ตอนที่ 1645
บทที่ 728.1 ห้าสูงสุด สี่กระบี่เซียน หนึ่งป๋ายเหย่
October 21, 2026
จวนเทียนซือของภูเขามังกรพยัคฆ์ หอเด็ดดาว
หลังจากที่นักพรตน้อยสะพายกระบี่คนนั้นปรากฎตัวก็มีสตรีคนหนึ่งที่จงใจใช้ไอเมฆหมอกบดบังโฉมหน้าและเรือนกายคนหนึ่งมาเยือน นางยอบตัวคารวะอยู่ตรงบันไดขั้นล่างสุด พอได้รับคำสั่งจากเทียนซือถึงได้เดินขึ้นสู่ที่สูงมาช้าๆ พอนางเหยียบลงบนขั้นบันได เวทอำพรางตาก็สลายหายไปด้วยตัวเอง เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง แม้ว่าจะแต่งกายด้วยชุดขนนกของนักพรตหญิง แต่กลับมีเสน่ห์เย้ายวนตามธรรมชาติ ตรงหว่างคิ้วมีใฝแดงอยู่เม็ดหนึ่ง
นางไม่เพียงแต่เป็นจิ้งจอกฟ้าที่ขอบเขตสูงที่สุดในใต้หล้าไพศาลเท่านั้น ยังมีขอบเขตสูงสุดในหลายใต้หล้าอีกด้วย รับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของจวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์มานานสามพันปีแล้ว
อยู่ในภูเขามังกรพยัคฆ์ใช้นามแฝงว่าเลี่ยนเจิน
ในอดีตเทียนซือใหญ่ของภูเขามังกรพยัคฆ์ลงจากภูเขาออกเดินทางไปทั่ว นางก็แอบติดตามนักพรตหนุ่มที่เพิ่งจะอายุยี่สิบปีไปด้วย แสร้งปลอมตัวเป็นสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เทียนซือใหญ่เองก็ไม่ได้จงใจเปิดเผยตัวตนของนาง อนุญาตให้นางคอยติดตามอยู่ไกลๆ ยิ่งยอมรับการที่นางลอบมองการฝึกวิชาคาถาของตนอยู่ด้านข้าง หลังจากนั้นมาเทียนซือหนุ่มออกเดินทางไปทั่วสารทิศ กำจัดปีศาจปราบมารไปตลอดทาง ใช้เวลาหกสิบปีเต็ม นางอาศัยคุณูปการของเทียนซือปกป้องคุ้มกันกายจึงหลบพ้นทัณฑ์สวรรค์มาได้หลายครั้ง สุดท้ายนางยินดีติดตามเทียนซือใหญ่มาฝึกตนในภูเขามังกรพยัคฆ์ เพื่อเป็นของขวัญตอบแทน เทียนซือใหญ่จึงประทับตราอาคมกับมือตัวเอง ทำให้นางแบกรับทัณฑ์สวรรค์เอาไว้ได้
ขึ้นมาบนนี้อยู่ใกล้กับแผ่นฟ้าอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าเพียงแค่เอื้อมมือคว้าก็สามารถเด็ดดวงดาวจับดวงจันทร์เอาไว้ได้
หลังจากที่จิ้งจอกฟ้าเลี่ยนเจินเดินขึ้นมาบนหอเด็ดดาวแล้ว นางกลับหยุดนิ่งไม่เดินหน้าต่อ ไม่ได้ขยับเข้าใกล้เทียนซือใหญ่ที่มีรูปโฉมเป็นคนหนุ่ม หลักๆ แล้วเป็นเพราะนางเกิดมาก็หวาดกลัวนักพรตเด็กสะพายกระบี่ที่ใช้นามแฝงว่าอู๋เล่ยผู้นั้นมากกว่า
ในฐานะที่ผู้ฝึกกระบี่คือผีตอแยยากอันดับหนึ่งในบรรดาสี่ผีใหญ่บนภูเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบี่บินของเซียนกระบี่ที่ตัดหัว หนึ่งกระบี่ทลายหมื่นอาคม สังหารศัตรูก็ดี กำจัดปีศาจปราบมารก็ช่าง ไม่ใช่การนั่งเทียนเขียนลอยๆ เหมือนอย่างที่เอ่ยถึงในนิยายเรื่องเล่าประหลาดหรือในเกร็ดพงศาวดาร
และนักพรตเด็กคนนั้นก็คือร่างมนุษย์ที่จำแลงมาจากกระบี่เซียน ‘ว่านฝ่า’
เลี่ยนเจินถูกหอเด็ดดาวสยบกำราบจึงเผยร่างจริงออกมาครึ่งหนึ่ง หางสีขาวหิมะขนาดใหญ่สิบหางลากระพื้นไปตามขั้นบันได แทบจะปิดเส้นทางการเดินขึ้นสู่หอเด็ดดาวทั้งหมด
