ตอนที่ 1646
บทที่ 728.2 ห้าสูงสุด สี่กระบี่เซียน หนึ่งป๋ายเหย่
October 21, 2026
เห็นเพียงว่าสองข้างทางของเส้นทางเทพในเวลานั้นล้วนมีแต่ผู้สูงศักดิ์หวงจื่อและเทพเซียนที่ฝึกตนของอารามใหญ่แห่งต่างๆ อีกทั้งทุกคนทั้งตกตะลึงทั้งรู้สึกยินดี ตะลึงที่ก่อนเหวินเซิ่งจะมาที่นี่ไม่เคยไปเหยียบย่างจวนตระกูลเซียนแห่งใดนอกเหนือจากสำนักศึกษาและสถานศึกษาของลัทธิขงจื๊อมาก่อน ดังนั้นจึงถือว่าเขาแหกกฎเพื่อภูเขามังกรพยัคฆ์แล้ว อีกทั้งว่ากันว่ายังเป็นเหวินเซิ่งที่เป็นฝ่ายส่งมอบเอกสารให้กับจวนเทียนซือด้วยตัวเอง ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของภูเขามังกรพยัคฆ์แห่งนี้ก็ยังอดรู้สึกปลาบปลื้มไม่ได้ ที่ยินดีก็เพราะเหวินเซิ่งมาเยือนภูเขามังกรพยัคฆ์ อีกทั้งตอนนั้นยังเป็นช่วงที่เขาเพิ่งจะชนะการโต้วาทีของสามลัทธิมาอีกครั้งด้วย และยิ่งมีการกระทำอันน่าครั่นคร้ามสองครั้งติดต่อกัน ครั้งหนึ่งคือไปเยือนม่านฟ้า ยืดคอบอกกับเต๋าเหล่าเอ้อว่าฟันมาตรงนี้สิ ฟันมาตรงนี้เลย อีกครั้งก็คือหลังการโต้วาทีเสร็จสิ้นได้เชิญให้บรรพบุรุษของพุทธเต๋าสองลัทธินั่งลง
ซิ่วไฉเฒ่ามีเทวรูปอยู่ในตำแหน่งสูงถึงอันดับที่สี่ของศาลบุ๋น ชนะการโต้วาทีสองครั้งติด นี่จึงเป็นเหตุให้ยามนั้นที่เหวินเซิ่งมาปรากฎตัวยังภูเขามังกรพยัคฆ์อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด แม้แต่เทียนซือใหญ่ก็ยังออกมาต้อนรับเขาที่หน้าประตูภูเขาด้วยตัวเองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
สุดท้ายซิ่วไฉเฒ่ากับเทียนซือใหญ่ของรุ่นนั้นก็ไปนั่งอยู่ในห้องโถงด้านหน้าด้วยซ้ำ ปากซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยถ้อยคำที่จริงใจ แต่สายตากลับเหล่มองห้องโถงกลางอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ดื่มน้ำชาหนึ่งอึกก็จะหัวเราะหึหึหนึ่งที
ในที่สุดซิ่วไฉเฒ่าก็รู้สึกเกรงใจเกินกว่าจะก้าวข้ามธรณีประตูไป จึงไปเดินเตร็ดเตร่ที่อื่นแทน
เห็นภูเขาบรรพบุรุษของภูเขามังกรพยัคฆ์เป็นราวกับสวนหลังบ้านตัวเองอย่างไรอย่างนั้น ถึงอย่างไรเขาก็มีเหตุผล เกรงใจกับเจ้าบ้านมากเกินไปจะไม่ถือว่าเป็นแขกที่ดีสักเท่าไร
ซิ่วไฉเฒ่าอดไม่ไหวหันกลับไปมองกลอนคู่และกลอนแนวนอนอีกครั้ง ไม่เสียแรงที่ปีนั้นตนเอาทั้งแปรงเอาทั้งกาวขึ้นเขามาด้วย ไม่ต้องรบกวนให้เทียนซือใหญ่ต้องเปลืองแรงติดแผ่นกลอนแม้แต่น้อย
อะไรที่เรียกว่าแขก นี่เรียกว่าแขกผู้ทรงเกียรติต่างหาก!
