ตอนที่ 1650
บทที่ 729.2 ดอกหลีขาวเกินไป หมวกหัวเสือ
October 21, 2026
ที่แท้ใต้หล้าแห่งที่ห้านั้นก็มีกระบี่เซียนอีกเล่มอย่าง ‘เทียนเจิน’ ที่ติดตามว่านฝ่าและเต้าจ้างซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือมานานไปติดๆ อยู่เงียบๆ ในกำแพงมืองปราณกระบี่มานานหมื่นปี ในที่สุดก็เผยตัวเป็นครั้งแรกบนโลก ปีนั้นลู่เฉินที่อยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจูตั้งแผงด้วยความยากลำบากก็เพื่อผูกด้ายแดงเส้นนี้ ลู่เฉินต้องเปลืองแรงอย่างมากกว่าจะเข็นรถไสคันนั้นไปถึงตรอกหนีผิงได้สำเร็จ เพียงแต่ว่าภายหลังตอนอยู่ที่กำแพงมืองปราณกระบี่ ด้ายแดงครึ่งหนึ่งที่อยู่กับหนิงเหยาได้ถูกเฉินชิงตูสะบั้นขาดไปแล้ว ทว่าเฉินผิงอันไม่รู้ว่าคิดอย่างไรกันแน่ ถึงได้จงใจเก็บด้ายแดงเอาไว้คล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนา
สันดานมนุษย์ซับซ้อนยากจะคาดเดา เดิมทีก็ล่องลอยอยู่ระหว่างสันดานเทพและสันดานสัตว์เอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่แล้ว ชักคะเย่ออยู่ในใจคน ถึงสามารถทำให้เผ่ามนุษย์กลายเป็นหนึ่งในนั้นที่ทุบทำลายมหามรรคาของสรวงสวรรค์บรรพกาลได้สำเร็จในท้ายที่สุด
สิ่งศักดิ์สิทธิ์มองว่าพวกเขาเลวร้ายที่สุด เผ่ามนุษย์กลับทำได้ดีที่สุด ต่างคนต่างเดินไปคนละทาง สิ่งหนึ่งเพิ่มสิ่งหนึ่งย่อมลด นับแต่นั้นมาหนึ่งนั้นก็ถูกผลัดเปลี่ยน
เต๋าเหล่าเอ้อชำเลืองตามองลู่เฉินศิษย์น้องที่มีท่าทางลำพองใจ
ลู่เฉินกำลังจะเปิดปากพูดต่อ
นักพรตน้อยที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างราวรั้ว “หืม?”
ต่อให้เป็นเต๋าเหล่าเอ้อและลู่เฉินก็ยังรู้สึกตั้งตัวไม่ทัน สัมผัสถึงอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่น้อย
ลู่เฉินหุบปากฉับทันใด เก็บสีหน้าทั้งหมดกลับคืน
เต๋าเหล่าเอ้อกราบคำนับอย่างนอบน้อม เอ่ยเสียงทุ้ม “ลูกศิษย์อวี๋โต้วคารวะอาจารย์”
เต๋าเหล่าเอ้อแห่งป๋ายอวี้จิง นามเดิมอวี๋โต้ว บ้านเกิดคือใต้หล้ามืดสลัว ฝึกตนมาแปดพันปี
ลู่เฉินรีบทิ้งตัวหงายหลัง ก่อนจะพลิกตัวกลับแล้วพลิ้วกายลงบนพื้น พอยืดเอวขึ้นตรงก็คำนับทันที “ลูกศิษย์ลู่เฉินคารวะท่านอาจารย์”
เจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิง ชื่อเดิมลู่เฉิน ฉายาเต๋าเซียวเหยา บ้านเกิดใต้หล้าไพศาล ฝึกตนหกพันปี เข้ามาอยู่ในป๋ายอวี้จิงห้าพันปี
เพียงแต่ว่ารูปลักษณ์ยามพิศมรรคาของมรรคาจารย์เต๋าในถ้ำสวรรค์เล็กเหลียนฮวา กลับไม่ใช่เด็กหนุ่ม
มรรคาจารย์เต๋ายิ้มบางๆ “น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นป๋ายเหย่ออกกระบี่กับตาตัวเอง”
ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่เพราะไม่ยินดีจะทำลายกฎ ปีนั้นบรรพจารย์สามลัทธิอย่างปรมาจารย์มหาปราชญ์ มรรคาจารย์เต๋าและศาสดาพุทธร่วมกันตั้งกฎเกณฑ์ให้กับฟ้าดิน ต่อจากนั้นมาหนึ่งหมื่นปี แต่ละฝ่ายต่างก็ไม่เคยละเมิดกฎแม้แต่ครั้งเดียว
ข้างกายของ ‘เด็กหนุ่ม’ ผู้นี้มีแขกต่างถิ่นคนหนึ่งที่มาปรากฎตัวเป็นแขกในป๋ายอวี้จิงเป็นครั้งแรกซึ่งปรากฎตัวช้ากว่ามรรคาจารย์เต๋าเพียงหนึ่งก้าว เขาก็คือตงไห่เจ้าอารามผู้เฒ่าของอารามกวานเต๋าแห่งใบถงทวีปใต้หล้าไพศาล
สำหรับเจ้าอารามผู้เฒ่าขอบเขตสิบสี่ท่านนี้ เห็นได้ชัดว่าเต๋าเหล่าเอ้อไม่เห็นอยู่ในสายตา ไม่แม้แต่จะชายตามองสักครั้ง