นักพรตหนุ่มหันหน้ามาผงกศีรษะยิ้มบางๆ ให้กับจิ้งจอกฟ้า
เลี่ยนเจินรีบคารวะกลับคืน ใช้การกราบคารวะตามพิธีการของลัทธิเต๋าอย่างห่างเหิน อยู่เบื้องล่างหอเด็ดดาว นางภาคภูมิใจในสถานะสาวใช้ข้างกายเทียนซือใหญ่ แต่พอขึ้นมาบนหอแล้ว อยู่ข้างกายอู๋เล่ยวิญญาณกระบี่ที่ใกล้ชิดกับคนยากมากที่สุด เลี่ยนเจินก็ได้แต่ต้องเรียกตัวเองว่าเป็นสหายผู้ฝึกตน หลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายเกิดความไม่สบอารมณ์
เลี่ยนเจินแทบไม่เคยพูดคุยกับอู๋เล่ยผู้นั้น และอันที่จริงโอกาสที่ทั้งสองจะได้พบเจอกันก็มีไม่มาก
เทียนซือใหญ่ล้วนเรียกทั้งสองท่านเป็นสหาย คบหากันดุจคนที่มีลำดับศักดิ์เท่าเทียม ไม่เคยเห็นเป็นข้ารับใช้หรือสาวใช้
เลี่ยนเจินรู้ว่าเหตุใดวันนี้เทียนซือใหญ่ถึงมาพบกับอู๋เล่ยที่นี่ ทอดสายตามองไกลไปยังฝูเหยาทวีปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของใต้หล้าไพศาลด้วยกัน ทว่าทุกวันนี้ฝูเหยาทวีปเป็นอาณาเขตของใต้หล้าเปลี่ยวร้างไปแล้ว เชื่อว่าต่อให้เทียนซือใหญ่ร่ายวิชาอภินิหารมองขุนเขาสายน้ำผ่านฝ่ามือก็ยังมิอาจเห็นได้ชัดเจนนัก
เทียนซือใหญ่พูดคุยต่อจากบทสนทนาก่อนหน้านี้ “ข้าคิดว่าจะถือตราประทับไปเยือนใบถงทวีปสักครั้ง เจ้าอยู่เฝ้าประตูภูเขาที่นี่”
อู๋เล่ยยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา น้ำเสียงที่เอ่ยค่อนข้างจะเย็นชา “สถานการณ์ของใต้หล้าในทุกวันนี้คู่ควรให้เจ้าเสี่ยงอันตรายลงมือก็จริง แต่อย่าได้ไปตายด้วยน้ำมือของโจวมี่เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหรือจะยังให้ข้าเป็นคนสังหารเจ้าด้วยมือตัวเอง”
เลี่ยนเจินรู้สึกเป็นกังวล นางอยากจะพูดเกลี้ยกล่อม แต่ไหนเลยจะกล้าชี้มือชี้ไม้ใส่เจ้านายในเรื่องใหญ่เช่นนี้
ก็เหมือนอย่างที่เจ้านายเคยพูดเองในอดีต บนโลกมนุษย์มีความมหัศจรรย์ในทุกช่วงเวลา ทุกหนทุกแห่งล้วนมีแต่การสยบกำราบ ผู้ฝึกตน ยิ่งมรรคกถาสูงเท่าไร เส้นทางใต้ฝ่าเท้าก็มีแต่จะยิ่งน้อยลงมากเท่านั้น ส่วนลมบนภูเขาบนฟ้าก็จะยิ่งแรงมากเท่านั้น
ทุกคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทุกครั้งที่ตัดสินใจเองไม่ได้ ล้วนมีโอกาสที่จะกายดับมรรคาสลาย ความสง่างามมักจะถูกลมฝนพัดให้สลายหายไปเสมอ ต้องอยู่อย่างเดียวดายยาวนานเคียงคู่แม่น้ำแห่งกาลเวลา
ส่วนสีหน้าเย็นชาและเนื้อหาในคำพูดของนักพรตน้อยคนนั้น เลี่ยนเจินกลับไม่รู้สึกประหลาดใจแล้ว แม้ว่าวิญญาณกระบี่จะเป็นข้ารับใช้ในนาม แต่มหามรรคาบริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด แทบจะไม่มีการแบ่งแยกดีเลวอย่างที่คนรุ่นหลังชอบพูดกันแม้แต่น้อย
