ตอนที่ 1648
บทที่ 728.4 ห้าสูงสุด สี่กระบี่เซียน หนึ่งป๋ายเหย่
October 21, 2026
สำหรับเรื่องนี้เติ้งเหลียงมองการณ์ไกลยิ่งกว่าฉีโซ่วและเกาเหย่โหว เขาเป็นฝ่ายไปดื่มเหล้ากับคนทั้งสองด้วยตัวเอง ความหมายคร่าวๆ ก็คือการออกกระบี่ของหนิงเหยาไม่เพียงแค่ระบายโทสะ กลับยิ่งคุ้มค่า เพราะเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้จะผูกปมแค้นกับผู้ฝึกตนตลอดทั้งใบถงทวีปก็จริง แต่เท่ากับว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนครบินทะยานกับผู้ฝึกตนของฝูเหยาทวีปให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น สามารถทำให้ฝ่ายหลังสบายใจขึ้นได้หลายส่วน เกิดความใกล้ชิดกับนครบินทะยานอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น นี่ก็คือใจคนของใต้หล้าไพศาล สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในทางที่ดีได้ ส่วนเซียนซือทำเนียบวงศ์ตระกูลของใบถงทวีปพวกนั้น อย่าเห็นว่าทุกวันนี้แต่ละคนเป็นเดือดเป็นแค้นไม่แพ้กัน ในอนาคตสถานะเซียนซือฝ่ายนอกของนครบินทะยาน ขอแค่เปิดช่องให้ อีกฝ่ายมีแต่จะยิ่งยินดีทุ่มเงินไม่น้อยหน้ากัน
หลังจากหนิงเหยากลับมายังนครบินทะยาน อารมณ์ของนางกลับไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
ท่ามกลางม่านสนธยาของวันนี้ หนิงเหยาไปที่ร้านเหล้าอย่างที่หาได้ยาก คนเฝ้าประตูเมืองเล็กถ้ำสวรรค์หลีจูในอดีต ทุกวันนี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเถ้าแก่ของร้านเหล้า มีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองไม่น้อย ทุกวันพวกผีขี้เหล้าพวกนักพนันที่มาที่ร้านมีมากมาย
หนิงเหยายกชามเหล้า มองไปยังป้ายสงบสุขปลอดภัยที่แขวนไว้บนผนังของร้าน
เจิ้งต้าเฟิงเพียงแค่ยิ้มเอ่ยทักทายหนิงเหยาหนึ่งคำ จากนั้นก็กดเสียงลงต่ำต่อ ในมือถือชามเหล้า นั่งยองอยู่ริมถนนพูดจาเหย้าหยอกพวกลูกค้า หลักๆ คือพูดว่าคืนนั้นเขาฝันดีอย่างไรบ้าง เซียนหญิงฝูหรงยี่สิบสี่คนในฝัน แต่ละคนงามล่มบ้านล่มเมืองปานใด สุดท้ายทอดถอนใจเอ่ยประโยคหนึ่งว่าบุรุษอย่างเราๆ มีใครบ้างที่ในใจไม่กักขังสตรีเอาไว้คนหนึ่ง หนุ่มโสดอะไรกัน อันที่จริงใต้หล้านี้ไม่มีคนโสดอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่เคยดื่มเหล้าในร้านข้าที่ยิ่งไม่ใช่คนโสด
อันที่จริงเมื่อครู่ตอนที่หนิงเหยาปรากฎตัว บรรยากาศของร้านนี้ก็พลันเปลี่ยนไป
มีเพียงหนิงเหยาเข้าร้านมาแล้ว บรรยากาศถึงได้กลับคืนมาเป็นปกติได้หลายส่วน
ช่วยไม่ได้ เวทกระบี่ของหนิงเหยาสูงขึ้นทุกทีแล้ว บารมีอำนาจยิ่งนานก็ยิ่งมากขึ้น ดังนั้นนครบินทะยานจึงมองนางเป็นเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสคนที่สองไปโดยปริยาย
เหนือสามสายอย่างสิงกวาน อิ่นกวานและจวนเฉวียนฝู่ขึ้นไป มีหนิงเหยาคนเดียวที่ได้ครอบครองตำแหน่งเฉพาะเพียงลำพัง นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินแล้ว
โชคดีที่หนิงเหยาไปที่ร้าน ไม่อย่างนั้นเหล้านี้คงต้องดื่มอย่างระมัดระวังกันมากขึ้นแล้ว
มีเด็กหนุ่มที่ฟังความนัยในคำพูดของเจิ้งต้าเฟิงไม่เข้าใจ จึงได้แต่หัวเราะอย่างโง่งม ถามเถ้าแก่เจิ้งว่าพูดเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมถึงกักขังสตรีคนหนึ่งไว้ หรือว่าจะเป็นวิชาอภินิหารที่มีเฉพาะในใต้หล้าไพศาลพวกเจ้า? สามารถเรียนรู้ได้หรือไม่?