ลู่เฉินยิ้มกล่าว “เจ้าอารามผู้เฒ่าช่างมีวิชาอภินิหารยอดเยี่ยมนัก ถึงขั้นงัดข้อกับอาจารย์ของข้าได้แล้ว ปีนั้นแพ้ให้กับซิ่วไฉเฒ่าได้อย่างไรกันนะ เป็นเหตุให้ต้องเสียปิ่นปักผมไปก่อนอันหนึ่ง แล้วยังต้องเสียแก่นตะวันจันทราของพื้นที่มงคลดอกบัวไปอีก ช่างทำให้ผู้เยาว์รู้สึกประหลาดใจเป็นทบทวี”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพรืด “แพ้? เต๋ามีก่อนหลัง? คาถามีน้อยใหญ่? เรือกลวงมีสูงต่ำ?”
มองดูเหมือนนักพรตผู้เฒ่าพูดอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าพอถ้อยคำหลุดจากปากคาถาก็ตามติด เป็นเหตุให้ทั้งห้านครสิบสองหอเรือนของป๋ายอวี้จิงต่างก็สัมผัสได้ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครเสินเซียวที่ตำแหน่งเจ้านครยังถูกปล่อยวางไว้ที่โยกคลอนรุนแรงที่สุด
ลู่เฉินทำท่ากระจ่างแจ้ง “ได้รับความรู้แล้ว ได้รับความรู้”
เต๋าเหล่าเอ้อแค่นเสียงเย็นชา ความผิดปกติของนครเสินเซียวก็หยุดลงตามไปด้วย
มรรคาจารย์เต๋าเอ่ย “ลู่เฉิน”
ลู่เฉินเข้าใจได้ทันที จึงรีบยิ้มเอ่ยว่า “รับคำบัญชาจากท่านอาจารย์”
ทว่าเจ้าลัทธิสามท่านนี้กลับไม่ได้ไปที่ฟ้านอกฟ้า แต่กลับตรงไปที่อารามเสวียนตูใหญ่
ส่วนเต๋าเหล่าเอ้อกลับไปฟ้านอกฟ้า ช่วงระยะเวลานี้ก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องช่วยศิษย์น้องลู่เฉินเก็บกวาดเรื่องเละเทะ
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “ใต้หล้าแห่งที่ห้า ฟ้าจะเปลี่ยนสีแล้ว”
ใต้หล้าใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่งที่ฟ้าดินเพิ่งเปิดออกใหม่ มหามรรคาจึงมีการกดกำราบรุนแรงที่สุด ใครที่สูงก็โดนกดทับลงมาบนบ่าของคนผู้นั้น ทว่าก่อนหน้านี้หนิงเหยา ‘ปราณโชติช่วง’ เหลือเกิน ฉายประกายคมกริบ เป็นเหตุให้แม้แต่มหามรรคาของฟ้าดินแห่งนั้นยังจำต้องหลบเลี่ยงประกายแหลมคมของนางก่อนชั่วคราว เดิมทีหากไม่มีเรื่องไม่คาดฝัน หนิงเหยาจะต้องได้เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน ถึงเวลานั้นจึงจะเป็นช่วงเวลาอันเป็นกุญแจสำคัญของมหามรรคา เพราะถึงอย่างไรขอบเขตบินทะยานอันดับที่หนึ่งของใต้หล้า กับขอบเขตสิบสี่คนแรกของฟ้าดิน ขนาดเล็กใหญ่ของทัณฑ์สวรรค์ที่สะสมเอาไว้ก็แตกต่างกันราวก้อนเมฆกับดินโคลน
ทว่าเมื่อแม่หนูนั่นเรียกกระบี่เซียนให้เดินทางไกลมาถึงใต้หล้าไพศาล กระตุกผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง ตัวแปรจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างถึงที่สุด
พวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลที่กระเหี้ยนกระหือรือทั้งหลายไม่มีทางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และมีความเป็นไปได้มากว่าจะไม่จำศีลซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ แต่จะพากันกรูออกมา
มรรคาจารย์เต๋าเอ่ย “แล้วอย่างไรเล่า”
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้ารับ “ฟ้าเปลี่ยนสีไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องเปลี่ยนฟ้า”
มรรคาจารย์เต๋ายิ้มเอ่ย “ใช่แล้ว”
……
นครบินทะยาน
เหนี่ยนซินมองหนิงเหยาที่สีหน้าซีดขาวเล็กน้อยแล้วถามว่า “เหตุใดต้องทำเช่นนี้ ไยต้องลำบากทำเช่นนี้?”
