ตอนที่ 2461
บทที่ 951.3 เรื่องในอนาคต
October 21, 2026
คำเตือน อ่านยากไม่รู้จะลดต้นทุนไรนักหนาต้นทาง
ป๋ายโอ่วกลับรู้ความลับเรื่องหนึ่ง ตอนที่หวังหยวนลู่ยัง ไม่ร่ำรวยได้ดิบได้ดี ใต้เท้าอัครเสนาบดีเคยพาตนไปเยือนเขตอู่หลิง อยู่หลายครั้งเพื่อพบกับคนหนุ่มผู้นี้ แต่กลับไม่ได้ถ่ายทอดวิชาคาถา ใดๆ ให้ ดูเหมือนว่าจะแค่ไปคุยเล่นด้วยเท่านั้น เจาเกอถามหยั่งเชิง “ถ้าอย่างนั้นก็ให้หวังหยวนลู่ไปที่ภูเขา เหลี่ยงจิง ข้ารับรองได้ว่าในอนาคตเขาสามารถรับหน้าที่เป็น เจ้าขุนเขา เป็นอย่างไร?” เหยาชิงส่ายหน้า “เขากับภูเขาเหลี่ยงจิงต่างก็ไม่มีวาสนานี้” ป๋ายโอ่วคอยสังเกตสวีเจวี้ยนอยู่ตลอด น่าประหลาดนัก ทำไม ถึงมองความผิดปกติของผู้ฝึกตนผีหนุ่มคนนี้ไม่ออกเลยนะ ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงได้ครอบครองโชควาสนาตั้งมากมายขนาด นั้น ? ในอดีตสำ นักต้าเฉากับภูเขาเหลี่ยงจิงคือศัตรูคู่อาฆาตกัน ทุกวันนี้กลับไม่แบ่งบนล่าง สองสำ นักยืนเคียงบ่าเท่าเทียมกันถึงอย่างไรเจ้าสำ นักของสำ นักทั้งสองก็คือสวีเจวี้ยน ทางฝั่งของภูเขาเหลี่ยงจิง แรกเริ่มก็ใช่ว่าจะไม่มีความเห็นต่าง บ้างเลย แต่ในเมื่อเจาเกอคือบรรพบุรุษบุกเบิกภูเขา ขนาดนางยัง ไม่มีความเห็นต่าง พวกศิษย์ลูกศิษย์หลานจะมีความเห็นอะไรได้เล่า ? บวกกับงานแต่งงานบนภูเขาในภายหลังที่ถูกขนานนามว่า ไม่เคยมีปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์และจะไม่มีอีกในอนาคต ใน บรรดาแขกที่มาร่วมอวยพรดื่มสุรามงคล ลำพังแค่สิบอันดับแรกของ ใต้หล้ามืดสลัวก็มีมาเยือนถึงสี่คนแล้ว อวี๋โต้ว ลู่เฉิน อู๋โจว ซุนไหวจง หากยังบวกกับผู้ฝึกยุทธเต็มตัวผู้หนึ่งที่ตอนนั้นไม่ได้เปิดเผย ตัวตน เนื่องจากเขาไปนั่งอยู่ที่โต๊ะในมุม ซึ่งสหายคนนี้คือสหายรัก ต่างวัยของสวีเจวี้ยน ถ้าอย่างนั้นก็เป็นห้าคนแล้ว เขาก็คือบุคคลอันดับหนึ่งแห่งวิถีวรยุทธในใต้หล้า หลินเจียง เซียนแล้วนับประสาอะไรกับที่เส้นทางการฝึกตนของสวีเจวี้ยนก็ เต็มไปด้วยสีสันตระการตาน่าอัศจรรย์ใจอย่างมาก เล่าลือกันว่าลู่ เฉินเจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิงเคยสอนวิชายันต์ให้สวีเจวี้ยนสอง สามบท ซุนไหวจงแห่งอารามเสวียนตูก็เคยสอนเวทกระบี่ให้กับผู้ฝึก ตนผีหนุ่มบทหนึ่งกับมือตัวเอง ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่หย่าเซิ่งแห่งศาลบุ๋น ของใต้หล้าไพศาลก็ยังเคยชี้แนะด้านวิชาความรู้ให้กับสวีเจวี้ยน บวกกับบุคคลอันดับหนึ่งด้านการหลอมโอสถของใต้หล้า และวิชา หมัดของหลินเจียงเซียน เป็นเหตุให้โลกภายนอกต่างก็คาดเดากันว่า สวีเจวี้ยนผู้นี้จะใช่ลูกศิษย์คนสุดท้ายที่แท้จริงของมรรคาจารย์เต๋า หรือไม่? ก็เหมือนกับกระดาษข้อสอบแผ่นหนึ่งที่ต่อให้รู้คำตอบล่วงหน้า มาก่อนแล้ว จะดีจะชั่วเจ้าสวีเจวี้ยนก็ช่วยจับพู่กันเขียนตัวอักษรลง ไปหน่อยเถอะ หากเริ่มนับตั้งแต่ตอนที่กลายไปเป็นผี เวลาสั้นๆ แค่ ยี่สิบกว่าปี สวีเจวี้ยนก็ได้เจอกับบุคคลยิ่งใหญ่เยอะขนาดนี้แล้ว เขา ยังจะมีเวลาว่างเหลือได้อีกหรือ?