นหลัก
นอกจากไปสังหารเทวบุตรมารที่นอกฟ้า ทำให้พวกผู้นำของเทวบุตรมารทั้งหลายไม่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองให้ยิ่งใหญ่ได้แล้ว ในอนาคตเต๋าเหล่าเอ้อยังต้องพกกระบี่เดินทางไปทั่วใต้หล้า เป็นผู้นำห้าร้อยหลิงกวานใช้เวลาห้าร้อยปีในการสังหารจิตมารของผู้ฝึกลมปราณโดยเฉพาะ ต้องทำให้พวกเทวบุตรมารนอกโลกที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านั้นกลายเป็นดั่งน้ำไร้ต้นกำเนิด ไม้ไร้ราก สุดท้ายบีบให้เทวบุตรมารต้องรวมตัวกันเป็นสามส่วน ถึงเวลานั้นก็ค่อยให้เขาและศิษย์พี่ศิษย์น้องสามคนแยกกันไปสยบกำราบคนละหนึ่งตน สร้างความผาสุกให้กับใต้หล้านับแต่นั้น
การกระทำเช่นนี้เมื่อเทียบกับคนบางคนที่สังหารมังกรที่แท้จริงของใต้หล้าไพศาลจนหมดสิ้นแล้วยังเป็นวีรกรรมที่ใหญ่ยิ่งกว่า
ส่วนศิษย์น้องเล็กที่มีนามว่าซานชิงผู้นั้น ความประทับใจที่เต๋าเหล่าเอ้อมีต่อเขาธรรมดา ไม่ดีไม่เลว พอถูไถ
เรื่องเดียวที่ทำให้เต๋าเหล่าเอ้อมองเขาสูงขึ้นมาหน่อยก็คือตอนอยู่ที่ใต้หล้าใหม่เอี่ยมแห่งนั้น ซานชิงกล้าเป็นฝ่ายลงมือทำเรื่องที่ต่อให้มีสถานะลูกศิษย์คนสุดท้ายของมรรคาจารย์เต๋าก็ยังไม่อาจเป็นยันต์คุ้มกันกายให้เขาได้
ทุกวันนี้ซานชิงได้ทำให้กองกำลังของป๋ายอวี้จิงที่เป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวยิ่งกลายเป็นขุนเขาสายน้ำโดดเดี่ยวของลัทธิเต๋าในใต้หล้าแห่งที่ห้ามากขึ้นกว่าเดิมแล้ว สถานการณ์โดยรวมก็คือป๋ายอวี้จิงมีศัตรูรายล้อมอยู่รอบด้าน ต้องคอยคุมเชิงกับสำนักที่เหลือทั้งหมด แล้วก็เพราะว่าเขาทำเช่นนี้ ถึงทำให้เต๋าเหล่าเอ้อรู้สึกว่าเขาไม่เลว
เจ้าลัทธิรองแห่งป๋ายอวี้จิงที่ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงท่านนี้เพียงแค่หัวเราะเสียงหยันเอ่ยว่า “ข้าอยากจะใช้หนึ่งกระบี่ฟันหัวของหนิวเตาปีศาจบนบัลลังก์ให้ขาด ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวันเสียหน่อย”
ปีนั้นอาจารย์จงใจเว้นชีวิตของมัน ให้เสื้อเกราะสีทองที่เกิดจากการจำแลงของดอกบัวสีม่วงทองชนิดหนึ่งพันธนาการร่างของมัน บีบให้มันได้แต่อาศัยการฝึกตนเพื่อสะสมแสงแห่งสติปัญญาน้อยนิดมาปลดเสื้อเกราะออกด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้นฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็ไม่แน่ว่าอาจจะได้เป็นผู้นำของพื้นที่หนึ่งก็เป็นได้ นับแต่นี้ไปได้บรรลุคำสอนไปหมื่นปี แทบจะใกล้เคียงกับความเป็นอมตะ คิดไม่ถึงว่าจะไม่รู้จักทะนุถนอมโชค แล้วยังใช้วิธีการต่ำช้า หมายจะอาศัยป๋ายเหย่ออกกระบี่ฟันเสื้อเกราะ ช่างย่ำยีวัตถุสวรรค์ยิ่งนัก พวกคนที่โง่เง่าเช่นนี้ไหนเลยจะกล้ามาเป็นแขกที่ป๋ายอวี้จิง
ไม่ว่านิสัยของเต๋าเหล่าเอ้อจะเป็นอย่างไร ในบางความหมายแล้วเขาก็สอดคล้องกับคำว่าเคารพครูบาอาจารย์ตามความหมายของบนโลกมนุษย์มากกว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนของตัวเองเสียอีก
“เรื่องของใต้หล้าไพศาล แนะนำศิษย์พี่ว่าอย่าไปข้องเกี่ยวด้วยจะดีกว่า”
ลู่เฉินเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ปีนั้นบรรพบุรุษคนแรกของสำนักการทหารไร้เทียมทานถึงเพียงใด ก็ยังไม่ได้มีจุดจบเป็นโครงกระดูกถูกแยกออกเป็นห้าส่วน ต้องตายด้วยน้ำมือของมดตัวน้อยในสายตาของเขาหรอกหรือ?”
