ตอนที่ 2475
บทที่ 956.1 รวบรวมเวทกระบี่
October 21, 2026
มณฑลมี่โจวที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของใต้หล้ามืดสลัว มี ภูเขาลูกหนึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดาย ยอดเขาสูงตระหง่านเด่นเหนือ พื้นที่ราบ มีชื่อว่าภูเขารุ่นเยว่ ตรงตีนภูเขามีสายน้ำไหลเอื่อยอยู่เส้น หนึ่ง ลักษณะภูเขาสูงชันอันตราย ก้อนหินทับถมกันเหมือนก้อน หยก ต้นสนที่ตั้งเรียงรายสีสันดุจมรกต แต่กลับมีปราณวิญญาณ บางเบา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลที่เหมาะกับการก่อตั้ง พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ตราผนึกขุนเขาสายน้ำของยอดเขารุ่นเยว่แห่งนี้ก็คือพายุหมัด ของผู้ฝึกยุทธซินขู่ เหมือนทะเลสาบแห่งหนึ่งที่อยู่บนยอดเขา ปณิธานหมัดดุจดั่ง น้ำไหลที่ทะลักท่วมไปทั่วทั้งภูเขา แต่กลับไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิตในภูเขา เลยแม้แต่น้อยผู้ฝึกยุทธที่หากไม่ใช่ขอบเขตปลายทาง ผู้ฝึกตนที่ ไม่ใช่ขอบเขตบินทะยาน ก็ไม่ต้องเพ้อฝันว่าจะขึ้นมาบนยอดเขาแห่ง นี้ได้เลย โปรดอภัยที่ไม่ต้อนรับแขก มีผู้ฝึกยุทธเต็มตัวสิบกว่าคนที่ต่างก็มาจากมณฑลต่างๆ ขอบเขตวิถีวรยุทธสูงต่ำไม่เท่ากัน มาหาพื้นที่สร้างกระท่อมฝึกตน อยู่ริมสายน้ำนิ่งตรงตีนเขา มองเรื่องของการเดินขึ้นเขาเป็นวิธีใน การฝึกหมัดที่ดีที่สุด ซินขู่ที่เป็นเจ้ายอดเขารุ่นเยว่กลับไม่เคยขับไล่คน วันนี้ยอดเขารุ่นเยว่มีแขกท่านหนึ่งมาเยือน เป็นปัญญาชนสวม ชุดสีเขียว คิ้วกระบี่ยาวผลุบหายเข้าไปในจอนผม มีกลิ่นอายของ ตำราแผ่อวลเต็มร่าง พอเห็นร่างของคนผู้นี้ก็มีเงาคนผลุบโผล่ ล้วนเป็นปรมาจารย์ วิถีวรยุทธที่มีชื่อเสียงมานานแล้วที่พากันเร่งรุดเดินทางมายังที่แห่งนี้ หมายจะมาชื่นชม ‘หลินซือ’ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้ามืดสลัว ผู้นี้ผลคือพวกเขาอยู่ห่างจากบุรุษอีกหลายสิบจั้งหรือไม่ก็ร้อยกว่า จั้ง ก็ไม่อาจขยับเท้าเดินขึ้นหน้าไปได้อีกแม้แต่ครึ่งก้าว ราวกับ ถูกร่ายยันต์กักตัว ต่อให้พวกเขาจะออกแรงแค่ไหน หรือแม้กระทั่ง ออกหมัด พยายามจะใช้สองหมัดเปิดทาง แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจ เคลื่อนหน้าไปได้อีกแม้แต่น้อย ตามมาติดๆ ก็คือคนจำ นวนไม่น้อยที่เรี่ยวแรงมิอาจ ประคับประคองตัวไว้ได้อีก เรือนกายเริ่มไถลกรูดออกไป คล้ายกับ กลายมาเป็นเรือทวนกระแสน้ำบนเส้นทางวิถีวรยุทธในใต้หล้าที่ มิอาจบุกรุดหน้าได้ ซ้ำ ร้ายยังถอยร่นกลับมา เพื่อหยุดยั้งการถอยร่น ของตัวเอง ผู้ฝึกยุทธกระทืบเท้าเต็มแรงเสียงดังเหมือนสายฟ้า กัมปนาท น่าเสียดายที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะยังไร้ผลอยู่ เหมือนเดิม สองเท้าเหมือนคันไถที่ครูดจนบนพื้นเกิดร่องลึกสองเส้น คนหนึ่งในนั้นคือผู้เฒ่าผมขาวที่เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขา เขา ตะเบ็งเสียงบอกกล่าวนามของตัวเอง หวังเพียงว่าจะสามารถพูดคุย กับผู้ฝึกยุทธเต็มตัวที่มีอายุขัยยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของใต้ หล้ามืดสลัวผู้นี้สักสองสามประโยคผู้ฝึกยุทธหลินเจียงเซียน หนึ่งในสิบคนของใต้หล้ามืดสลัว อันดับที่หก