เจาเกอเอ่ย “จือเหม่ย มาเยี่ยมเยือนครั้งนี้มีเรื่องที่ต้องรบกวน ท่านเสนาบดีแล้ว” เหยาชิงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เชิญผู้อาวุโสพูดมาได้เลย” เหยาชิงเสนาบดีรูปงาม มีนามว่าจือเหม่ย หากนับตามอายุ การฝึกตนบนภูเขา เจาเกอคือผู้อาวุโสอย่างแน่นอน อายุมากกว่า เหยาชิงถึงพันกว่าปีเต็มๆ เจาเกอพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ต้องขอเชิญให้เจ้าออกจาก ภูเขาไปสักรอบ ไปช่วยพิทักษ์มรรคาให้สักหน่อย” เหยาชิงเอ่ยถามตรงไปตรงมาว่า “สถานที่?” เจาเกอตอบ “ภูเขาเหลี่ยงจิง” เหยาชิงถาม “เวลาที่แน่ชัด?” เจาเกอรู้สึกโล่งเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก “ยังไม่ได้ กำหนด รอจดหมายลับจากข้า” เหยาชิงยิ้มกล่าว “ต้องขออวยพรล่วงหน้าให้เจ้าสำ นักสวีและ สหายฟู่คานสมดังใจปรารถนา”สวีเจวี้ยนลุกขึ้นยืน ถอยไปข้างหลังสามก้าว ก้มหัวคำนับอย่าง นอบน้อม เอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “ผู้เยาว์ขอขอบคุณอาจารย์เหยามา ณ ที่นี้” เจาเกอที่เดิมทีไม่คิดจะทำตัวเกรงใจถึงเพียงนี้ ในเมื่อสามีร้อง ภรรยาอย่างนางก็ได้แต่ขานรับ จึงลุกขึ้นยืนเอ่ยขอบคุณเหยาชิงหนึ่ง คำ อู๋โจวผู้ฝึกตนหญิงขอบเขตสิบสี่ที่มีฉายาว่า ‘ไท่อิน’ ผู้นั้น มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับเจาเกอ ตอนนั้นหลังเข้าร่วมงานแต่งครั้งนั้นเสร็จ ก่อนจะจากมา อู๋โจวก็ได้มอบคาถาเซียนในการหลอมวัตถุให้กับสวีเจวี้ยนหนึ่งบท จากนั้นยังสอนวิชาของผู้ฝึกตนผีที่หายสาบสูญไปนานแล้วบทหนึ่งให้เขาด้วยสวีเจวี้ยนผู้เป็นสามีคือผู้ฝึกตนผีและในหลายใต้หล้าในอนาคต ในบรรดาผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยม หากไม่ผิดไปจากที่คาดก็จำ เป็นต้องมีเซียนผีคนหนึ่งที่ได้ยึดครองพื้นที่แห่งหนึ่งดังนั้นสวีเจวี้ยนไม่เพียงแต่ต้องแย่งชิง ยังต้องชิงลงมืออย่างรวดเร็ว รีบเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน ถึงจะสามารถยึดครองความได้เปรียบอันที่จริงสวีเจวี้ยนที่มีประโยคติดปากว่า ‘แค่นี้ก็ดีมากแล้ว’ไม่ได้มีความคิดเช่นนี้ เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้ เจาเกอที่เป็นคนรักกลับยืนกรานหนักแน่น ถ้าอย่างนั้นก็ได้แต่ภรรยาร้องสามีขานรับแล้วในเมื่อทุกเรื่องล้วนเตรียมการไว้หมดแล้ว จึงขาดแค่การปิดด่านครั้งหนึ่งเท่านั้นหลังจากที่สวีเจวี้ยนกับเจาเกอขอตัวลาจากไป ป๋ายโอ่วกับเหยาชิงยืนอยู่ใต้ชายคา นางถามเสียงเบาว่า “หวังหยวนลู่ผู้นั้น จะไม่ไปสนใจจริงๆ หรือ?”