ตอนที่ 2473
บทที่ 955.1 ใจคิดถึงบ้านแผ่อวลเต็มโต๊ะ
October 21, 2026
ใต้หล้ามืดสลัว แนวเส้นชายแดนของมณฑลยงโจวและมณฑล เพ่ยโจว ผู้ฝึกตนหญิงสองคนสาวเท้าเดินเล่นอย่างผ่อนคลาย เดิน เคียงไหล่กันขึ้นสู่ที่สูง ใบหน้าของนักพรตหญิงพร่าเลือนเห็นไม่ชัด ประหนึ่งก้อน เมฆและสายน้ำที่เคลื่อนคล้อยล่องลอยไม่หยุดนิ่ง ชุดคลุมวารีเมฆาตัวหนึ่ง ภูเขาเซียนทับซ้อนกันเป็นหมื่นชั้น ก็คืออู๋โจวหนึ่งในผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่จำ นวนน้อยจนนับ นิ้วได้ซึ่งเข้าร่วมการประชุมริมลำคลองคราวก่อน ข้างกายของนางมีหญิงสาวที่โฉมงามสะพรั่งคนหนึ่งติด ตามมาด้วย สวมมงกฎจักรพรรดิ บนร่างสวมชุดคลุมมังกรสีเหลือง สว่าง ก็คือจูเสวียนโอรสสวรรค์ของราชวงศ์อวี๋ฝูมณฑลยงโจวใน ทุกวันนี้ ในใต้หล้ามืดสลัว สตรีครองราชย์สืบทอดบัลลังก์เป็นเรื่องที่ปกติอย่างมาก บนไหล่ของจูเสวียนมีนกนางแอ่นสีม่วงตัวหนึ่งเกาะอยู่ รอบกายมีปลาสีทองตัวหนึ่งที่เป็นภาพมายาว่ายวนไม่หยุดนิ่ง มีหนวดมังกรของแท้งอกออกมาสองเส้นแล้ว ปลาที่มีเกล็ดสีทองและนกนางแอ่นที่มีปีกสีม่วง ถูกมองเป็น วัตถุแห่งเทพเซียนมาโดยตลอด เป็นเหตุให้สัตว์วิเศษสองชนิดนี้ คิด จะหลอมเรือนกายบรรลุมรรคาเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เล่าลือกันว่า ทั้ง สองฝ่ายเดินขึ้นไปบนจุดสูงของมหามรรคา ฝ่ายแรกสามารถ เปลี่ยนจากปลามาเป็นมังกร หากโชคดีก็จะได้กลายเป็นมังกรที่ แท้จริง ฝ่ายหลังสามารถเปลี่ยนครรภ์รกกระดูกกลายมาเป็น ‘หงส์ เพลิง’ ในตำนาน ฝ่ายแรกถือว่าจำ นวนมีค่อนข้างมาก แต่ฝ่ายหลัง กลับมีน้อยจนนับนิ้วได้ ทั้ง สองฝ่าย ‘เดินขึ้นเขา’ ไปด้วยกัน เพียงแต่ว่าภูเขาลูกนี้กลับเป็นเทือกเขาเส้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ใต้น้ำ ของลำน้ำใหญ่ประหนึ่งนภากาศที่กว้างใหญ่ไพศาลมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ตะวันจันทราส่องประกายแสงลงบนตำหนักสีเงินและสีทอง ส่วนศาลเทพภูเขาก็ถึงกับสร้างไว้ใต้น้ำ ซึ่งก็เป็นทัศนียภาพที่ มีเฉพาะในใต้หล้ามืดสลัวเท่านั้น หอกลางอากาศทาสีชาดวิจิตรงามงด เมฆลอยอวลทอแสง อรุโณทัย บนยอดเขาสูง เนื่องจากลักษณะภูเขาเว้ายวบลงเหมือนอ่างใบ หนึ่ง จึงมีคำเรียกขานบ้านๆ ว่า ‘อ่างล้างหน้า’ ส่วนศาลเทพภูเขา ที่อยู่บนภูเขาก็มีคำเรียกขานว่าโต๊ะเครื่องแป้ง ดูเหมือนว่าซุนไหวจงจะเคยมาเที่ยวเยือนที่แห่งนี้ สองคำ เรียกขานนี้ก็เป็นเจ้าอารามผู้เฒ่าของอารามเสวียนตูที่เอ่ยเรียกเป็น คนแรกสุด เพียงไม่นานก็แพร่หลายไปทั่วหลายมณฑล เจ้าอารามผู้เฒ่าท่านนี้เหมือนกับเป็นรายงานขุนเขาสายน้ำที่ เดินได้ของใต้หล้ามืดสลัวอย่างไรอย่างนั้น อู๋โจวยิ้มถาม “ได้ยินว่าลู่เหล่าซานรับปากเจ้าว่าจะพาผู้ ถวายงานอันดับหนึ่งคนหนึ่งมาให้ราชวงศ์อวี๋ฝูของพวกเจ้าหรือ?”