เจิ้งต้าเฟิงยกชามเหล้าขึ้นก็มีคนรีบเติมเหล้าให้เขาจนเต็มทันที เจิ้งต้าเฟิงกระดกดื่มเหล้าไปชามใหญ่ จากนั้นก็มองไปยังโต๊ะเหล้าที่อยู่ใกล้เคียง มีผู้ฝึกกระบี่หญิงของตระกูลชั้นสูงบนถนนอวี้ฮู่เก่านั่งอยู่ ทุกวันนี้นางมักจะพาพวกผู้ฝึกกระบี่หญิงหลายคนมาดื่มเหล้าที่นี่ ใช้เงินมือเติบยิ่งนัก พอเจิ้งต้าเฟิงกวาดตาเขม้นมองม้านั่งอยู่หลายที ผีขี้เหล้าที่อยู่ด้านข้างก็ขยับเส้นสายตาตาม จากนั้นก็พยักหน้าพร้อมกัน เข้าใจแล้วๆ มิน่าเล่ายิ่งนานม้านั่งตัวยาวของร้านเหล้าก็ยิ่งแคบลงทุกที เถ้าแก่เจิ้นสมกับเป็นคนมีความรู้ที่เคยเล่าเรียนเขียนอ่านมาก่อนจริงๆ
ในขณะที่สตรีผู้นั้นจะหันหน้ามา เจิ้งต้าเฟิงก็รีบถอนสายตากลับ เช็ดปากเบาๆ หันหน้าไปพูดกับเด็กหนุ่มว่าน้องชายความคิดของเจ้าช่างต่ำช้า ต่ำช้ายิ่งนัก ไหนเลยจะมีวิชาอภินิหารอะไร ในใจบุรุษคิดถึงสตรีผู้หนึ่งบ่อยๆ ก็ถือว่าได้เป็นคู่รักเทพเซียนที่สาบานว่าจะรักกันไปชั่วชีวิตในใจของตัวเอง อีกทั้งไม่ว่าสตรีผู้นั้นจะเป็นเทพธิดาบนภูเขาหรือสตรีด้านล่างภูเขาก็มักจะมีรูปโฉมของตอนอายุสิบกว่าปีหรือไม่ก็รูปโฉมตอนอายุยี่สิบกว่าปีไปตลอดกาล งดงามหรือไม่เล่า? แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่งดงาม
ทุกคนกระจ่างแจ้งในฉับพลัน มารดามันเถอะ ฟังแล้วมีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ นะนี่
เจิ้งต้าเฟิงมือหนึ่งเกาหัว อีกมือหนึ่งยกชามเหล้าให้คนข้างๆ รินเหล้าให้เต็มชามอีกครั้ง จากนั้นจึงเอ่ยว่า พวกเราพี่น้องลุกขึ้นมาเกาหัว ยกดื่มกันเถิด
เจิ้งต้าเฟิงดื่มเหล้า รอยยิ้มยังคงเดิม เพียงแต่ว่าบางครั้งในสายตายามที่ก้มหน้าลงดื่มเหล้าได้ซุกซ่อนถ้อยคำบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยออกมา ไม่เห็นน้ำสุรา มองเห็นคนอยู่ไกลๆ
หนิงเหยาดื่มเหล้าแล้วก็ไปหาบุคคลอันดับสองของสายสิงกวานอย่างเหนี่ยนซินคนเย็บผ้าด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก
ไม่ว่าผู้ฝึกตนกระบี่คนใดของสายอิ่นกวานที่มาพบคนผู้นี้ บางทีอาจเป็นเรื่องต้องห้าม แน่นอนว่าหนิงเหยาคือข้อยกเว้น
ที่พักของเหนี่ยนซินอยู่ในตรอกเล็กห่างไกลเส้นหนึ่ง ที่พักเรียบง่ายอย่างยิ่ง
ท่ามกลางม่านราตรี หลังจากหนิงเหยาเข้ามานั่งในห้องแล้วก็พูดเข้าประเด็นทันที “ผู้อาวุโสเหนี่ยนซิน เขาทิ้งจดหมายไว้ที่ท่านใช่หรือไม่?”