เหยาชิงยิ้มเอ่ย “หยกงามไม่ต้องผ่านการขัดกลึง”ป๋ายโอ่วลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังอดกลั้นความสงสัยในใจเอาไว้ไม่ได้ “ดูท่าชีกู่คงใกล้จะฝ่าทะลุขอบเขตเต็มทีแล้ว การประทานโชคชะตาบู๊ส่วนนี้ พวกเราควรจะปฏิเสธไม่รับไว้หรือ? จากรายงานข่าว ทางฝั่งของราชวงศ์อวี๋ฝู จูเสวียนถึงกับออกหน้าลงมือเองแล้ว”ชีกู่ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวที่กลอุบายลึกล้ำอะไร ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ เขายังเป็นคนที่ค่อนข้างจะมุทะลุวู่วาม เป็นคนชอบความตรงไปตรงมา แบ่งแยกรักและเกลียดอย่างชัดเจน หากว่าทางบ้านเกิดแสดงความมิตรกับเขาสักเล็กน้อยก็ไม่ยากที่จะรั้งตัวเขาไว้ที่ราชวงศ์ชิงเสินอันที่จริงคลื่นมรสุมที่อยู่ในเมืองหลวงปีนั้น ป๋ายโอ่วก็เคยมีความเห็นที่ไม่ตรงกับใต้เท้าอัครเสนาบดีตามความเห็นของนาง สามารถฉวยโอกาสนี้รับตัวหวังหยวนลู่และชีกู่ให้มาเป็นพวกเดียวกัน คนทั้งสองก็คงไม่ถึงขั้นมีความสัมพันธ์ที่ชะงักงันกับทางราชสำ นักเช่นนี้แล้วก็เพราะระหว่างการหนีตายที่รายล้อมไปด้วยอันตรายครั้งนั้น หวังหยวนลู่และชีกู่ ต่างคนต่างก็ฝ่าทะลุขอบเขต คนหนึ่งเลื่อนเป็นขอบเขตก่อกำเนิด อีกคนหนึ่งเลื่อนเป็นขอบเขตเดินทางไกลเหยาชิงกล่าว “ใบไม้ร่วงมักต้องกลับสู่รากเสมอ”ป๋ายโอ่วเอ่ยอย่างจนใจ “ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นใบไม้ที่ร่วงลงมาก่อนนะ”เหยาชิงยิ้มกล่าว “ตั้งตารอดูกันไปก็แล้วกัน”หลังจากที่คู่รักซึ่งชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งใต้หล้าไปจากอารามชิงอู๋ได้ไม่นาน ก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินมาถึงอย่างเนิบช้า ถึงกับเป็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งถือว่าหากได้ยากยิ่งในใต้หล้ามืดสลัวหัวโล้น เปลือยเท้า บนร่างสวมจีวรสีม่วงภิกษุวัยกลางคนผู้นี้มีโหนกแก้มสูงจมูกโด่ง ลักษณะเหมือนคนโบราณที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งป๋ายโอ่วรู้แค่ว่าภิกษุที่เดินเท้าเปล่าผู้นี้มีชื่อสามัญว่าเจียงซิวนามเต้าอิ่น ฉายา ‘ตันชิง’ส่วนเรื่องรูปโฉม คิดดูแล้วอีกฝ่ายน่าจะร่ายเวทอำพรางตาสิ่งที่ป๋ายโอ่วเห็นจึงไม่ใช่รูปโฉมที่แท้จริงทุกวันนี้ภิกษุจำ วัดอยู่ในวัดหว่ากวานซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองหลวงเป็นเวลาเกือบจะสิบปีแล้วไม่ว่าจะเป็นชื่อเดิมว่าเจียงซิว หรือฉายาว่า ‘ตันชิง’ อยู่ในใต้หล้ามืดสลัวก็ล้วนไม่มีชื่อเสียงใดๆ แต่เสนาบดีรูปงามเหยาชิงกลับให้ความเคารพนับถือเขาอย่างมากป๋ายโอ่วคือผู้ฝึกยุทธเต็มตัวจึงมองตบะตื้นลึกของอีกฝ่ายไม่ออก และหากจะพูดถึงคำสอนของฉาน (นิกายเซ็นหรือฌาน) และพระธรรม นางก็ยิ่งไม่เข้าใจเลยสักอย่างสิบสี่มณฑลของใต้หล้ามืดสลัว มีการควบคุมวัดของลัทธิพุทธและสำ นักศึกษาของลัทธิขงจื๊อเข้มงวดอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุที่หากอยากจะเดินทางไปข้างนอกกว่าจะได้รับเอกสารผ่านด่านก็ต้องผ่านการรายงานจากราชสำ นักไปทีละชั้น อีกทั้งแปดเก้าในสิบส่วนล้วนต้องถูกตีกลับมา ต่อให้ได้รับคำ อนุญาต ก็ยังต้องแจ้งการเดินทางอย่างละเอียดให้ป๋ายอวี้จิงบันทึกลงเอกสารด้วยราชวงศ์หลายแห่งจึงออกคำสั่งห้ามโดยตรงว่าไม่ให้ภิกษุคนใดเข้ามาในอาณาเขต ถึงขั้นที่ว่ามีสองมณฑลที่สั่งห้ามการก่อตั้งวัด ไม่อนุญาตให้ภิกษุถ่ายทอดพระธรรมมณฑลปิงโจวถือว่าค่อนข้างอะลุ่มอล่วย แต่ราชวงศ์ใหญ่