ตอนที่ 2474
บทที่ 955.2 ใจคิดถึงบ้านแผ่อวลเต็มโต๊ะ
October 21, 2026
มีสองชิ้นที่ระดับขั้นสูงที่สุด ชิ้นหนึ่งเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีใน หอปี้อวิ๋นของป๋ายอวี้จิง คือเสื้อเกราะบรรพกาลชิ้นหนึ่งที่ถูกปิดผนึก มานานหลายพันปี อีกชิ้นหนึ่งอยู่บนร่างของอู๋โจว หรือควรจะพูดว่าตัวนางก็คือ วัตถุชิ้นนั้น เพราะหากจะพูดให้ถูกก็คือวัตถุชิ้นนี้ได้ผสานรวมเป็น ส่วนหนึ่งของมรรคานางมานานแล้ว ตอนที่นางอายุน้อยแล้วได้เริ่มฝึกตน ด้วยโชควาสนาที่อำนวย จึงทำให้ได้รับวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตส่วนหนึ่งมาจาก ‘ผู้ หล่อหลอม’ หนึ่งในสิบสองเทพชั้นสูงของยุคบรรพกาล อาวุธกึ่งเซียนที่อู๋โจวสร้างและหล่อหลอมด้วยมือตัวเองมีมาก เกินสองมือนับมานานมากแล้ว นี่ยังเป็นส่วนที่ถูกผู้ฝึกตนบนยอดเขา ของใต้หล้ามืดสลัวตรวจสอบรากฐานมาก่อนแล้วเท่านั้น ส่วน จำ นวนของอาวุธเซียน นอกจากตัวอู๋โจวเองที่รู้จำ นวนที่เป็นรูปธรรม แล้ว โลกภายนอกก็ได้แต่คาดเดากันไปส่งเดชเท่านั้นดังนั้นอู๋โจวจึงเป็นอาจารย์หล่อหลอมอันดับหนึ่งในหลายๆ ใต้ หล้าอย่างสมชื่อ ปีนั้นเข้าร่วมงานแต่งของสวีเจวี้ยนและเจาเกอ นั่งอยู่ที่โต๊ะ ประธานร่วมกัน อู๋โจวก็ได้ถามอวี๋โต้วด้วยเสียงในใจไปประโยคหนึ่ง ผลคือถูกอีกฝ่ายปฏิเสธโดยตรง ข้อเสนอที่อู๋โจวเสนอไปนั้นต้องพูดว่าจริงใจยิ่ง ขอแค่หอปี้อวิ๋น ยินดีเอาเสื้อเกราะชิ้นนั้นออกมาให้นางหล่อหลอม ถ้าอย่างนั้นนางก็ สามารถช่วยคลี่คลายภัยแฝงบางอย่างในอนาคตให้กับป๋ายอวี้จิงได้ ส่วนภัยแฝงนั้นจะอยู่ที่มณฑลใดหรืออยู่ที่คนผู้ใด ล้วนให้ทางป๋ายอวี้ จิงเป็นฝ่ายจัดการเอง ขอแค่เอาข้อมูลมาให้ นางก็จะช่วยจัดการให้ เรียบร้อยเอง นางยินดีจะจ่ายค่าตอบแทนอย่างไม่เสียดาย แต่เต๋าเหล่าเอ้อผู้นั้นกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เกินครึ่งน่าจะเก็บไว้มอบให้กับลูกศิษย์คนสุดท้ายของมรรคา จารย์เต๋าที่มีฉายาว่าซานชิง เพื่อให้เป็นของขวัญร่วม แสดงความยินดีที่เขาได้เป็นเจ้านครหรือเจ้าหอแห่งใดแห่งหนึ่ง ในอนาคตกระมังอาวุธเทพสิบห้าชิ้นในภายหลังที่มีหลักฐานให้ตรวจสอบ หนึ่ง ในนั้นก็คือดาบพกของอู๋ซวงเจี้ยงแห่งตำหนักสุ้ยฉู ดาบพิฆาตที่ เป็นหนึ่งในของตกทอดของแท่นลงทัณฑ์บรรพกาล พูดคุยกับอวี๋โต้วไม่ได้ผล อันที่จริงก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเหนือ ความคาดฝันมากนัก ป๋ายอวี้จิงมีกิจการยิ่งใหญ่ เต๋าเหล่าเอ้อก็ มีนิสัยเช่นนั้น เพียงแค่ว่าอู๋โจวขมวดคิ้วน้อยๆ หากจะบอกว่าเต๋า เหล่าเอ้อปฏิเสธการแลกเปลี่ยนนี้ยังถือว่าสมเหตุสมผล แต่เหตุใด ทางฝั่งของตำหนักสุ้ยฉูถึงได้ปฏิเสธด้วย? ดาบแคบพิฆาตเล่มหนึ่งระดับขั้นไม่ถือว่าสูงเกินไปนัก อู๋ซวง เจี้ยงเองก็ไม่ได้ใช้งาน เหตุใดถึงไม่ยินดีพยักหน้าตอบตกลง? จะปล่อยให้ฝุ่นเกาะอยู่ในตำหนักสุ้ยฉูหรือ? ก่อนหน้านี้อู๋โจวเดินทางไปเยือนหอกว้านเชวี่ยอย่างลับๆ แล้วก็เสนอเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนที่มีความจริงใจอย่างถึงที่สุด เหมือนกัน คิดไม่ถึงว่าจะยังไม่สมปรารถนาอยู่เหมือนเดิม