ลำดับรายชื่ออยู่ด้านหลังซุนไหวจงแห่งอาราม เสวียนตูที่เป็นอับดับห้าซึ่งต่อให้ฟ้าผ่าก็ไม่สะเทือน แต่ขอแค่เจ้าอารามผู้เฒ่าออกไปอยู่ข้างนอก ทุกครั้งที่พูดคุย กับคนในยุทธภพเรื่องของหลินเจียงเซียน เจอใครก็มักจะพูดว่า ละอายนัก ละอายนัก ผินเต้าละอายใจที่อยู่ด้านหลังอันดับสี่ อับอาย ที่อยู่เบื้องหน้าหลินซือ หลินเจียงเซียนไม่สนใจผู้ฝึกยุทธของแต่ละมณฑลที่ล้วนถือว่า อยู่ในสามขั้นของหลอมเทพ เอาแต่เดินขึ้นเขาของตัวเองไป ไม่ได้ ใช้วิธีการเดินทางไกลของผู้ฝึกยุทธ เพียงแค่เดินไปบนยอดเขารุ่นเยว่ เหมือนกำลังเดินเล่นเท่านั้น ในภูเขาไม่มีขั้นบันได ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่ทางที่ปูด้วยก้อนหินก็ยัง ไม่มี มีเพียงทางดินโคลนคดเคี้ยวเต็มไปด้วยพืชหญ้ารกชัฏเส้นหนึ่ง ที่ทอดยาวไปสู่ยอดเขาเท่านั้นยอดเขารุ่นเยว่มีคนมาสร้างกระท่อมพักอาศัยอยู่เพียงลำพัง คือชายหนุ่มเรือนกายผอมบาง สองข้างแก้มเต็มไปด้วยหนวดเครา รกรุงรังเพราะไม่ได้ตัดเล็ม สายตาขุ่นมัว คนหนุ่มกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินยักษ์แถบหนึ่ง ใช้ฝ่ามือ ลูบคลำขลุ่ยไม้ไผ่เลาเก่า ข้างเท้าวางกาเหล้าไว้ใบหนึ่ง ยังมีเมล็ด ต้นสนกองหนึ่งที่คล้ายนำมาใช้ต่างกับแกล้ม รวมไปถึงเผือกเผาและ แผ่นฝูหลิง (เห็ดที่เกิดตามกิ่งของต้นสนลักษณะคล้ายกับมันเทศ) พอเห็นหลินเจียงเซียน ซินขู่ก็ไม่ได้เปิดปากเอ่ยอะไร เพียงแค่ผงกศีรษะทักทายเท่านั้นส่วนหลินเจียงเซียนกลับกุมหมัดคารวะ ไม่ได้บอกกล่าวจุดประสงค์ที่มาเยือน เพียงแต่มาหยุดอยู่ด้านข้างก้อนหินยักษ์ เอาสองมือไพล่หลัง ทอดสายตามองไปยังสายน้ำนิ่งที่อยู่นอกภูเขาเส้นนั้นเล่าลือกันว่าในสายน้ำแห่งนี้เคยมีเซียนเหรินยุคโบราณนำแก่นน้ำมาใช้หลอมโซ่เหล็ก จากนั้นก็ทยอยกักขังวานรเขียวตัวหนึ่งและงูขาวตัวหนึ่งที่อีกนิดเดียวก็เกือบจะกลายร่างเป็นหุ่ย (งูพิษชนิดหนึ่งในสมัยโบราณ) หลังจากนั้นสัตว์เดรัจฉานสองตัวที่ถูกกักขังอยู่ใต้น้ำก็กลายมาเป็นเหมือนผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของยอดเขารุ่นเยว่เพียงแต่ว่าเรื่องเล่าประหลาดประเภทนี้ไม่เคยถูกผู้ฝึกตนพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ เรื่องของวานรเขียวและงูขาวจึงแค่ถูกกระพือข่าวลือออกไปเป็นวงกว้างเท่านั้นลมภูเขาพัดแรงเยียบเย็น ‘หลินซือ’ ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของปัญญาชนชุดเขียว ชายแขนเสื้อสองข้างโบกสะบัด ไม่รู้ว่าเหตุใด เขาถึงได้ให้ความรู้สึกหลุดพ้นเหนือโลกีย์ยิ่งกว่าซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ที่ไม่เคยเดินลงจากภูเขาเสียอีกในภูเขาไร้พืชหญ้ารกชัฏ สิ่งที่พบเห็นล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า ที่นี่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงามแห่งหมอกเมฆในแสงสายัณห์ซินขู่พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เอาชนะเจ้าไม่ได้ ไม่ต้องถามหมัดแล้ว ข้ายอมแพ้ก็แล้วกัน”ยอมแพ้อย่างขี้ขลาดเช่นนี้ไม่เหมือนผู้ฝึกยุทธเต็มตัวเลยแม้แต่น้อย แต่ดันเป็นบุคคลอันดับสองแห่งใต้หล้าก่อนหน้านี้ไม่นานยังใช้หนึ่งหมัดต่อยป๋ายโอ่วที่เดินมาถึงกึ่งกลางภูเขาให้ร่วงกลับไปที่ตีนเขา