เหนี่ยนซินที่สวมชุดคลุมอาคมตัวใหญ่พยักหน้ารับ “ทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งจริง แต่ตามข้อตกลงระหว่างข้ากับเฉินผิงอัน ตอนนี้ยังไม่อาจมอบให้เจ้าได้ ในความเป็นจริงแล้วจดหมายลับฉบับนี้ แม่นางหนิงเหยาไม่ต้องเปิดอ่านตลอดชีวิตจะดีที่สุด”
ระหว่างที่เหนี่ยนซินพูด สองนิ้วก็ขยี้ไส้ตะเกียงที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ
หนิงเหยาพยักหน้า เพียงแค่ชำเลืองตามองตะเกียงประหลาดดวงนั้น ไม่ได้ขอจดหมายลับมาจากเหนี่ยนซิน
คิดไม่ถึงว่าเหนี่ยนซินจะหยิบจดหมายลับออกมาจากชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ย “แต่ข้ารู้สึกว่าเจ้าควรจะแกะออกอ่านเสียแต่เนิ่นๆ ไม่แน่ว่าอาจเป็นนิมิตหมายมงคลอย่างหนึ่ง”
หนิงเหยารู้สึกลังเลเล็กน้อย
เหนี่ยนซินวางจดหมายลับไว้บนโต๊ะ พูดพึมพำกับตัวเองว่า “ข้ารักษาสัญญา เก็บรักษาจดหมายฉบับนี้ไว้เป็นอย่างดี”
ในความเป็นจริงแล้วเฉินผิงอันทยอยมอบจดหมายออกไปสามฉบับ นอกจากจดหมายฉบับที่มอบให้เหนี่ยนซินแล้ว ยังมีอีกฉบับหนึ่งที่มอบให้กับผู้สืบทอดยอดเขาเพียนหรานสำนักกระบี่ไท่ฮุย ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายโส่ว
ตอนนั้นเขาพูดกับเด็กหนุ่มเป็นการส่วนตัวว่า หากอาจารย์ของเจ้าค่อนข้างเสียใจจนถึงขั้นต้องหาเหล้าดื่มเพียงลำพัง ค่อยมอบจดหมายฉบับนี้ให้กับอาจารย์ของเจ้า
บนจดหมายฉบับนั้น เฉินผิงอันขอร้องหลิวจิ่งหลงแค่เรื่องเดียว ช่วยอธิบายเหตุผลกับผีสาวสวมชุดแต่งงานผู้นั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฉินผิงอันรู้สึกว่าหลิวจิ่งหลงมีแต่จะทำได้ดียิ่งกว่าตัวเอง
จดหมายอีกฉบับ ตอนนั้นมอบให้กับเหวยเหวินหลงที่เรือนชุนฟาน อันที่จริงถือเป็นจดหมายหนึ่งฉบับที่บรรจุจดหมายไว้สองฉบับ ล้วนเป็นจดหมายที่มอบให้กับทางบ้าน ฉบับหนึ่งมอบให้จูเหลี่ยน อีกฉบับหนึ่งมอบให้หลิวเสี้ยนหยาง
จดหมายทางบ้านที่มอบให้กับภูเขาลั่วพั่วฉบับนั้น เขียนเรื่องมากมายไว้อย่างละเอียด หนึ่งในนั้นคือบอกให้เฉาฉิงหล่างรับหน้าที่เป็นเจ้าขุนเขาคนถัดไป ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลเผยเฉียนให้ดี
จดหมายลับในมือหนิงเหยาที่มอบให้เหนี่ยนซินเก็บรักษาฉบับนี้ คือฉบับที่ตอนนั้นอิ่นกวานหนุ่มยกพู่กันขึ้นเขียนก่อนฉบับใด แต่กลับเขียนเสร็จช้าที่สุด
หนิงเหยาแกะจดหมายออก พออ่านประโยคแรกหนิงเหยาก็รีบหันตัวไปอีกด้านทันที
เหนี่ยนซินถอนหายใจเบาๆ อิ่นกวานหนุ่มผู้นั้น ไม่รู้ว่าเขียนประโยคทุเรศอะไรบนจดหมาย ถึงทำให้สตรีอย่างหนิงเหยาต้องหลบเลี่ยงเช่นนี้
เหนี่ยนซินลุกขึ้นยืนเงียบๆ นำตะเกียงดวงที่อยู่บนโต๊ะไปด้วย ทิ้งห้องไว้ให้หนิงเหยาอยู่คนเดียว