อู๋โจวเคยทำการอนุมานบนมหามรรคาคร่าวๆ ไปรอบหนึ่ง เพียงแต่ว่าต่างก็หนีไม่พ้น ‘อู๋ซวงเจี้ยง’ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจงใจขัดขวางเอาไว้ เพราะถึงอย่างไรในด้านการคิดคำนวณและอนุมาน อู๋โจวก็ ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เชี่ยวชาญมากนัก แค่ถือว่าพอมีความรู้ พื้นฐานเท่านั้น อาวุธเทพประเภทนี้ จุดที่แปลกประหลาดที่สุดนั้นอยู่ที่ผู้ฝึก ลมปราณอยากจะหล่อหลอมมัน เรียกได้ว่าลำบากยากเข็ญนัก ตัวอย่างที่ทั่วไปที่สุดก็คือกระบี่เซียนสี่เล่มที่ฟูมฟักจิตวิญญาณ ออกมาได้นั้น ต่อให้เป็นคนที่มรรคกถาสูงส่งอย่างอวี๋โต้วก็ยังได้แต่ รอให้อีกฝ่ายยอมรับเป็นนาย แต่กลับไม่อาจหล่อหลอมมันเป็นวัตถุ แห่งชะตาชีวิตได้ ผู้ฝึกลมปราณโชคดีได้อาวุธเทพบางชิ้นไปครอบครอง ตบะ และขอบเขตไม่สูงมากพอ หรือจิตแห่งมรรคาไม่แข็งแกร่งมากพอก็ ง่ายที่นิสัยใจคอจะเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงอันลุ่มลึกที่ คล้อยไปตามวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของอาวุธเทพชิ้นนั้น สุดท้ายก็เหมือนถูกนกพิราบที่มายึดรังนกกางเขน ก่อให้เกิดหายนะ ใหญ่ เบาหน่อยก็รากฐานมหามรรคาได้รับความเสียหาย หนักหน่อยก็ธาตุไฟเข้าแทรก ถูกล่อลวงสติปัญญา นิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เดินไปบนทางสุดโต่ง ยกตัวอย่างเช่นกลายมาเป็นคนที่มีจิตสังหาร เข้มข้นโดยที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ในประวัติศาสตร์ของใต้หล้า มืดสลัว หายนะที่มาเยือนอย่างไม่มีลางบอกเหตุประเภทนี้ ลำพังแค่ ทางฝั่งของป๋ายอวี้จิงที่มีบันทึกระบุไว้อย่างชัดเจนก็มีมากเกือบยี่สิบ ครั้งแล้วแต่จุดที่ประหลาดที่สุดนั้นอยู่ที่ว่าหากผู้ฝึกยุทธเต็มตัวได้ไปครอง นั่นก็คือพยัคฆ์ติดปีก ใช้ได้คล่องมืออย่างถึงที่สุด แทบจะไม่มีโรคภัยแฝงอะไรทิ้งไว้เบื้องหลัง ถึงขั้นที่ว่าสามารถนำไปช่วยหล่อหลอมเรือนกาย ค่อนข้างคล้ายคลึงกับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของผู้ฝึกกระบี่ที่ช่วยส่งเสริมกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติหลินเจียงเซียนแห่งหรู่โจว ซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ ป๋ายโอ่วราชครูหญิงแห่งปิงโจวผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง ปรมาจารย์ใหญ่ที่อยู่สามอันดับแรกของวิถีวรยุทธในใต้หล้าสามคนนี้ แต่ละคนต่างก็ได้ครอบครองอาวุธเทพชิ้นหนึ่งพอดีทางฝั่งของเจียงจ้าวหมอแห่งหอจื่อชี่ก็ดูเหมือนว่าจะมีอาวุธเทพที่ระดับขั้นธรรมดาอยู่ชิ้นหนึ่ง ถือเป็นของเก่าแก่ของเขาเมื่อชาติก่อนหันกลับมามองผู้ฝึกลมปราณ ถืออาวุธเทพไว้ในมือก็จำ เป็นต้องระวังแล้วระวังอีกเคยมีผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งที่ได้ครอบครองอาวุธเทพแล้วขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะสามารถทำลายตราผนึกของฟ้านอกฟ้าได้อย่างสิ้นเชิง มากพอจะทำให้กลายมาเป็นช่องทางที่เปิดให้เทวบุตรมารนอกโลกมาเยือนใต้หล้ามืดสลัวได้เลยอวี๋โต้วออกจากป๋ายอวี้จิง พกกระบี่เดินทางไกล