เรือนกายหล่นกระแทกลงในน้ำนิ่งหลินเจียงเซียนยิ้มกล่าว “ไม่ได้มาเพื่อประลองฝีมือ แต่มาเพื่อชมทัศนียภาพของที่แห่งนี้ แล้วก็มาเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ด้วย”นี่เป็นครั้งแรกที่สองฝ่ายได้พบหน้ากันบนยอดเขาแห่งนี้นอกจากกระท่อมไม่กี่หลังที่ซินขู่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายแล้วก็คือก้อนหินระเกะระกะ มีทั้งขนาดใหญ่และเล็กลักษณะประหลาดแตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่างไปไม่ไกลจุดที่ติดกับหน้าผายังมีก้อนหินอยู่แถบหนึ่งที่โดดเด่นมากเป็นพิเศษขนาดใหญ่จั้งกว่า รูปร่างมั่นคง ด้านล่างกลมด้านบนเรียบ เหมือนลอยอยู่เหนือก้อนหินก้อนอื่น บนหน้าผามีตัวอักษรขนาดใหญ่แกะสลักทาสีน้ำมันสีแดงเป็นคำว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอายุยืนไม่มีการลงชื่อ หลินเจียงเซียนมองอยู่หลายที หากไม่ผิดไปจากที่คาด นี่ก็น่าจะเป็น ‘หินรองฝ่าเท้า’ ที่ ‘เป็นจุดพักเท้าของมรรคาจารย์เต๋า’ อย่างที่ผู้คนเรียกขานกันเป็นการส่วนตัวแล้วแต่เรื่องที่มรรคาจารย์เต๋าเคยแวะมาพักเท้าที่นี่ ไม่ได้แพร่หลายไปในใต้หล้ามืดสลัวเป็นวงกว้างนัก มีแค่ในสำ นักใหญ่ที่คาดคะเนกันเป็นการส่วนตัวเท่านั้นก่อนที่มรรคาจารย์เต๋าจะมาถึงยอดเขารุ่นเยว่ สิ่งเดียวที่ยอดเขารุ่นเยว่พอจะเอาออกมาเป็นหน้าเป็นตาได้ก็คือต้นสนโบราณในภูเขา รวมไปถึงปราณวิญญาณพิเศษของหินลอยตัวบนยอดเขาแถบนี้ที่วนเวียนไม่จางหาย เป็นเหตุให้มีคำเล่าลือบอกว่าเทพเซียนผู้ชอบปลีกตัวสันโดษมักมาพักผ่อนหย่อนใจ ณ ที่แห่งนี้ดังนั้นการที่ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีผู้ฝึกลมปราณมาบุกเบิกลานประกอบพิธีกรรมอยู่ที่นี่ก็เพราะสภาพการณ์ที่แปลกประหลาดนี้เพียงแต่ว่ามันก็เป็นแค่ชั้นวางดอกไม้ชั้นหนึ่งเท่านั้น ภูเขาที่ไม่มีปราณวิญญาณของฟ้าดิน สำ หรับผู้ฝึกลมปราณแล้วก็คือสถานที่ที่แห้งแล้งกันดาร เป็นน้ำที่ไร้ต้นกำเนิดหลินเจียงเซียนยืนอยู่บนยอดเขา ความคิดล่องลอยไปไกลไม่สนใจเลยสักนิดว่าตอนนี้ข้างกายมีผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางชั้นเทพมาเยือนคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยจากรายงานของขุนเขาสายน้ำฉบับหนึ่ง เจาเกอแห่งภูเขาเหลี่ยงจิงกับสวีเจวี้ยนแห่งสำ นักต้าเฉา คู่รักที่อายุแตกต่าง ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้าคู่นี้เพิ่งจะมาเยือนยอดเขารุ่นเยว่ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้อยู่บนยอดเขานานนัก ครู่เดียวก็หวนกลับไปที่ภูเขาเหลี่ยงจิงแล้ว ราวกับว่าจะต้องปิดด่านแล้ว ผู้ปกป้องมรรคาคือคนนอกอย่างเหยาเซียงเสนาบดีรูปงามของราชวงศ์ชิงเสิน นี่แสดงให้เห็นว่าเจาเกอมุ่งมาดต่อการปิดด่านในครั้งนี้มากหลินเจียงเซียนรู้ว่านักพรตหญิงขอบเขตบินทะยานที่มีฉายาว่าฟู่คานผู้นี้เคยมีชาติกำเนิดมาจาก ‘เฉาเทียนหนวี่’ (หมายถึงพระสนมของฮ่องเต้ที่ต้องถูกฝังไปพร้อมกับฮ่องเต้ด้วย) ส่วนชาติก่อนนางเป็นเช่นไร กลับพอจะมีเบาะแสที่พอจะจับลมปั้นเงาได้บ้าง เนื่องจากยาซานก่อตั้งองค์กรลับอย่างหนึ่งมีชื่อว่ากองป้ายกวาน รับผิดชอบรวบรวมเรื่องเล่าลือตามตรอกซอกซอยและเกร็ด