ไปยังตำหนักเต้าเต๋อซึ่งเป็นศาลบรรพจารย์ของภูเขามังกรพยัคฆ์ ในนั้นแขวนภาพของบรรพจารย์แต่ละยุคแต่ละสมัย และยังมีเทียนจวินที่มีเทวรูปอีกสิบสองท่าน นอกจากลูกศิษย์เอกสองคนของเทียนซือใหญ่ในรุ่นแรกแล้ว คนอื่นๆ ล้วนเป็นเทียนซือใหญ่ต่างแซ่ในประวัติศาสตร์ของภูเขามังกรพยัคฆ์ทั้งสิ้น
บนเสาใหญ่ในศาลบรรพจารย์มียันต์มังกรทองแปดตัวแปะอยู่ เล่าลือกันว่าขอแค่เซียนเหรินช่วยแต้มนัยน์ตาให้ จากนั้นนำไปไว้บนเมฆขาวก็จะมีมังกรถือกำเนิดขึ้นมาจากก้อนเมฆ ออกไปสยบกำราบปีศาจชั่วร้ายทุกตนที่ทำผิดกฎโดยการเข้ามาในภูเขา
ซิ่วไฉเฒ่าทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง บรรพจารย์เปิดภูเขาของภูเขามังกรพยัคฆ์สมกับเป็นวีรบุรุษเสียจริง ปีนั้นหลี่เซิ่งนำพาทุกคนออกเดินทางไกลไปกำราบกากเดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่ แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่มาก เพราะถึงอย่างไรความกว้างใหญ่ของนอกฟ้าก็มากเกินกว่าจะจินตนาการได้ถึง ตราผนึกก็ยิ่งมีมากมายจนน่าเหลือเชื่อ แต่อันที่จริงการเข่นฆ่าที่ดุเดือดก็มีอยู่หลายครั้ง เทียนซือใหญ่รุ่นแรกของภูเขามังกรพยัคฆ์ตายไประหว่างที่เดินทางกลับ และการที่คนผู้นี้กายดับมรรคาสลาย ในระดับใหญ่แล้วก็ถือว่าได้ทำให้ภูเขามังกรพยัคฆ์สูญเสียคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้นำแห่งสายยันต์’ ในยุคหลังไป แต่ก็ไม่ถือว่าฝูลู่อวี๋เสวียนฉกฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นตกอยู่ในอันตราย ก็แค่มาชดเชยความขาดบนมหามรรคาเท่านั้น
ซิ่วไฉเฒ่าประสานมือคารวะอยู่นอกประตู ถือเป็นการคารวะปราชญ์ผู้ล่วงลับอยู่ไกลๆ
บ่อสวรรค์แห่งหนึ่งมีชื่อว่าบ่อสยบปีศาจ ปากบ่อแขวนกระจกหยกดิบไว้บานหนึ่ง คุมขังภูตผีที่ออกอาละวาดซึ่งถูกจวนเทียนซือสยบกำราบมาจากพื้นที่ต่างๆ แล้วเอากลับมาขังบนภูเขา
บริเวณโดยรอบบ่อสวรรค์ล้อมรั้วหยกขาวเอาไว้ป้องกัน แกะสลักเป็นรูปสัตว์ทั้งเก้าซึ่งมีเจียวหลงสีขาวหิมะเป็นหนึ่งในนั้น คือแก่นสายฟ้าที่ผู้สูงศักดิ์หวงจื่อของจวนเทียนซือแต่ละรุ่นหลอมขึ้นมา
ตำหนักใหญ่แห่งหนึ่งที่ไม่เคยเปิดใช้งาน บนประตูใหญ่แปะยันต์ที่เทียนซือใหญ่แต่ละรุ่นใช้ตราประทับเทียนซือซึ่งเป็นของแทนตัวปลุกเสกลงไปชั้นแล้วชั้นเล่า เล่าลือกันว่าด้านในสยบกำราบปีศาจชั่วร้ายไว้นับไม่ถ้วน