หนิงเหยายังคงอยู่ในท่าเดิม อ่านประโยคแรกบนจดหมายที่อ่านไปแล้วรอบหนึ่งซ้ำอีกครั้ง
‘หนิงเหยา วางใจเถอะ ข้าคิดถึงเจ้าตลอดเวลา ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก็จะยังคงเป็นเช่นนี้’
เนื้อหาต่อจากนั้นบนจดหมาย บางส่วนหนิงเหยาก็อ่านน้อยหน่อย บางส่วนหนิงเหยาก็อ่านหลายรอบ
‘ขอโทษนะ ทั้งๆ ที่สถานการณ์ใหญ่เป็นเช่นนี้ แต่ข้ากลับยังทำอะไรตามแต่ใจ สภาพการณ์ของชีวิตเหมือนยามเยาว์ตอนขึ้นไปบนเก็บสมุนไพรบนภูเขาแล้วยืนอยู่ข้างลำธารอีกครั้ง เพียงแต่ว่าปีนั้นข้ามผ่านไปได้แล้ว จากนั้นก็โชคดีได้เจอกับเจ้า ครั้งนี้ทำไม่ได้ ทำให้เจ้าเสียใจแล้ว หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรไปหาเจ้าที่กำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว เพียงแต่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จะไม่ไปหาเจ้าได้อย่างไร ต่อให้ข้ามีโอกาสอีกหมื่นครั้ง ข้าก็จะยังไปหาเจ้าหมื่นครั้ง’
‘ช่วยไม่ได้ เฉินผิงอันไม่มีทางเป็นเด็กกำพร้าในตรอกหนีผิงไปได้ตลอดกาล แล้วก็ไม่มีทางเป็นลูกศิษย์เตาเผาที่ไม่ว่าเรียนรู้อะไรก็เชื่องช้าไปได้ตลอดกาล ไม่อาจเป็นเจ้าขุนเขาของภูเขาลั่วพั่วเขตการปกครองหลงเฉวียนต้าหลีไปได้ตลอดกาลเช่นกัน แน่นอนว่ายิ่งไม่อาจเป็นอิ่นกวานของกำแพงเมืองปราณกระบี่ไปได้ตลอด สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ก็คือเป็นเฉินผิงอันที่ชอบหนิงเหยา อันที่จริงนับตั้งแต่เติบใหญ่มา ช่วงเวลาหลายปีที่ออกเดินทางไกลก็ดี ช่วงที่ได้หยุดพักก็ช่าง ล้วนไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอิสระ ไม่เคยรู้สึกว่าลำบากอะไร ความผิดหวังนั้นย่อมต้องมีบ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็แค่ว่ามีความหวังมากกว่าเท่านั้น’
‘เพียงแต่ว่ามีคำพูดจากใจจริงบางอย่างที่เจ้าฟังแล้วมักจะเขินอายจนพานเป็นโกรธอยู่เสมอ ข้าเลยได้แต่เหลือค้างไว้ เจ้าเคยถามข้าว่าชอบคนคนหนึ่ง มีอะไรร้ายกาจนักหนา? ข้าอยากบอกกับเจ้ามาโดยตลอดว่า เฉินผิงอันชอบหนิงเหยา หนิงเหยาชอบเฉินผิงอัน แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้านี้แล้ว เวลาหมื่นหมื่นปีในโลกมนุษย์ก็จะมีเพียงพวกเราที่ชอบกันและกันไงล่ะ’
ได้พบเจอหนิงเหยา คือเรื่องที่เฉินผิงอันมีความสุขที่สุดหลังจากอายุสี่ขวบ
สวัสดีแม่นางหนิง พ่อข้าแซ่เฉิน แม่ข้าแซ่เฉิน เพราะฉะนั้นข้าจึงชื่อเฉินผิงอัน
หนิงเหยา เจ้าต้องสงบสุขปลอดภัยตลอดไปนะ
หนิงเหยาเก็บจดหมาย หลับตาเงียบงันเนิ่นนาน สุดท้ายก็ลุกขึ้นยืนเดินมาที่หน้าประตู นางยื่นนิ้วไปกดหว่างคิ้วอีกครั้ง