อีกนิดเดียวก็เกือบจะบั่นศีรษะของผู้ฝึกตนใหญ่คนนี้ได้เหมือนกันเป็นเจ้าลัทธิใหญ่ที่ลงมือขัดขวางทั้งสองไว้ด้วยตัวเอง จากนั้นซ่อมรูโหว่ แล้วพาผู้ฝึกตนเฒ่าคนนั้นกลับไปยังนครชิงชุ่ยของป๋ายอวี้จิง ติดตามเจ้าลัทธิใหญ่ฝึกตนอยู่หลายร้อยปีกว่าจะฟื้นคืนจิตแห่งมรรคาให้กลับมาใสสะอาดได้อีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย ภายหลังจึงมารับตำแหน่งเป็นเจ้านครเสินเซียวโค่วหมิงเจ้าลัทธิใหญ่เคยรับหน้าที่อยู่ที่ด่านหานกู่ ในอดีตมรรคาจารย์เต๋าจูงวัวผ่านด่านก็เป็นโค่วหมิงที่ตรวจสอบปรากฏการณ์ดวงดาวยามค่ำคืนแล้วเปิดเผยความลับสวรรค์เล่าลือกันว่ามรรคาจารย์เต๋าถ่ายทอดห้าพันคำ โค่วหมิงก็ให้คำอรรถาธิบาย ‘คัมภีร์ซื่อเซิง’ ได้รับความสำ คัญจากสายพรรคโหลวกวาน นับถือบูชาให้เป็นคัมภีร์อันดับหนึ่งอู๋โจวยิ้มเอ่ย “บางทีอาจจะไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างสักรอบ”“ที่นั่นมีตาแก่หนังเหนียวคนหนึ่งที่เพิ่งฟื้นตื่นได้ไม่นานไม่บังเอิญเลย เขามีการช่วงชิงบนมหามรรคาที่ซ่อนแฝงอยู่กับข้าพอดี”อู๋โจวหยิบจอกใบบัวใบหนึ่งออกมา รินเหล้าให้ตัวเองจนเต็มจอก กลิ่นหอมของสุราโชยมาปะทะจมูก นางไม่รีบร้อนดื่มเหล้าเพียงแค่หมุนจอกเบาๆ เอ่ยเยาะเย้ยตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเสียใจเล็กน้อย “หันกลับไปมองคนรู้จักเก่าตัดขาดกันไปนานแล้ว คนที่สามารถรำลึกความหลังด้วยได้จึงมีเพียงน้อยนิด”เจ้านครคนก่อนของนครเสินเซียว หรือก็คือผู้ฝึกตนเฒ่าที่เกือบจะก่อโทษมหันต์ผู้นั้น ชื่อจริงคือเหยาเข่อจิ่ว ฉายา ‘หนี่กู่’เขาเคยเป็นเต้ากวานที่ไม่ใช่คนของป๋ายอวี้จิงซึ่งมีลำดับอาวุโสเท่าเทียมกันกับพวกเกากูแห่งภูเขาตี้เฝ่ยและนครเสินเซียวกับอารามเสวียนตูต่างก็ได้ครอบครองป่าท้อแห่งหนึ่งและเหยาเข่อจิ่วก็เป็นเต้ากวานของป๋ายอวี้จิงจำ นวนน้อยที่สามารถเป็นสหายกับซุนไหวจงของอารามเสวียนตูได้เหยาเข่อจิ่วไม่ได้เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของป๋ายอวี้จิง ถือว่ามาเข้าร่วมกับป๋ายอวี้จิงกลางทางทำความผิดมหันต์หากไม่เป็นเพราะเจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงขัดขวาง ป่านนี้ก็คงใต้ตายคมกระบี่ของอวี๋โต้วไปนานแล้ว ไม่มีโอกาสให้ทำความดีชดใช้ความผิดอะไรเลยปีนั้นโค่วหมิงพาเหยาเข่อจิ่วที่ธาตุไฟเข้าแทรกกลับมาที่ลานประกอบพิธีกรรมของนครชิงชุ่ย หลังจากนั้นเหยาเข่อจิ่วก็มารับหน้าที่เป็นเจ้านครเสินเซียว อันที่จริงเรื่องนี้ก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อยเพราะไม่เชื่อใจเหยาเข่อจิ่ว หรือควรจะพูดว่าไม่เชื่อในจิตแห่งมรรคาของผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานคนนี้ ถึงขั้นเดาเอาว่าเทียนเซียนเจ้านครของป๋ายอวี้จิงที่มีฉายาว่า ‘หนี่กู่’ ผู้นี้ แท้จริงแล้วไม่ได้ต่างอะไรจากเทวบุตรมารนอกโลกแล้ว เพียงแต่ว่าถูกเจ้าลัทธิใหญ่ช่วยสยบกำราบเอาไว้ให้ดังนั้นจึงมีเต้ากวานไม่น้อยของป๋ายอวี้จิงที่มีความรู้สึกย่ำแย่ต่อนครเสินเซียวอยู่นานหลายปี คอยจับจ้องมองด้วยสายตาเย็นชาอยู่ตลอด ราวกับรอคอยให้เหยาเข่อจิ่วทำผิดซ้ำ อีกครั้งนักพรตเฒ่าค่อยๆ สะสมคุณความชอบ ในที่สุดก็ใช้หนี้บน