เทียนซือใหญ่แต่ละรุ่น ตลอดชีวิตจะมีการประทับตราก่อนหลังสองครั้ง แบ่งออกเป็นตอนรับตราประทับและตอนลาตราประทับ
เรือนด้านหลังที่พักส่วนตัวของเทียนซือใหญ่ยังปลูกต้นกุ้ยโบราณพันปีที่ร่มเงาไม้ไหวพะเยิบพะยาบไว้ต้นหนึ่ง สูงพ้นเหนือกำแพงไปมาก ซิ่วไฉเฒ่ามองหาบนพื้นอยู่นานก็ยังหาก้อนหินไม้เจอแม้แต่ก้อนเดียว
ต้นกุ้ยต้นนี้คือเผ่าพันธุ์ดวงจันทร์ดั้งเดิมต้นหนึ่งที่เทียนซือใหญ่ได้มายามพกกระบี่ออกเดินทางท่องไปยังแจกันสมบัติทวีปในอดีต ใช้ดอกกุ้ยมาหมักเป็นเหล้ากุ้ยฮวา ฝังอยู่ท่ามกลางน้ำและเมฆ เอามาใช้รับรองแขก รสชาติเลิศล้ำเป็นหนึ่งบนภูเขา
ส่วนการเดินทางไกลข้ามทวีปครั้งนั้น แน่นอนว่าจ้าวเทียนไล่ไปฟันเจ้าคนชุดชมพูที่เป็นเจ้าของหอหลิวหลีซึ่งเผ่นหนีไปตลอดทาง เป็นศิษย์น้องเล็กของเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวแล้วอย่างไร พี่ใหญ่เทียนไล่ก็ยังดูแลไล่ฟันไม่ขาดตกบกพร่อง
เทียนซือใหญ่แห่งภูเขามังกรพยัคฆ์สะพายกระบี่ลงจากเขา เดิมทีก็เป็นการแสดงบารมีอยู่ไกลๆ ต่อนครจักรพรรดิขาวอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าน้องไหวเซียนผู้นั้นก็แค่พิถีพิถันเรื่องมิตรภาพร่วมสำนักน้อยไปหน่อยเท่านั้น
น้อยครั้งนักที่ซิ่วไฉเฒ่าจะรู้สึกเลื่อมใสในความกล้าของคนอื่นเช่นนี้ ทว่าเจ้าคนที่ทุกวันนี้ใช้นามแฝงว่าหลิ่วชื่อเฉิงคนนั้นนับว่าใช้ได้ ถือว่าเป็นคนบนเส้นทางเดียวกันครึ่งตัวกับคนพายเรือเฒ่าแห่งเกาะกุ้ยฮวาลูกศิษย์คนแรกของลู่เฉิน
เคยไปหาเรื่องเทียนซือใหญ่แห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ โดนยันต์เต่าแบกศิลาของฝูลู่อวี๋เสวียนเล่นงานไปรอบหนึ่ง อยู่ในแจกันสมบัติทวีปกว่าจะรอดพ้นไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วยังทยอยไปหาเรื่องเสี่ยวฉีกับผิงอันน้อย แล้วยังมีหลี่ซีเซิ่งหนึ่งในเต๋าเหล่าต้า เทพวารีหลี่หลิ่ว…
ช่างสมกับเป็นชายชาตรี เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่งจริงๆ
มารดามันเถอะ คราวหน้าที่เจอหน้ากันจะเรียกเจิ้งจวีจงว่าน้องชายก่อนหนึ่งคำ แล้วค่อยให้เรียกเจ้าหลิ่วชื่อเฉิงว่าพี่หลิ่วก็ยังได้
เพราะถึงอย่างไรนครจักรพรรดิขาวกับสายเหวินเซิ่ง แต่ไหนแต่ไรมาก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวอยู่แล้ว เพียงแต่พอซิ่วไฉเฒ่าคิดอีกทีก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำแห่งวิถีมารนี่นะ
หอชื่อซู
