ตอนที่ 1647
บทที่ 728.3 ห้าสูงสุด สี่กระบี่เซียน หนึ่งป๋ายเหย่
October 21, 2026
เลี่ยนเจินที่ติดตามมาด้านหลังคนทั้งสองทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดชะงักไป
ซิ่วไฉเฒ่ายิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ข้าก็ไม่ได้จะให้เทียนซือใหญ่ต้องยอมสละชีวิตให้ได้ ใต้หล้าไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ปากตรงใจคด คุณธรรมน้ำใจไม่ใช่ของจริงก็ไม่อาจเอ่ยสองคำว่าคุณธรรมได้อย่างเต็มปาก ข้าหวังแค่ว่าเทียนซือใหญ่จะพยายามอย่างเต็มที่ แค่นี้ก็เพียงพอ เพียงพออย่างมากแล้ว ยกตัวอย่างเช่นต่อให้จะช่วยป๋ายเหย่ไม่ได้ แต่จะดีจะชั่วก็ไปช่วยอวี๋เสวียนเสียหน่อย ลำพังเพียงแค่การกระทำนี้ วันหน้าภูเขามังกรพยัคฆ์ที่อยู่ในใต้หล้าไพศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายในพรรคยันต์ลัทธิเต๋าของพวกเจ้า เกี่ยวกับผู้ที่จะได้ครอบครองสองคำว่า ‘ฝูลู่’ นั้น ก็คงไม่ต้องทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงอีกต่อไป ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา เดี๋ยวก็มีคนตายเข้าจริงๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ คนบนภูเขาและเรื่องราวด้านล่างภูเขาทำให้เกิดบัญชีเลอะเลือนน้อยใหญ่มากน้อยแค่ไหน? แน่นอนว่าข้าก็แค่ยกตัวอย่างให้ฟังเท่านั้น ทำอย่างไรถึงจะไม่ทำให้เทียนซือใหญ่ลำบากใจก็ทำอย่างนั้นเถิด”
จ้าวเทียนไล่พูดตรงไปตรงมายิ่งกว่า “ข้าคิดว่าจะไปเยือนใบถงทวีปสักรอบ คงไม่เปลี่ยนใจแล้ว”
ซิ่วไฉเฒ่าพยักหน้ารับ “ยอดเยี่ยม คู่ควรกับคำกลอนแนวนอนบทนั้น ข้าเชื่อว่าสายเต๋าของภูเขามังกรพยัคฆ์จะเป็นดั่งปณิธานของภูเขามังกรพยัคฆ์ที่บอกว่า ‘นครแห่งเต๋าอยู่บนภูเขาของข้า ยิ่งนานยิ่งรุ่งเรือง’ จริงๆ”
จ้าวเทียนไล่ยิ้มเอ่ย “ซิ่วไฉเฒ่ายุ่งมากจริงๆ”
ซิ่วไฉเฒ่าทรุดตัวนั่งลงข้างกายนักพรตน้อย เอ่ยว่า “ยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอด แต่ไม่ได้ยุ่งจนถึงขั้นทำอะไรไม่สำเร็จสักเรื่อง ต่อให้จะทำสำเร็จได้แค่เรื่องเดียวก็ถือว่าไม่เลวมากแล้ว”
จ้าวเทียนไล่นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านข้าง
นักพรตน้อยลุกขึ้นยืนแล้ว เพราะไม่ยินดีจะอยู่ใกล้ชิดกับซิ่วไฉเฒ่า
ซิ่วไฉเฒ่าถาม “จะดื่มเหล้าไหม?”
จ้าวเทียนไล่เอ่ย “เจ้าจะเลี้ยงข้าหรือ?”