เหนี่ยนซินไม่เห็นด้วยกับการเลือกของหนิงเหยาจริงๆ วู่วามเกินไป เลือดร้อนเกินไป
นางเริ่มรู้สึกเสียใจภายหลังแล้วที่มอบจดหมายลับฉบับนั้นให้หนิงเหยาก่อนเวลา
การออกกระบี่ของจวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ก็ดี การออกกระบี่ของเต๋าเหล่าเอ้อของป๋ายอวี้จิงก็ช่าง ล้วนยังมีพละกำลังหลงเหลือ แต่ทุกวันนี้หนิงเหยาเพิ่งจะเป็นแค่คอขวดเซียนกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินเท่านั้น เรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่แท้จริงออกมาแล้ว ไม่เพียงแต่เดินทางไกลไปยังใต้หล้าแห่งอื่น ยังจะเข้าร่วมการต่อสู้ของเทพเซียนอย่างสมชื่อนั้นด้วย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ล้วนไม่คุ้มค่า หากกระบี่เซียน ‘เทียนเจิน’ ได้รับความเสียหาย กลับมาพร้อมอาการบาดเจ็บก็คือความเสียหายที่ใหญ่หลวงมากแล้ว และหากกระบี่เซียนต้องปริแตกหล่นหายอยู่ในสนามรบของฝูเหยาทวีปนับแต่นี้ ไม่แน่ว่าขอบเขตของหนิงเหยาอาจถอยไปอยู่ที่หยกดิบโดยตรงก็เป็นได้ นั่นเท่ากับว่านครบินทะยานสูญเสียหนิงเหยาเซียนกระบี่ใหญ่ที่ได้ยึดครองเก้าอี้อันดับหนึ่งของใต้หล้าอย่างมั่นคงไป และหนิงเหยาก็จะอยู่ห่างจากบุคคลอันดับหนึ่งขอบเขตบินทะยานของใต้หล้าใหม่เอี่ยม ไม่เพียงแต่ไม่ขยับเข้าใกล้ กลับกันยังยิ่งไกลห่างออกไป สุดท้ายเมื่อช้าไปหนึ่งก้าวก็ต้องช้าไปเสียทุกก้าว ไม่เพียงแต่มหามรรคาของหนิงเหยาเท่านั้นที่จะพบเจอกับอุปสรรค ยังมีความเป็นไปได้อย่างถึงที่สุดว่านับแต่นี้นครบินทะยานจะสูญเสียโอกาสได้เปรียบอันดีที่จะช่วงชิงความเป็นหนึ่งในใต้หล้าไปด้วย
หนิงเหยานั่งอยู่บนธรณีประตู เงียบงันไม่เอ่ยคำใด นางเพียงแค่ยื่นมือไปเช็ดเลือดสดตรงหว่างคิ้วเท่านั้น
ไม่ว่าจะชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอย่างไร หนิงเหยาก็ไม่ควรทำอะไรโดยใช้อารมณ์เช่นนี้ เหนี่ยนซินส่ายหน้าเอ่ยว่า “หากเฉินผิงอันอยู่ที่นี่จะต้องขัดขวางเจ้าอย่างแน่นอน”
“เพื่อนครบินทะยาน อะไรที่ต้องทำ ข้าล้วนจะทำทั้งหมด”
หนิงเหยาเอ่ย “ทว่านครบินทะยานคือนครบินทะยาน ข้าคือข้า หากนครบินทะยานไม่มีผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งแล้วจะต้องสูญเสียสถานการณ์ใหญ่ในใต้หล้าไป ข้าก็ไม่รู้สึกว่านครบินทะยานที่มีหนิงเหยาจะช่วงชิงใต้หล้ามาได้จริงๆ หากนครบินทะยานต้องสูญเสียโอกาสไปนับแต่นี้จริง ข้าก็ไม่ได้ทำผิดต่อนครบินทะยานแม้แต่น้อย”