ตอนที่ 1649
บทที่ 729.1 ดอกหลีขาวเกินไป หมวกหัวเสือ
October 21, 2026
โจวมี่มหาสมุทรความรู้ของใต้หล้าเปลี่ยวร้างออกจากท่าเรือทางทิศเหนือสุดของใบถงทวีป ร่ายเวทวิชาอภินิหาร ทยอยไปหาเซอเยว่และเฝ่ยหราน คนหนึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ตามป่าเขาอย่างสบายอารมณ์ ต้องเสียเปรียบสองครั้งติดต่อกันทั้งตอนอยู่ต่างบ้านต่างเมืองและตอนอยู่บ้านเกิด แม่นางหน้ากลมที่สวมชุดผ้าฝ้ายจึงยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น เริ่มมานะเก็บรวบรวมและหล่อหลอมแสงจันทร์ของสถานที่ต่างๆ คนหนึ่งกำลังชมดวงจันทร์อยู่บนยอดเขาจ้าวผิงนอกนครเซิ่นจิ่งของต้าเฉวียน โจวมี่กักตัวหนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ของหลายใต้หล้าทั้งสองคนมาอยู่ข้างกายตัวเองง่ายๆ ให้มาร่วมชมสิ่งปลูกสร้างที่จำแลงมาจากกายธรรมและต้นอู๋ถงต้นหนึ่งที่ร่างจริงหลบซ่อนอยู่ด้านหลังร่วมกันกับเขา
ซิ่วหู่ฉุยชานเชี่ยวชาญเรื่องการไม่เอาชนะคะคานกับคนอื่นในจุดที่แข็งแกร่งที่สุด แต่จะชอบชดเชยข้อด้อยให้สมบูรณ์ครบถ้วนเสียก่อน แล้วค่อยสำแดงศักยภาพในส่วนข้อดีของตนให้ถึงขีดสุด นี่จึงทำให้การช่วงชิงของแจกันสมบัติทวีป ไม่ว่าโจวมี่จะใช้กลอุบาย ใช้วิธีการอย่างไรก็ล้วนมีความหมายไม่มาก จึงได้แต่ใช้การโจมตีต่อต้านการโจมตีเท่านั้น
เฝ่ยหรานและเซอเยว่ต่างก็คารวะอาจารย์โจว
โจวมี่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็มองไปทางเฝ่ยหราน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ในที่สุดก็ตัดใจยกเอาชื่อของศิษย์พี่เชี่ยอวิ้นมาใช้ได้แล้วสินะ”
เฝ่ยหรานกล่าว “ทำให้อาจารย์โจวเห็นเรื่องตลกแล้ว หลังจากนี้เฝ่ยหรานยินดีเป็นฝ่ายไปขอรับความผิดจากกระโจมอู้จื่อด้วยตัวเอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยอิงจากคุณความชอบทางการสู้รบน้อยใหญ่ หากของตัวเฝ่ยหรานเองมีไม่พอ ถ้าอย่างนั้นก็ขอยืมเอาจากศิษย์พี่”
ทุกวันนี้เมืองหลวงของต้าเฉวียนถือว่ายังปลอดภัยชั่วคราว ไม่ใช่ว่าค่ายกลขุนเขาสายน้ำของนครเซิ่นจิ่งยากจะเขย่าคลอนถึงเพียงใด ไม่ใช่ว่ากองทัพชายแดนต้าเฉวียนที่รวบมารวมกันอยู่ในนครยากจะโจมตีเพียงใด แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้หลังจากเฝ่ยหรานออกมาจากท่าเรือใบท้อแล้วก็พลันเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมาในฉับพลัน เขาถึงขั้นส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปยังกระโจมอู้จื่อ ขอให้เอานครเซิ่นจิ่งของต้าเฉวียนมาเป็นพื้นที่อิทธิพลใหม่ล่าสุดของเขาในใบถงทวีป อีกทั้งเฝ่ยหรานต้องได้ครอบครองนครแห่งนี้เพียงลำพัง ถึงขั้นไม่ใช่กระโจมกุ่ยโหย่วที่เฝ่ยหรานอยู่ที่ต้องการสถานที่แห่งนี้ นี่จึงเกิดความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงกับกระโจมอู้จื่อที่ปักหลักอยู่ในนครเก่าหนันฉี ตำแหน่งหนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ยังไม่ถึงขั้นทำให้กระโจมทัพทุกแห่งกริ่งเกรง สุดท้ายการที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ตีกันก็เพราะเฝ่ยหรานใช้ประโยคหนึ่งโน้มน้าวอีกฝ่ายได้สำเร็จ