ซิ่วไฉเฒ่าไม่เอ่ยอะไรอีก
ในมือจ้าวเทียนไล่ถือขลุ่ยไม้ไผ่เขียว เอ่ยว่า “เหล้าหมักกุ้ยฮวาพวกนั้น เจ้าดื่มไปไหหนึ่ง ถือว่าข้าเลี้ยงเจ้า ส่วนไหที่เหลือรบกวนเจ้าเอากลับไปวางไว้ที่เดิมด้วย”
ซิ่วไฉเฒ่ากำลังรอประโยคนี้อยู่พอดี เขาจึงยกมือขึ้น เหล้าไหหนึ่งกลิ้งไถลออกมาจากชายแขนเสื้อทันที แน่นอนว่าเขาไม่ได้ละโมบอยากได้ปราณวิญญาณของพืชหญ้าแห่งขุนเขาสายน้ำน้อยนิดแค่นี้ แต่เป็นเพราะกระหายในรสชาติของสุรานี้จริงๆ
ซิ่วไฉเฒ่าดื่มเหล้าหนึ่งอึก “อันที่จริงตอนนั้นที่กระบี่ของป๋ายเหย่หล่นลงในหนึ่งทวีป ข้าก็รู้แล้วว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร ตอนนี้ความต้องการเพียงอย่างเดียวในใจก็คือหวังให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดนั้นเปลี่ยนเป็นดีขึ้นอีกสักหน่อย”
ยกตัวอย่างเช่นขอให้อวี๋เสวียนมีชีวิตรอดไปได้ และทางที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นฝูลู่อวี๋เสวียนผู้นั้น หรือยกตัวอย่างเช่นป๋ายเหย่ไม่ถึงขั้นตายไปอย่างสิ้นซาก ต่อให้นับจากนี้ไปใต้หล้าไพศาลจะสูญเสียเซียนกระบี่ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจที่สุดไปคนหนึ่ง ต่อให้ป๋ายเหย่ถึงขั้นไม่ได้อยู่ในใต้หล้าไพศาลแล้ว แต่ขอแค่ ‘ป๋ายเหย่’ ยังอยู่ จะดีจะชั่วซิ่วไฉเฒ่าก็ไม่ต้องดื่มเหล้าใจสลายเพิ่มอีกหนึ่งกา ป๋ายเหย่อยู่ที่ไหนล้วนคือป๋ายเหย่ ยังคงเป็นป๋ายเหย่ที่ทำให้ดอกหลีใต้หล้าบานสะพรั่งขาวโพลนผู้นั้น
จ้าวเทียนไล่เป่าขลุ่ยไม้ไผ่ สมกับเป็นเสียงสวรรค์จริงๆ (เทียนไล่แปลว่าเสียงสวรรค์หรือเสียงจากธรรมชาติ)
นกกระสาเหลืองบินวนล้อมอยู่รอบยอดเขา นกหลวนสีเขียวกางปีกกระพือเหนือทะเลเมฆ ราวกับไข่มุกสีเหลืองและสีเขียวมากมายที่กลิ้งพลิกแต่งแต้มอยู่บนม่านมุกสีขาว
ซิ่วไฉเฒ่าดื่มเหล้าพลางขับขานบทกวีสอดรับเสียงเพลงไปด้วย
ขุดเจาะทิวทัศน์งามเปิดพื้นที่อมตะ ฝึกตนร่างทองเรืองรองไม่แก่เฒ่า จวนม่วงชุดเหลืองภูมิลำเนาฟ้า ดอกท้องามผลิบานใต้หล้ารับวสันต์
สามยอดเขาสายฝนจำแลงมังกรบิน พวยพุ่งทะยานฟ้าพบราชาฟ้าร้อง ธาราแก้วใสอุ่นไอหมื่นขุม เจินเหรินขึ้นเขาขานเรียกว่าเซียน
นักพรตน้อยคนนั้นส่ายหน้า “โคลงกลอนตลกขบขันสู้บทเพลงจากขลุ่ยเสียงสวรรค์ไม่ได้”
แล้วก็เอ่ยเสริมมาอีกประโยค “อยู่ไกลเกินกว่าจะเทียบได้ติด สมกับเป็นอริยะปราชญ์ศาลบุ๋นจริงๆ หากจะพูดถึงความสามารถและพรสวรรค์ด้านการแต่งกลอนก็แพ้ให้กับพวกนักประพันธ์ในโลกมนุษย์หลุดลุ่ยเลย”
ก่อนหน้านี้เลี่ยนเจินยอบตัวคารวะอย่างแช่มช้อย จากนั้นจึงนั่งลงข้างกายเทียนซือใหญ่
รอกระทั่งจ้าวเทียนไล่เก็บขลุ่ยไม้ไผ่ลงไปแล้ว ซิ่วไฉเฒ่าก็ดื่มเหล้าหมักกุ้ยฮวาไหหนึ่งของจวนเทียนซือหมดพอดี
