ตอนที่ 2460
บทที่ 951.2 เรื่องในอนาคต
October 21, 2026
พี่ชายแท้ๆ ของหวังหยวนลู่ชื่อว่าหวังหยวนฝู พ่อตาคือตระกูล คนขายเนื้อในพื้นที่ ตอนนี้พ่อตาเขากำลังถือไส้ชิ้นใหญ่กับเหล้าหนึ่ง จินที่ซื้อมาจากร้านเหล้าข้างทางเดินเตร่มาจนถึงหน้าประตูบ้านที่ทำ จากดินเหลืองของบ้านลูกเขย ทำหน้าบูดบึ้ง เห็นลูกสาวและลูกเขย ที่ออกจากประตูมาต้อนรับก็บ่นว่า “ข้านี่ช่างหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ ดวง ซวยแท้ๆ ถึงได้ยกลูกสาวที่เดิมทีควรออกเรือนกับคนมีเงินให้มาแต่ง กับผียากจนไม่เป็นโล้เป็นพายอย่างเจ้า หลายปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่าต้อง เหนื่อยข้าเท่าไร ทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบุญกุศลที่บรรพบุรุษข้า สะสมมาหรือไม่ เจ้าถึงได้คว้าสถานะเต้าถง (เด็กรับใช้ของนักพรต) มาได้ วันหน้าก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะไม่ทำเรื่องเป็นการเป็นงานแล้ว ใจกล้าแล้วสินะ วันหน้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องเอาเงินที่ข้าหามาอย่าง ยากลำบากไปใช้อีกเท่าไร คงไม่ใช่ว่าชาติก่อนข้าเคยติดหนี้เจ้า ชาติ นี้เจ้าก็เลยกลับมาทวงนี้หรอกนะ หากว่ายังมีชาติหน้าอีกก็จำ ไว้ว่า ต้องใช้คืนให้ข้าด้วยล่ะ”หวังหยวนฝูค้อมเอวก้มหัว เขาหรือจะกล้าเถียง ตาเหลือบมอง กาเหล้าแล้วกลืนน้ำลาย รู้สึกกระหายเสียแล้ว หากไม่ผิดไปจากที่คาด กาเหล้าที่บรรจุเหล้าหนึ่งจิน ดื่มเสร็จ แล้วท่านพ่อตาจะต้องเอากลับไปบ้านอีกแน่นอน ตำแหน่งเต้าถงที่พ่อตาบอกว่าเขา ‘คว้า’ มาได้นั้น อันที่จริงคือ ตัวสำ รองนักพรต คล้ายคลึงกับตำแหน่งเต้าเซิงของใต้หล้าไพศาล เมื่อมีสถานะนี้ ทุกๆ สามปีก็จะมีโอกาสเข้าร่วมการสอบของ ที่ว่าการอำเภอ หากสอบติดแล้วได้รับหนังสือรับรองการออกบวช ของที่ว่าการประจำ จังหวัดจึงจะได้รับสถานะนักพรตที่ถูกต้องซึ่ง ได้รับการยอมรับจากราชสำ นัก แต่ว่ายังอยู่ห่างจากการเป็น ‘นาย ท่านเต้ากวาน’ อีกหนึ่งก้าว ต้องรอเข้าเสริมตำแหน่งที่ขาด เมื่อได้ เข้ารับตำแหน่ง ไม่ว่าจะทำงานในที่ว่าการหรือไปอยู่ที่อารามเต๋า นั่น จึงจะถือว่าได้เป็นเต้ากวานอย่างแท้จริง คนขายเนื้อที่ตัวอ้วนเนื้อหนาพูดกับบุตรสาวที่เหมือนน้ำที่สาด ออกไปว่า “
ไป เอาไส้ไปต้ม แล้วเอาเหล้าไปอุ่นให้ร้อนด้วย”
หวังหยวนฝูพาพ่อตาเดินเข้าไปในด้าน เขาต้องเดินห่าง มาด้านหลังเล็กน้อย พ่อตาพูดจาเสียงดัง น้ำลายกระเด็นไปทั่ว หวัง หยวนฝูแอบยกชายแขนเสื้อขึ้นเช็ดใบหน้า รอกระทั่งท่านพ่อตานั่งแล้ว หวังหยวนฝูถึงจะสะบัดชุดนั่งลง เบาๆ คนขายเนื้อใช้หางตามองประเมินเขา ดีแต่พิถีพิถันในเรื่องไม่ เป็นเรื่อง คิดว่าตัวเองเป็นนายท่านขุนนางจริงๆ หรือไร เพียงแต่ว่า เห็นแก่สถานะเต้าถง ถึงได้ข่มกลั้นเอาไว้ไม่พูดออกมา ถามว่า “น้องชายที่มักจะไม่อยู่ติดบ้านของเจ้าคนนั้นล่ะ?”
หวังหยวนฝูยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “
ไม่ได้ข่าวเขามานานมากแล้ว”
พ่อตาหลุดหัวเราะพรืด “
ไม่รู้จักส่งจดหมายกลับมาบ้าง ช่าง เลี้ยงน้องชายมาเสียเปล่า โชคดีที่เขาหวังหยวนลู่ยังเคยเล่าเรียน อ่านหนังสือออก หลายปีมานี้อยู่ข้างนอกก็คงมีชีวิตน่าสงสารนัก ขนาดเงินจะซื้อกระดาษเขียนจดหมายสักแผ่นก็ยังตัดใจซื้อไม่ลง”จากทำเนียบลำดับวงศ์ตระกูลในศาลบรรพชนของหมู่บ้านแห่ง นี้ พวกเขาคือคนรุ่นอักษรหยวน ในชื่อจะต้องมีอักษร ‘หยวน’ อยู่ ด้วย อันที่จริงชื่อเดิมของหวังหยวนลู่ (箓 ข้อความ/หนังสือที่ไม่เป็นทางการ/ข้อเขียนเตือนความจำ ) คือหวังหยวนล ู่ ( 路 เส้นทาง ) หวังหยวนฝูยังคงไม่กล้าโต้เถียง อยู่ในใต้หล้ามืดสลัว เต้ากวานมีสถานะและยศมากมายหลาย รูปแบบ ไม่ใช่ว่ามีแค่ผู้ฝึกลมปราณเท่านั้นถึงจะเป็นเต้ากวานได้ มนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีคุณสมบัติในการฝึกตน ขอแค่ผ่านการทดสอบ จากทางการก็สามารถได้รับหนังสือรับรองการออกบวชของนักพรต เช่นกัน แต่ว่าธรรมโองการที่ได้รับจะไม่เหมือนกัน นอกจาก ราชสำ นักจะเป็นคนมอบให้แล้วก็มีที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น และ ยังมีเกาเจินผู้บรรลุมรรคาบางส่วนที่เลือกลูกศิษย์มาแล้วถ่ายทอด เคล็ดวิชาให้อย่างลับๆ เป็นการขยับขยายวงศ์ตระกูล อย่างหวังหยวนฝูที่ถูกพ่อตาเกลียดขี้หน้าคนนี้ ต่อให้ ในอนาคตจะโชคดีได้เป็นเต้ากวาน แต่เกินครึ่งก็จะยังคงเป็นขุนนาง ชั้นผู้น้อยน้ำขุ่น ไม่ติดอันดับน้ำใส วันหน้าเส้นทางของการเลื่อนขั้นก็ จะค่อนข้างแคบ มีโอกาสอย่างมากที่จะถูกส่งไปอยู่ในอารามเต๋าเล็ก ห่างไกล หรือไม่ก็ไปทำงานที่ไม่มีอำนาจบารมีตามที่ว่าการน้ำใสอย่างกองบทสรรเสริญประจำ อำเภอ หรือไม่ก็ฝ่ายอวิ้นเนี่ยง (ฝ่าย งานที่รับผิดชอบคัดเลือกบุคคล สื่อสาร เจรจาและให้คำปรึกษาใน ขอบเขตของงานที่กำหนด) แต่สำ หรับหวังหยวนฝูที่มีชาติกำเนิด ยากจน ไม่มีที่พึ่งรากฐาน หากว่ามีวันนั้นจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ สร้างเกียรติยศให้กับวงศ์ตระกูลแล้ว สามารถไปจุดธูปไหว้บรรพบุรุษที่ศาลบรรพชนของหมู่บ้านได้เลยก็เหมือนอย่างหวังหยวนลู่ผู้เป็นน้องชาย เขาเองก็ศึกษาคัมภีร์เต๋าตำรากฎหมายมาเกือบยี่สิบปี เข้าร่วมการสอบอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่อาจได้เป็นเต้ากวานอย่างเป็นทางการได้ หลักๆ แล้วยังเป็นเพราะทางฝั่งของเขตอู่หลิงนี้ จำ นวนหนังสือรับรองการออกบวชของนักพรตมีจำ กัด ถือเป็นคำว่าภิกษุมากโจ๊กน้อยตามแบบฉบับ พวกลูกหลานคนรวยที่เรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังมีอาจารย์คอยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ แน่นอนว่าได้เปรียบมาแต่กำเนิด อีกทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องการเดาข้อสอบ เพราะถึงอย่างไรก็มีนักพรตที่ทำหน้าที่เป็นขุนนางผู้คุมสอบหลักซึ่งมียศเป็นอาจารย์กฎหมายจะออกข้อสอบอย่างไรก็เป็นความรู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน นอกจากนี้ก็ต้องโทษที่หวังหยวนลู่ผู้เป็นน้องชายเย่อหยิ่งเกินไป หมกมุ่นดึงดันใจคิดแต่ว่าจะต้องสอบเป็นเวยอี๋ซือ (ชื่อตำแหน่งของภิกษุหรือนักพรตผู้ที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอนเรื่องธรรมเนียมหรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุหรือนักพรตควรศึกษา) ของอารามเต๋าที่ใหญ่ที่สุดของบ้านเกิด หากสอบติด ออกไป ‘เดิน’ หาประสบการณ์แค่ไม่กี่ปี ก็มีหวังที่จะได้รับผิดชอบเป็นผู้ดูแลระบบกฎเกณฑ์และข้อบังคับของอารามเต๋าคอยชี้แนะท่าทางมารยาทที่เหมาะสมให้กับเหล่าเต้ากวานเพียงแต่ว่าเวยอี๋ซือในอารามเต๋าที่ใหญ่ที่สุดของเขตอู่หลิงไหนเลยจะสอบติดได้ง่ายขนาดนั้น อย่าว่าแต่หวังหยวนลู่เลย ต่อให้เป็นลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงที่บรรพบุรุษร่ำรวย และจนถึงตอนนี้ตระกูลก็ยังไม่ตกอับ ก็ยังต้องแย่งชิงกันหัวร้างข้างแตกเลยไม่ใช่หรือ?พ่อตาพูดว่า “น้องชายคนนั้นของเจ้าก็คือโคลนเละๆ ที่ปั้นไม่ขึ้น ไม่ต้องกลับมานั่นแหละดีที่สุดแล้ว พูดกันว่าก็แค่ต้องเพิ่มตะเกียบอีกคู่หนึ่ง แต่อันที่จริงก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องเพิ่มให้สิ้นเปลืองอยู่ดีไม่ใช่หรือ”ปีนั้นบุตรสาวขอร้องให้ตนช่วยเหลือน้องสามี เขาจึงช่วยหางานในร้านเครื่องเงินของตัวอำเภอให้ เป็นงานที่ดีจะตายไปไม่อย่างนั้นจะมีคำพูดโบราณบอกไว้ว่า ‘โจรไม่ผ่านร้านเครื่องเงิน’หรอกหรือ? คิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนั่นจะไม่รู้ดีชั่ว ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมไปทำ ยืนกรานจะอยู่บนภูเขาให้ได้บังเอิญยิ่งนัก พ่อตาลูกเขยสองคนกำลังคุยกันถึงหวังหยวนลู่หวังหยวนลู่ก็กลับบ้านมาพอดี เวลานี้ยืนอยู่นอกธรณีประตูเอ่ยเรียกคำหนึ่งว่า “พี่”