นอกจากโครงกระดูกกลายเป็นวัตถุที่ถูกแย่งชิงแล้ว หลังจากที่บรรพบุรุษสำนักการทหารลาจากโลกนี้ไป จิตวิญญาณก็ผสานรวมเข้ากับโชคชะตาบู๊ของใต้หล้าทั้งหมด ปูเส้นทางการเดินขึ้นสู่สวรรค์ให้กับผู้ฝึกยุทธเต็มตัวในยุคหลัง และนี่ก็เป็นเหตุที่ว่าทำไมใต้หล้าทั้งหลายถึงไม่เคยจงใจชักนำการอยู่และการไปของโชคชะตาบู๊ บรรพบุรุษคนแรกของสำนักการทหารท่านนั้นมีคุณความชอบในการเดินขึ้นสวรรค์ แต่ก็มีความผิดที่สร้างความแตกแยกให้กับเผ่ามนุษย์ ความชอบและความผิดไม่เท่าเทียมกัน คุณความชอบยังคงเป็นคุณูปการใหญ่หลวง ความผิดทุกอย่างที่ทำลงไปก็ยังต้องรับโทษทัณฑ์นานหมื่นปี
ส่วนผู้ฝึกลมปราณห้าคนที่ตอนแรกแบ่งโครงกระดูกกันไปนั้น ตอนที่อยู่บนสนามรบโบราณในปีนั้น อันที่จริงขอบเขตต่างก็ไม่สูง มีคนชิงเอาศีรษะไปก่อน อีกสี่คนที่เหลือต่างก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ คือการ ‘ร่วมฟันผ่า’ บนหน้าหนึ่งในปฏิทินเหลือง
มีนักพรตน้อยคนหนึ่งขี่ลมทะยานขึ้นกลางอากาศจากนครชิงชุ่ยหนึ่งในห้านครของป๋ายอวี้จิง ไปลอยตัวอยู่บนทะเลเมฆห่างไปไกล ประสานมือคารวะต่อจุดสูง นักพรตน้อยมิกล้าเดินขึ้นสู่ที่สูงไปเองโดยพลการ
ในฐานะหนึ่งในห้านครของป๋ายอวี้จิง นครชิงชุ่ยตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุด หากอิงตามคำกล่าวของนักพรตซุนแห่งอารามเสวียนตูใหญ่ ชื่อเรียกว่านครชิงชุ่ยอะไรนั่นมาจากคำกล่าวที่ว่า ‘ผลหลีอวี้หวงกรอบสดชื่นจริงๆ’ คล้ายคลึงกับเถาน้ำเต้าลูกหนึ่งที่มรรคาจารย์เต๋าเป็นผู้ปลูกแล้วกลายเป็นน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่เจ็ดลูก แน่นอนว่านักพรตนครชิงชุ่ยไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ มองเป็นคำพูดที่ไร้สาระมากกว่า (ชิงชุ่ยชื่อนครแปลว่าเขียวมรกต อ่านเสียงเดียวกับคำว่าชิงชุ่ยที่แปลว่ากรอบสดชื่น)
แต่ระบบเต๋าภายในของนครป๋ายอวี้จิง นครชิงชุ่ยก็มีคำเรียกอีกอย่างหนึ่งว่านครอวี้หวงจริงๆ สถานที่เจ็ดสิบสองแห่งในใต้หล้ามืดสลัวที่อยู่ในการปกครองของนครชิงชุ่ย ในบรรดานั้นมีหนึ่งในสิบถ้ำสวรรค์ใหญ่ สองในสามสิบหกถ้ำสวรรค์เล็ก สามในเจ็ดสิบสองพื้นที่มงคล ราชวงศ์มีหกแห่ง ส่วนอารามเต๋าบนและล่างภูเขาก็ยิ่งมีมากจนนับไม่ถ้วน ทุกๆ หกสิบปีเมื่อถึงวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสอง เจ้านครชิงชุ่ยจะเรียกรถหลวนเจี้ยคันหนึ่งออกมาลาดตระเวนไปตรวจสอบคุณความชอบและความผิดของขุนนางน้ำใสในราชวงศ์ของใต้หล้า ไปทดสอบผีและเทพตามพื้นที่ต่างๆ สถานที่ที่รถหลวนเจี้ยเคลื่อนผ่านล้วนอยู่ในอาณาเขตของการตรวจสอบทั้งสิ้น ถึงขั้นไม่จำกัดอยู่เฉพาะในอาณาเขตของนครด้วย