ซิ่วไฉเฒ่าตัดใจโยนกาเหล้าทิ้งไปในทะเลเมฆไม่ลง จึงเก็บไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “ไม่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่น สิ่งเดียวที่จะทำมีเพียงคงสติมีปัญญาเท่านั้น (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภาษาจีนคือเสินหลิง คงสติมีปัญญาภาษาจีนคือเสินหมิง) ต่างกันแค่คำเดียวกลับต่างราวฟ้ากับเหว มหาสมุทรความรู้โจวมี่ผู้นั้นต้องการใช้การแบ่งแยกแข็งแกร่งและอ่อนแอซึ่งเป็นการแบ่งที่ง่ายที่สุดมาทำให้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป ตัดขาดสรรพชีวิตในฟ้าดิน ดังนั้นเจ้าเดินทางไปใบถงทวีปครั้งนี้ ระดับความอันตรายอาจไม่เป็นรองฝูเหยาทวีปที่มีป๋ายเหย่เฝ้าพิทักษ์เลย ต้องระวังเจี่ยเซิงผู้นั้นให้ดี ระวังแล้วระวังอีก”
จ้าวเทียนไล่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
ใบหน้าเป็นคนหนุ่ม ทว่ากลิ่นอายบนตัวกลับเคร่งขรึมโบราณ
ลมภูเขาโชยมาปะทะใบหน้า หล่อเหลาสง่างามเหนือธรรมดา
เลี่ยนเจินถามอย่างใคร่รู้ “ท่านผู้เฒ่าเหวินเซิ่ง ข้าสามารถถามเรื่องหอบินทะยานได้ไหม?”
ซิ่วไฉเฒ่ายิ้มเอ่ย “มีอะไรถามไม่ได้เล่า ในยุคบรรพกาลสรวงสวรรค์ตั้งอยู่ท่ามกลางธารดวงดาวที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง คำว่าทะยานลมของเซียนเหรินในทุกวันนี้ ไม่แน่ว่าต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจไปไม่ถึง ในอดีตยามที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงมาเยือนพื้นดินโลกมนุษย์ นอกจากคนจำนวนน้อยนิดที่มีวิชาอภินิหารยิ่งใหญ่จนมองเมินแม่น้ำแห่งกาลเวลาได้แล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่ที่เหลือก็จำต้องเดินทางไปกลับผ่านหอบินทะยานนั่นเช่นกัน ดังนั้นหอบินทะยานจึงไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการชักนำเซียนดินให้บินทะยานเท่านั้น ชิงถงเทียนจวินเป็นผู้รับผิดชอบหอบินทะยานหนึ่งในนั้น ซึ่งอันที่จริงก็มีอยู่แค่สองแห่งเท่านั้น”
ส่วนอีกแห่งหนึ่งนั้น ก็คือภูเขาทัวเยว่ของใต้หล้าเปลี่ยวร้างนั่นเอง
เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นหอบินทะยานอย่างสมชื่อมานานแล้ว ตอนนั้นที่เฉินชิงตู หลงจวินและกวนจ้าวพากันไปถามกระบี่ยังภูเขาทัวเยว่ ไม่ได้เป็นการกระทำที่ใช้แค่อารมณ์เท่านั้น
ทว่าเรื่องวงในที่หลงเหลืออยู่เหล่านี้ ซิ่วไฉเฒ่าไม่คิดจะปากมากพูดถึงมันอีก