จูเสวียนพยักหน้ารับ “ดังนั้นหลายปีมานี้จึงเว้นตำแหน่งนี้ว่าง ไว้โดยตลอด ครั้งนี้เจ้าลัทธิลู่หวนกลับสู่ป๋ายอวี้จิง ไม่ว่าอย่างไรก็ น่าจะมีคำอธิบายให้ข้าได้บ้างแล้ว จะดีจะชั่วก็ควรจะกำหนด ระยะเวลา หาไม่แล้วหากยังถ่วงเวลาเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องสมควร” ดูเหมือนว่าใครก็ตามที่สนิทสนมกับลู่เฉินก็ล้วนไม่ใส่ใจใน สถานะและขอบเขตของเจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิงท่านนี้ อวี๋โจวยิ้มกล่าว “มณฑลยงโจวของพวกเจ้าจะมีมังกรแท้จริง ตัวที่สองปรากฏแล้วหรือ?” ใต้หล้าไพศาลมีมังกรที่แท้จริงอย่างหวังจูแล้ว ใต้หล้ามืดสลัวคือสถานการณ์ของเก้าภูเขาหนึ่งสายน้ำ ระดับ ความเข้มข้นของโชคชะตาน้ำอยู่ไกลเกินกว่าที่จะทัดเทียมกับไพศาล ได้ติด ยากมากจริงๆ ที่จะฟูมฟักมังกรที่แท้จริงตัวหนึ่งได้ เพราะศึกเดินขึ้นฟ้า เมื่อมีการตกรางวัลตามคุณความชอบกัน ไปแล้ว เจียวหลงที่ฝึกตนบรรลุมรรคาก็แทบจะอยู่ในใต้หล้าไพศาลที่ ได้ครอบครองน่านน้ำของสี่มหาสมุทรทั้งหมด ต่างพากันบุกเบิกวัง มังกรสี่มหาสมุทร หรือไม่ก็จวนน้ำไว้ตามลำน้ำใหญ่ แม่น้ำลำคลองหรือสระน้ำต่างๆ มีมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว คอยรับผิดชอบ เคลื่อนเมฆโปรยฝน จูเสวียนกล่าว “ไม่กล้าคาดหวังหรอก” อู๋โจวเอ่ยเตือน “สามารถลองช่วงชิงชีกู่มาอีกครั้งได้ หลังจาก เขาฝ่าทะลุขอบเขต เรื่องของการประทานโชคชะตาบู๊ ไม่ว่าจะเป็น อย่างไร หลักๆ แล้วก็ยังคงเป็นหวังหยวนลู่โจรขโมยข้าวผู้นั้นที่ มีความหวังบนมหามรรคา หากเจ้าดึงชีกู่มาเป็นพวกได้สำ เร็จ ด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหวังหยวนลู่ ไม่แน่ว่าอาจเป็นการค้าขายที่ดีที่ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งก็เป็นได้”มองออกว่าชีกู่กับหวังหยวนลู่ต่างก็เป็นคนที่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนทั้งสิ้น หากชีกู่มารับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ของสกุลจูอวี๋ฝู จากนั้นมีหวังหยวนลู่ติดตามมาเป็นเจ้าอารามของสือฟางฉงหลินแห่งหนึ่งในอาณาเขต สำ หรับราชสำ นักอวี๋ฝูที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นทุกวันแล้วก็เท่ากับว่ามีผู้ช่วยใหญ่เพิ่มมาถึงสองคนจูเสวียนขมวดคิ้วมุ่น “แต่ว่าชีกู่ผู้นั้นใช้คำพูดคลุมเครือ ทั้งๆ ที่หวั่นไหวแล้ว แต่กลับยังไม่ยอมพยักหน้าตอบตกลง ให้คำยืนยันที่แน่ชัด บอกแค่ว่าจะกลับไปที่เขตอู่หลิงบ้านเกิดก่อนรอบหนึ่ง”เมื่อเทียบกับราชวงศ์ชิงเสินในมณฑลปิงโจวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังแคว้น หรือเทียบกันในด้านพลังการสู้รบขั้นสูงสุดของเต้ากวาน สกุลจูอวี๋ฝูยังด้อยกว่าระดับใหญ่ เพราะถึงอย่างไรยงโจวก็เป็นแค่มณฑลเล็กๆ แห่งหนึ่ง รากฐานบางเบา ค่อนข้างคล้ายคลึงกับแจกันสมบัติทวีปของใต้หล้าไพศาล หลายๆ เรื่องราวจึงเป็นเหมือนการทำพิธีกรรมในเปลือกหอยจริงๆ เพียงแต่ว่าโชคดีที่บรรพจารย์ไท่อินข้างกายผู้นี้หวนกลับมาตุภูมิเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่ายงโจวมีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งมานั่งพิทักษ์ขุนเขาสายน้ำให้การที่อู๋โจวโปรดปรานราชวงศ์อวี๋ฝูเช่นนี้ หนึ่งเพราะสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ฝึกตนของนาง เพียงแต่ว่าได้กลายเป็นซากปรักที่ถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว นอกจากนี้อาวุธเซียนชิ้นแรกที่นางหลอมออกมาได้ก็คือสมบัติพิทักษ์แคว้นของราชวงศ์อวี๋ฝูในทุกวันนี้ปีนั้นอู๋โจวได้นำไปมอบให้กับฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของสกุลจูอวี๋ฝูบุรุษที่มีอัจฉริยะและแผนการอันลึกล้ำผู้นั้นสามารถถือว่าเป็นคู่บำเพ็ญเพียรครึ่งตัวของอู๋โจวได้ สุดท้ายก็เป็นอู๋โจวที่มองเห็นผลสำ เร็จบนมหามรรคาของจูเสวียน อายุหนึ่งร้อยปีก็เป็นเซียนเหรินคนหนึ่งแล้ว หากมอบเวลาให้จูเสวียนอีกสักสี่ห้าร้อยปี แล้วมีโชควาสนาบนมหามรรคาอย่างหนึ่งมอบให้นางก็มีหวังจะได้เป็นบินทะยาน อีกทั้งยังอาจจะเป็นบินทะยานขี่มังกรที่ระดับขั้นสูงที่สุดด้วย หนึ่งคนหนึ่งมังกรพิสูจน์มรรคาในเวลาเดียวกัน ถึงเวลานั้นสถานการณ์แคว้นของราชวงศ์อวี๋ฝูก็จะมีค่าพอให้คาดหวังรอคอยแล้ว ดังนั้นอู๋โจวถึงได้ยินดีมาเปิดซากปรักลานประกอบพิธีกรรมที่ยงโจวใหม่อีกครั้งผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ในตำนาน กลายมาเป็นผู้บรรลุมรรคา เส้นทางการฝึกตนต่อจากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเป็น…กระอักกระอ่วนและน่าเบื่ออย่างยิ่งอู๋โจวยิ้มกล่าว “ความสำ เร็จขึ้นอยู่กับคน”จูเสวียนพยักหน้า “พยายามให้เต็มที่ สุดท้ายอะไรจะเกิดก็ขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิตแล้ว”อู๋โจวพูดชวนคุยว่า “หากเปลี่ยนข้าไปเป็นเจ้าก็จะปลอมตัวออกไปเยี่ยมเยือนเป็นการส่วนตัวสักรอบ ติดตามพวกเขาไปที่ราชวงศ์ชิงเสิน ถือเสียว่าไปเที่ยวเล่นผ่อนคลายอารมณ์”จูเสวียนเอ่ยอย่างจนใจ “มีความคิดนี้อยู่ แต่น่าเสียดายที่ปลีกตัวไปไม่ได้”เรื่องใหญ่ของแคว้นนั้นอยู่ที่พิธีบวงสรวงและการทหารอาณาเขตของมณฑลยงโจวเล็ก สกุลจูอวี๋ฝูถือเป็นไม้เด่นเกินไพรดังนั้นหลังจากที่จูเสวียนขึ้นครองราชย์ สงครามจึงเกิดขึ้นน้อยครั้งแต่เรื่องการถือศีลทำพิธีเซ่นไหว้กลับต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจแล้วยังไม่อาจทำอย่างขอไปทีได้ เพราะประเภทของการบวงสรวงเซ่นไหว้มียิบย่อย พิธีการก็ซับซ้อน นอกจากจะมีการเผาข้าวของบูชาเครื่องสังเวยเพื่อบวงสรวงฟ้าดินแล้ว ก็ยังมีพิธีจมน้ำเพื่อบวงสรวงน้ำ พิธีแขวนข้าวของเพื่อบูชาเทพภูเขา ฯลฯ เทพบนฟ้ามนุษย์ผี เทพบนดิน และยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งขุนเขาสายน้ำอีกมากมายล้วนต้องมีการทำพิธีเคารพบูชาทั้งสิ้น นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดพิธียันต์หยกและพิธียันต์ทองที่ต้องจัดอย่างละครั้งในทุกๆ ช่วงสองสามปี เนื่องจากจูเสวียนถือเป็นจักรพรรดิผู้ครองแคว้นที่ยังมีประสบการณ์ตื้นเขิน ตอนนี้จึงยังไม่อาจบอกกล่าวเรื่องพวกนี้แก่คนนอกได้ ดังนั้นตลอดทั้งปี อย่างน้อยที่สุดต้องมีเวลาสามเดือนที่หากนางไม่อยู่ในงานพิธีถือศีลทำทานต่างๆ ก็จะต้องอยู่ระหว่างการเดินทางไปร่วมงานเซ่นไหว้บวงสรวงทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ผ่านมานี้ตลอดทั้งราชวงศ์อวี๋ฝูได้ร่วมแรงกันลงมือจัดงานพิธีใหญ่ผู่เทียน (หนึ่งในพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทำพิธีกรรมในลัทธิเต๋า โดยมีจักรพรรดิเป็นประธานในการทำพิธีสักการะเทพเจ้าสามพันหกร้อยองค์) ที่ร้อยปีก็ยากจะพานพบสักครั้ง ตั้งบูชาเทวรูปของเทพมากถึงสามพันหกร้อยองค์ เชื้อเชิญจิงซือ เต้ากวานผู้มีคุณูปการและเจ้าอารามเต๋าของแต่ละสายทั่วแคว้น หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งมณฑลให้มาร่วมกันจัดงานพิธีอันยิ่งใหญ่นี้ที่เมืองหลวง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องให้จูเสวียนจักรพรรดิหญิงผู้เป็นประธานในพิธีลงแรงด้วยตัวเอง ดังนั้นนางถึงบอกว่าปลีกตัวมาไม่ได้ โชคดีที่อดีตฮ่องเต้รอให้นางเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหรินก่อนแล้วถึงได้สละบัลลังก์ให้กับนางอู๋โจวเอ่ยสัพยอก “อวี๋ฝูของพวกเจ้าขาดเสนาบดีรูปงามที่