‘เชี่ยอวิ้นคือศิษย์พี่ของข้า’
เฝ่ยหรานไม่ต้องพูดว่าจะเอาคุณความชอบทางการสู้รบของศิษย์พี่เชี่ยอวิ้นมาแลกเปลี่ยนกับนครเซิ่นจิ่ง ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนหลายคนของกระโจมอู้จื้อก็ปิดปากจากไปอย่างเงียบเชียบแล้ว ไม่ได้ทิ้งถ้อยคำอาฆาตอะไรไว้แม้แต่คำเดียว
ผู้ฝึกกระบี่จวินทานของกระโจมเจี่ยเซินคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของปีศาจใหญ่หย่างจื่อ อวี่ซื่อก็ยิ่งถูกปีศาจใหญ่เฟยเฟยเรียกด้วยความเคารพว่าคุณชาย บวกกับที่เฝ่ยหรานกับเชี่ยอวิ้นมีความสัมพันธ์เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นความลับระดับต้นๆ ของกระโจมเจี่ยจื่อ
อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง การใช้เหตุผลเป็นเรื่องที่สบายที่สุด
เพียงแต่ว่าในเมื่ออาจารย์โจวเอาเรื่องนี้มาพูดหยอกล้อ แน่นอนว่าเฝ่ยหรานก็ยินดีจะเปลี่ยนวิธีการใช้เหตุผลอย่างใหม่
การที่บอกว่าอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างใช้เหตุผลได้ง่ายที่สุด แน่นอนว่าเป็นเพราะกฎเกณฑ์นั้นตื้นเขินและชัดเจน เหตุผลมีการแบ่งเล็กใหญ่ ถูกผิดใช่ไม่ใช่ล้วนถูกกลบทับไปได้
โจวมี่โบกมือ เอ่ยประโยคหนึ่งที่ทำให้เฝ่ยหรานไม่เข้าใจ “เรื่องเล็กน้อย วันหน้าข้าจะช่วยคิดบัญชีแทนเจ้าเอง อย่าว่าแต่นครเซิ่นจิ่งแห่งหนึ่งเลย ต่อให้เป็นตลอดทั้งราชวงศ์ต้าเฉวียนก็ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าเฝ่ยหรานสมควรได้รับ”
ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจห้าขอบเขตบนที่อยู่ในใบถงทวีป ก่อนหน้านี้แทบทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของฟ้าอำนวยในหนึ่งทวีป
โชคดีที่ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกริ่งเกรงเท่าใดนัก กลับกันยังทำใจสบายได้หลายส่วน
ภาคกลางของใบถงทวีปปรากฏสิ่งปลูกสร้างโอฬารที่ตอนแรกควรปรากฏกลับไม่ปรากฏ ตอนหลังไม่ควรปรากฎดันปรากฎออกมา ก็คือหนึ่งในเก้าหอพิทักษ์เมืองที่ศาลบุ๋นลัทธิขงจื๊อเป็นผู้สร้างขึ้น หอสยบปีศาจ
วัตถุที่ใช้สยบความชั่วร้ายคว้าชัยชนะของใบถงทวีป
หอสยบปีศาจแห่งนี้วาดอาณาเขตวงกลมครอบคลุมขุนเขาสายน้ำพันลี้ โจวมี่กับเซอเยว่และเฝ่ยหรานยืนอยู่นอกอาณาเขตพอดี โจวมี่ยื่นนิ้วออกมาประกบกันแล้วดันลงไปบนปราการกั้นขวางของค่ายกลอาคมที่ผนึกฟ้าดินแห่งนั้นเอาไว้ ริ้วคลื่นกระเพื่อมขึ้นมา เป็นเหตุให้ทัศนียภาพของอาณาเขตพันลี้เริ่มโยกคลอนตามไปด้วย ในฐานะผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจ เฝ่ยหรานและเซอเยว่พลันรู้สึกหายใจไม่ออกเหมือนถูกมหามรรคากดทับเหนือศีรษะ แต่กลับไม่ใช่เพราะเจี่ยเซิงผู้นี้ไม่ใช่เผ่าปีศาจ ตรงกันข้ามกันเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ต่อให้โจวมี่จะยังไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปในอาณาเขตของหอสยบปีศาจ ริ้วคลื่นกาลเวลาแก้วใสเจ็ดสีที่กระเพื่อมขึ้นมานั้นกลับทำให้ภาพปรากฎการณ์ของฟ้าดินคล้ายกลายเป็นสิ่งของที่จับต้องได้จริง พากันมารวมตัวอยู่ตรงนิ้วของโจวมี่อย่างต่อเนื่อง พลานุภาพมากหรือน้อย แค่ดูจากการที่เฝ่ยหรานและเซอเยว่ต้องก้าวถอยไปหลายก้าวก็รู้ได้แล้ว นี่ยังเป็นเพราะค่ายกลของหอสยบปีศาจแห่งนี้ถูกโจวมี่สยบเอาไว้ตลอดเวลาอีกด้วย ไม่อย่างนั้นเกรงว่าทั้งเฝ่ยหรานและเซอเยว่คงได้แต่ต้องถอยไปให้พ้นจากที่แห่งนี้โดยเร็วแล้ว
โจวมี่เก็บนิ้วทั้งสองมา ภาพเหตุการณ์ผิดปกติของตราผนึกก็ค่อยๆ สลายหายไป
เขาแหงนหน้าขึ้นมอง เอ่ยกับเซอเยว่ว่า “เจ้าอารามดอกบัวนั้นต้องตายอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าตายเร็วไปหน่อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองคือ ‘ร่างเดิมของดวงจันทร์’? ดังนั้นทางฝั่งของภูเขาทัวเยว่ถึงได้มองเจ้าต่างไปจากผู้อื่นมาโดยตลอด ซินจวงลูกศิษย์ผู้สืบทอดของบรรพบุรุษใหญ่ที่อยู่เฝ้าพิทักษ์ภูเขาทัวเยว่ ในอดีตมักจะไปเยี่ยมหาเจ้าที่ดวงจันทร์บ่อยๆ ทว่านางกลับเย็นชาต่อเจ้าอารามดอกบัวที่ขอบเขตสูงกว่าเจ้ามากนักมาโดยตลอด เพราะร่างจริงของซินจวงในอดีตเคยเป็นเทพหญิงที่รดน้ำตัดกิ่งกุ้ยอยู่ในตำหนักดวงจันทร์ ดังนั้นซินจวงย่อมไม่เห็นเจ้าอารามดอกบัวอยู่ในสายตา”
เซอเยว่เอ่ย “เคยคาดเดาและเคยคิดมาก่อน แต่ไม่เคยกล้าแน่ใจ”
โจวมี่พลันยิ้มเอ่ย “ขอให้ท่านชูมือหนุนแผ่นฟ้า มีคนกี่มากน้อยมองดูดาย”
ในใจมีแผนการมากนับพัน ในอกอัดถ่านน้ำแข็งหมื่นก้อน เย็นแต่กลับร้อนลวกใจ เผาไหม้ตำราอริยะปราชญ์ในหัวใจ
เซอเยว่ฟังแล้วก็แสร้งทำเป็นว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน
เฝ่ยหรานถาม “หอสยบปีศาจแห่งนี้ อาจารย์โจวสามารถทำลายได้หรือไม่?”
โจวมี่เอ่ย “ได้น่ะได้ แต่ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่เมื่อเทียบกับหอพิทักษ์เมืองที่เป็นแค่ชั้นวางดอกไม้ในทักษินาตยทวีปแห่งนั้นแล้ว ก็ทั้งเกะกะสายตาแล้วก็ทำให้ไม่สะดวกจริงๆ”
เฝ่ยหรานเลื่อมใสและนับถืออาจารย์โจวที่มาจากใต้หล้าไพศาลผู้นี้จากใจจริง ในอดีตเฝ่ยหรานเคยมาขอศึกษาเล่าเรียนอยู่ข้างกายโจวมี่นานหลายปี เพียงแต่ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นอาจารย์และศิษย์กันในนามก็เท่านั้น ก่อนจะจากลา โจวมี่เคยยิ้มเอ่ยกับเฝ่ยหรานว่า ตำราอริยะปราชญ์พวกนั้นอ่านแค่ครึ่งเล่มก็พอ น้อยไปก็มิอาจรองรับอริยะปราชญ์ได้ มากไปก็คืออริยะปราชญ์ที่แท้จริง ครึ่งเล่มกำลังดี ได้ประโยชน์จากทั้งสองทาง
โจวมี่มองม่านฟ้าคล้ายกำลังรอคอยอะไรอยู่
จิตแห่งกระบี่ของเฝ่ยหรานพลันสั่นไหว เตรียมจะขยับออกห่างโจวมี่ตามจิตใต้สำนึก
เพียงแต่ว่านาทีถัดมาเฝ่ยหรานก็รู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพียงแต่ไม่รู้ว่าเซอเยว่หายไปไหนแล้ว