ขนาดจ้าวเทียนไล่ยังไม่เล่าให้สหายเลี่ยนเจินฟัง แค่เหล้าหมักกุ้ยฮวาไหเดียวเท่านั้น ซื้อปฏิทินเหลืองเก่าแก่ได้แค่ไม่กี่หน้า แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีสหายอู๋เล่ยที่คิดว่าการยืนอยู่เพียงลำพังไม่เหน็ดเหนื่อย (ไม่เหน็ดเหนื่อยอ่านว่าอู๋เล่ยพ้องกับชื่อตัวละคร) ในฐานะหนึ่งในสี่วิญญาณกระบี่ของกระบี่เซียน คาดว่าคงรู้ความจริงมากกว่าเทียนซือใหญ่เสียอีก
ซิ่วไฉเฒ่าลุกขึ้นยืน ยิ้มเอ่ย “แม้ว่าจะไม่ได้สมใจปรารถนา แต่ก็ได้พึ่งใบบุญแม่นางเลี่ยนเจินจริงๆ คราวก่อนได้ดื่มชาดีไปหนึ่งกา วันนี้ยังได้ดื่มเหล้าดีที่นี่อีกไห ข้าคนนี้เป็นแขกมาเยือนถึงบ้าน ก็เป็นซิ่วไฉเฒ่านี่นะ ย่อมต้องยากจนกระเป๋าฟีบแบน ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาล้วนเน้นย้ำในเรื่องมารยาทพิธีการเป็นที่สุด คราวก่อนมอบกลอนคู่กลอนแนวนอนให้ วันนี้ก็จะมอบตราประทับชิ้นหนึ่งให้กับคนหนุ่มคนหนึ่งของภูเขามังกรพยัคฆ์ที่สร้างกระท่อมถามมรรคามานานหลายปี วันหน้ารบกวนเทียนซือใหญ่หรือไม่ก็แม่นางเลี่ยนเจินนำไปมอบต่อให้เขาด้วย”
จ้าวเทียนไล่ลุกขึ้นยืน “พูดไปพูดมาก็ยังคงเป็นดั่งคำว่าน้ำดีไม่ไหลเข้านาคนอื่นนั่นเอง”
จ้าวเหยาที่ในอดีตนั่งรถลากเทียมวัวออกไปจากถ้ำสวรรค์หลีจู คือหนึ่งในลูกศิษย์ผู้สืบทอดของฉีจิ้งชุน
ภายหลังเดินทางมาเยือนทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางก็เคยมาฝึกตนอยู่ในอารามเต๋าแห่งหนึ่งของภูเขามังกรพยัคฆ์ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อด้วยซ้ำ สถานะยังคงเป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊ออยู่เหมือนเดิม สุดท้ายจ้าวเหยาก็ไปยังใต้หล้าแห่งที่ห้า
ดูเหมือนว่าคนที่เขาคิดถึงคำนึงหาอยู่ตลอดเวลาจะอยู่ในนครบินทะยานแห่งนั้น
เพราะเบาะแสบางอย่าง ตามการอนุมานของเจินเหรินอารามเต๋า จ้าวเหยาถึงขั้นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ตื้นเขินกับป๋ายเหย่
จ้าวเทียนไล่เพียงแค่ใช้สองมือถือขลุ่ย คลี่ยิ้มไม่พูดไม่จา
เลี่ยนเจินรู้ว่าเจ้านายไม่ยินดีจะสัมผัสกับวาสนารักในโลกโลกีย์มากเกินไป นางจึงได้แต่รับหน้าที่นี้แทน ยื่นมือไปรับตราประทับเนื้อหยกขาวมาจากมือของเหวินเซิ่ง ในความเป็นจริงแล้วนางกับคนหนุ่มจ้าวเหยาผู้นั้นก็ไม่ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
ซิ่วไฉเฒ่าพูดกลั้วหัวเราะ “ไม่ใช่ของที่น่าอายต้องปิดบังหูตาคนอื่นเสียหน่อย แม่นางเลี่ยนเจินสามารถอ่านเนื้อหาบนตราประทับได้ตามสบาย ถึงอย่างไรก็ไม่รีบร้อนนำไปส่งต่อให้กับจ้าวเหา จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้แทนเขาถึงเก้าสิบกว่าปี”
เลี่ยนเจินจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป ใช้สองนิ้วคีบตราประทับ ยกขึ้นดู
ตราประทับสี่ตัวอักษร
ตะเกียงใจไม่มืดมน