นักพรตหนุ่มยื่นมือไปคว้าจับของสิ่งหนึ่งกลางอากาศเบาๆ ตรงเอวก็ปรากฎเป็นขลุ่ยไม้ไผ่เลาหนึ่ง ทว่าตัวอักษรที่แกะสลักไว้กลับเอามาจากบทนำแปดตัวอักษรของแท่นฝนหมึกอักษรโบราณจำลองในโลกมนุษย์ที่บอกว่า ‘ไอที่แผ่ออกมาจากผืนแผ่นดินนั้นเรียกว่าลม’
เทียนซือใหญ่คนปัจจุบันของภูเขามังกรพยัคฆ์ จ้าวเทียนไล่
หนึ่งในสิบคนของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง อันดับอยู่เหนือฝูลู่อวี๋เสวียน ต่อให้จะเป็นอันดับสิบคนไพศาลที่ผู้คนยังถกเถียงกันไม่หยุด ก็ยังต้องมีพื้นที่ว่างสำหรับเขาอย่างแน่นอน
เวทห้าอสนีดั้งเดิมมีคำเรียกขานที่ไพเราะว่าเป็นผู้นำแห่งหมื่นวิชาคาถา เทียนซือใหญ่แต่ละยุคแต่ละสมัยของภูเขามังกรพยัคฆ์ เดิมทีก็เป็นบุคคลอันดับหนึ่งด้านเวทสายฟ้าอย่างสมชื่อบนโลกอยู่แล้ว
หนึ่งกระบี่ฝ่าทลายหมื่นอาคม
ทว่า ‘ว่านฝ่า’ (หมื่นอาคม) หนึ่งในสี่กระบี่เซียน เดิมทีก็อยู่ในครอบครองของจ้าวเทียนไล่อยู่แล้ว
จ้าวเทียนไล่ไม่เพียงแต่เป็นคนที่อายุยืนที่สุดในบรรดาเทียนซือแต่ละรุ่นของภูเขามังกรพยัคฆ์ ความสูงของมรรคกถาเขาในทุกวันนี้ก็ยิ่งเป็นรองแค่บรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาที่ออกเดินทางไกลไปยังนอกฟ้าไม่อาจกลับคืนมาได้อีกเท่านั้น แล้วนับประสาอะไรกับที่จ้าวเทียนไล่ยังถูกใต้หล้าไพศาลมองเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่มีหวังจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่มากที่สุดอีกด้วย
เพียงแต่ว่าเรื่องราวบนโลกนั้นผันแปรไม่แน่นอน ผู้ฝึกตนที่ได้ครอบครองกระบี่เซียนเล่มหนึ่งกลับกลายเป็นว่าจำนวนครั้งที่ออกกระบี่ยังสู้ผู้ฝึกกระบี่ทั่วไปบนภูเขาคนหนึ่งไม่ได้ด้วยซ้ำ
มีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเคยนับจำนวนครั้งที่กระบี่เซียนทั้งสามเล่มปรากฏตัวบนโลกโดยเฉพาะ หลังจากที่ป๋ายเหย่ไปยืมกระบี่เซียน ‘ไท่ป๋าย’ มาจากนักพรตซุนแห่งอารามเสวียนตูใหญ่ จำนวนครั้งที่ปล่อยกระบี่น่าจะไม่เกินสิบครั้ง
ผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงของป๋ายอวี้จิงแห่งใต้หล้ามืดสลัวผู้นั้น ท่ามกลางชีวิตของการฝึกตนอันยาวนานก็ยิ่งมีจำนวนแค่มือเดียวนับได้ นอกจากนี้ยามที่ประมือกับศัตรูผู้แข็งแกร่งที่ถือว่าอยู่บนยอดเขาที่แท้จริงก็ไม่จำเป็นต้องพก ‘เต้าจ้าง’ เล่มนั้นไปด้วยซ้ำ ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นก็คือกระบี่หล่นลงบนอารามเสวียนตู เต๋าเหล่าเอ้อสวมชุดคลุมอาคม ถามกระบี่ต่ออารามเสวียนตูใหญ่ที่บอกว่าตัวเองคือปฐมสำนักสายเซียนกระบี่ของลัทธิเต๋า ส่วนอาเหลียงที่บินทะยานไปยังฟ้านอกฟ้าคนนั้น ยามที่ทั้งสองฝ่ายงัดข้อกันกลับใช้มือเปล่าหมัดเน้นๆ เสียมากกว่า คนหนึ่งไม่มีกระบี่พกที่เหมาะมือ อีกคนหนึ่งหักใจยอมไม่ใช้กระบี่เซียน
ส่วนเทียนซือใหญ่ของภูเขามังกรพยัคฆ์ที่อยู่บนหอเด็ดดาวผู้นี้ จำนวนครั้งที่ออกกระบี่ค่อนข้างจะมากหากเทียบกับสองฝ่ายแรก หลังจากลงเขาไปท่องเที่ยวแล้ว ทุกครั้งที่เลื่อนขอบเขตหนึ่งขั้นจะต้องออกกระบี่อยู่สามห้าครั้ง