เห็นน้องชายแท้ๆ ที่ยืนอยู่นอกประตูซึ่งไม่ได้เจอกันมานานหลายปี แม้ว่าหวังหยวนฝูจะรู้สึกดีใจ แต่กลับยังตีหน้าเคร่ง เตรียมจะลุกขึ้นยืน ทว่าก้นที่เพิ่งกระดกขึ้นกลับต้องรีบนั่งลงไปบนม้านั่งยาวอีกครั้ง เพียงแค่พยักหน้า เอ่ยว่า “ไปทักทายพี่สะใภ้เจ้าที่ห้องครัวก่อน”หวังหยวนลู่อืมรับหนึ่งที หมุนตัวได้ก็จากไปคนขายเนื้อตบโต๊ะ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจอหน้ากันแล้วก็ไม่รู้จักทักทายข้าเสียบ้าง ไอ้คนไม่รู้กฎรู้ระเบียบ”หวังหยวนฝูยิ้มเอ่ย “
หยวนลู่เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว นิสัยรักสันโดษไปสักหน่อย ไม่สนิทกับใครทั้งนั้น”คนขายเนื้อพูดเยาะหยัน “
ด้วยนิสัยขี้ขลาดของเขา อยากจะสนิทสนมกับใครก็ต้องดูว่ามีคนเขายินดีจะสนิทสนมด้วยหรือไม่ถึงจะได้ คนอายุสามสิบกว่าแล้ว แม้แต่สตรีอัปลักษณ์ที่เอาไว้อุ่นผ้าห่มก็ยังหาไม่ได้ หากเป็นข้า ไหนเลยจะมีหน้าไปไหว้บรรพบุรุษที่หน้าหลุมศพ เอาหัวโหม่งให้ตายไปยังดีกว่า จุดธูปขอพรพระว่าชาติหน้าให้เกิดมาในครรภ์ที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็อย่าได้หน้าตาขี้เหร่เช่นนี้ เดินบนถนนตอนกลางคืน อย่าว่าแต่ทำให้คนตกใจตายเลยแม้แต่ผีก็ยังจะถูกเขาทำให้ตกใจตายด้วย”หวังหยวนฝูมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นพ่อตา เขาไม่อาจแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่ได้หลังจากนั้นก็กินข้าวด้วยกันหนึ่งมื้อ คนขายเนื้อนั่งร่วมโต๊ะกับหวังหยวนฝู ให้ตายอย่างไรหวังหยวนลู่ก็ไม่ยินดีมานั่งกินข้าวที่โต๊ะแค่คีบกับข้าวสองสามอย่างใส่ถ้วยแล้วไปนั่งยองถือถ้วยกินตรงหน้าประตูหวังหยวนฝูเกลี้ยกล่อมไปคำหนึ่ง รู้ว่าน้องชายเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรแล้วไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ แล้วก็ไม่รู้จักการเข้าสังคม ในเมื่อโน้มน้าวไม่เป็นผลก็ช่างเถิดหวังหยวนลู่นั่งก้มหน้าพุ้ยข้าวอยู่นอกประตู ชีกู่ไม่ได้มาที่บ้านด้วย ต่างคนต่างกลับบ้านใครบ้านมันข้าวในชามอัดแน่น เพราะตอนที่ตักข้าวใช้ทัพพีกดให้แน่นมาก่อน รอกระทั่งกินมาถึงก้นถ้วย หวังหยวนลู่ที่ถือถ้วยข้าวใบใหญ่ก็มองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยไม่โทษคนบ่นฟ้าที่มีชีวิตยากลำบาก คนใบ้ยิ้มกินหวงเหลียน