คือสถานที่ที่เก็บรักษากรอบป้าย กลอนคู่ที่จวนตระกูลเซียนใหญ่ทุกแห่งหรือไม่ก็อริยะปราชญ์ของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางมอบให้ รวมไปถึงเก็บรักษาพระราชโองการ จดหมายและบทเชิญเทพของฮ่องเต้แคว้นต่างๆ
ด้านในหอเก็บรักษาหนังสือทองแผ่นป้ายหยกและอักษรคำเขียวไว้นับไม่ถ้วน ความเข้มข้นของโชคชะตาบุ๋น ความเปี่ยมล้นของปราณวิญญาณ หากเอ่ยคำตามคำกล่าวของซิ่วไฉเฒ่าก็คือให้คนมองได้แค่แวบเดียวก็ต้องหันหน้าไปทางอื่นไม่มองอีก มองไม่ได้ มองไม่ได้ มองนานไปแล้วง่ายที่จะเกิดความละโมบ
ซิ่วไฉเฒ่าพลันมีสีหน้ากระอักกระอ่วน นักพรตหญิงหน้าตางดงามที่เฝ้าพิทักษ์พื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้มีรูปโฉมเป็นหญิงสาว ทว่าลำดับศักดิ์ในจวนเทียนซือกลับสูงมาก เดิมทีนางก็เฝ้าพิทักษ์ฟ้าดินเล็กอยู่แล้ว บวกกับที่มีขอบเขตเป็นเซียนเหริน นางสัมผัสได้ถึงภาพปรากฏการณ์เสี้ยวหนึ่งของซิ่วไฉเฒ่าอย่างเฉียบไวจึงรีบมาปรากฎตัวตรงหน้าประตูทันที คำนับกราบตามพิธีของลัทธิเต๋า ไม่เพียงแต่ไม่ได้ซักไซ้เอาความผิดจากซิ่วไฉเฒ่าที่บุกเข้ามาในที่แห่งนี้โดยพลการ กลับกันยังใช้เสียงในใจถามเบาๆ ว่า “นายท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่ง ไม่ทราบว่าอาจารย์จั่วยังสบายดีหรือไม่?”
ซิ่วไฉเฒ่ากระทืบเท้า “ลูกศิษย์คนนี้ของข้าถูกน้ำมันหมูบดบังใจ เป็นคนตาบอดหรือไร ปีนั้นถึงได้ตัดใจออกกระบี่ทำร้ายให้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของแม่นางจ้าวบาดเจ็บได้ลงคอ เอาเมล็ดพันธ์เซียนกระบี่กลับภูเขามังกรพยัคฆ์ พูดคุยปรึกษากับแม่นางจ้าวดีๆ มันยากนักหรือ?!”
ไม่ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรมอะไร ด่าลูกศิษย์ตัวเองก่อนค่อยว่ากัน ด่าเสร็จซิ่วไฉเฒ่าจึงเก็บสีหน้าขุ่นเคืองกลับคืน เอ่ยปลอบใจเสียงเบาว่า “เจ้าทึ่มจั่วโย่วผู้นั้นยังสบายดี ทำให้แม่นางจ้าวเป็นกังวลแล้ว”
นักพรตหญิงโล่งอก ยิ้มเอ่ยว่า “ลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนนั้นของข้าเป็นผู้สูงศักดิ์หวงจื่อ แต่กลับใช้มรรคกถาพร่ำเพื่อ ออกกระบี่ไร้เหตุผล หากตกมาอยู่ในมือของข้า มีแต่จะถูกลงโทษหนักกว่านั้น”
ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะร่า “ข้าไปเดินเล่นเองก่อนล่ะ ไม่กล้ารบกวนการฝึกตนอย่างสงบของแม่นางจ้าวแล้ว”
นักพรตหญิงพยักหน้ารับเบาๆ
เทียนซือใหญ่ของภูเขามังกรพยัคฆ์คือศิษย์พี่ของนาง