ส่วนกระบี่เซียนเล่มที่สี่ ผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่รู้เรื่องวงในของใต้หล้าไพศาลมีน้อยจนนับนิ้วได้ เนื่องจากจ้าวเทียนไล่มีวิญญาณกระบี่ตนหนึ่ง บวกกับที่เชี่ยวชาญการคิดอนุมาน ดังนั้นจึงคำนวณออกมาได้ ไม่เพียงรู้ว่ากระบี่เซียนเล่มนั้นชื่อ ‘เทียนเจิน’ ยังรู้ด้วยว่ากระบี่เล่มนี้ทั้งไม่อยู่ในหอสยบกระบี่ของทักษินาตยทวีป แล้วก็ไม่ใช่กระบี่ยาวที่ผู้พิฆาตมังกรเมื่อสามพันปีก่อนครอบครอง แต่ไปอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่นานหมื่นปีแล้ว
ส่วนผู้พิฆาตมังกรที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาแล้วก็เหมือนดาวตกที่ร่วงลงมาอย่างรวดเร็วผู้นั้น ทั้งตัวตนและชื่อต่างเป็นเรื่องต้องห้าม แล้วยังเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่เล็ก รู้แค่ว่าเขามาจากพื้นที่มงคลระดับสูงแห่งหนึ่งที่ทุกวันนี้ยังถูกปิดผนึก แต่กลับมีความเกี่ยวข้องกับมหามรรคาของบรรพบุรุษคนแรกสำนักการทหารอย่างคลุมเครือ ไม่ว่าจะอย่างไร ช่วงเวลาที่มีการพิฆาตมังกร ยังสามารถอบรมสั่งสอนลูกศิษย์อย่างเจิ้งจวีจงของนครจักรพรรดิขาวออกมาได้ คนผู้นี้ถือว่ามีชื่อเสียงยาวนานเป็นพันปีแล้ว ไม่แน่ว่าในเกร็ดพงศาวดารอันซับซ้อนของโลกรุ่นหลัง คนผู้นี้อาจได้ยึดครองบทความขนาดใหญ่และน้ำหมึกจำนวนมากอย่างถึงที่สุดก็เป็นได้
จ้าวเทียนไล่หันหน้ามายิ้มเอ่ย “สหายเลี่ยนเจิน ที่ใบถงทวีปเหมือนว่าจะมีคนบนเส้นทางเดียวกันกับเจ้าอยู่ด้วยคนหนึ่ง”
เลี่ยนเจินพยักหน้ารับเบาๆ “ข้ากับนางอยู่บนเส้นทางเดียวกันแต่คนละสาย เป็นสายเดียวกับชิงอิงที่อยู่ข้างกายอาจารย์ป๋าย”
น้ำเสียงของจิ้งจอกฟ้าตนนี้นุ่มนวลตลอดเวลา ไม่กล้าพูดเสียงสูง นั่นเป็นเพราะปณิธานกระบี่ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวสหายอู๋เล่ยน่าตะลึงเกินไป
ในฐานะหนึ่งในสี่วิญญาณกระบี่ เดิมทีพลังพิฆาตก็เท่าเทียมกับผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานในยุคบรรพกาลท่านหนึ่งอยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่มีนิสัยของมนุษย์ สำหรับถ้อยคำของภูตอย่างเลี่ยนเจินที่อยู่ข้างกายนี้ จึงมีการสยบกำราบบนมหามรรคาที่มีมาตามธรรมชาติอยู่แล้ว
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลสูงส่งอยู่บนฟ้า ก่อนที่เผ่ามนุษย์จะปรากฏตัว สิ่งที่สังหารบดขยี้ไปมากที่สุดก็คือเผ่าปีศาจมากมายที่อยู่บนพื้นดิน
ในบรรดานั้นมีเพียงพวกมังกรที่แท้จริงเท่านั้นที่ถึงจะถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์มองสูงขึ้นมาหน่อย และรวบรวมเอามาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดทั้งห้าท่านของสรวงสวรรค์