ตอนที่ 2472
บทที่ 954.4 เพื่อนเก่ากลับมาพบเจอกันใหม่
October 21, 2026
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง พื้นที่ลับแห่งหนึ่งของสวนกงเต๋อ นักโทษผู้หนึ่งนั่งอยู่ริมทะเลสาบ กำลังใช้กากข้าวโพดสำ หรับ หมักเหล้ามาปั้นเป็นเหยื่อล่อ ชายฉกรรจ์นั่งเฝ้าปลาตัวหนึ่ง เพื่อแกว่งให้เหยื่อล่อสลายตัว กระจายไปทั่วผิวน้ำ ดังนั้นทุกครั้งที่เหวี่ยงคันเบ็ดแล้วยกคันเบ็ดขึ้น จึงเหลือเพียงคันเบ็ดว่างเปล่า วันนี้เด็กหนุ่มคนนั้นมาเยือนอีกแล้ว หลิวชาไม่เคยถามชื่อของ อีกฝ่าย แล้วก็ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยว่าทำไมลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่เป็น เพียงห้าขอบเขตล่างคนหนึ่งถึงมาเยือนสถานที่แห่งนี้ได้ หลิวชาเองก็คร้านจะอธิบายอะไร เพราะแค่มองเด็กหนุ่มก็รู้ แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ เด็กหนุ่มถามอย่างใคร่รู้ “ได้ยินมาว่าตกปลาต่างกันก็ต้อง ใช้เบ็ดตกปลาไม่เหมือนกันหรือ?”หลิวชาหัวเราะร่า “ยอดฝีมือใช้คันเบ็ดแค่อันเดียว คนไม่ เชี่ยวชาญวางแผงขายของ” เด็กหนุ่มพยักหน้า “แค่ฟังก็รู้ว่าเป็นคำพูดของยอดฝีมือ” ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ลำคลองเย่ลั่ว เฟยเฟยเริ่มปิดด่านแล้ว จากนั้นก็มีผู้ฝึกตนต่างถิ่นกลุ่มหนึ่งมาเยือน คล้ายกับนัดหมายกันไว้เรียบร้อยแล้วจึงมาเยือนลำคลองเย่ลั่ว ในวันเดียวกัน มาเพื่อพบป๋ายเจ๋อ คล้ายกับเป็นการถูกบีบให้ต้อง ‘เข้าเฝ้า’ อย่างหนึ่ง คนหนึ่งในนั้นสะดุดตาอย่างมาก มีลักษณะเป็นเด็กหนุ่ม เรือน กายผอมบาง สวมชุดคลุมขนเตียวเก่าแก่ตัวหนึ่ง สองข้างแก้มแดง เป็นปื้น ร่างทั้งร่างเผยความมีชีวิตชีวาสดใส เด็กหนุ่มน้ำเสียงใสกังวาน พูดอย่างผึ่งผายว่า “นายท่านป๋าย ขอปรึกษากับท่านสักเรื่องสิ” ที่แท้ก็เป็นแม่นางคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายเด็กหนุ่ม ป๋ายเจ๋อยิ้มเอ่ย “ลองว่ามาสิ”นางเผยสีหน้าขัดเขินอย่างที่หาได้ยาก เอ่ยว่า “ข้าคิดว่าจะไป เยือนใต้หล้าไพศาลสักรอบ และข้าก็จะไม่เป็นฝ่ายก่อเรื่องอะไร ทว่า เริ่มจากกำแพงเมืองปราณกระบี่เป็นต้นไป ใครกล้าขัดขวาง ข้าก็ จะฟันคนผู้นั้น ถือว่าข้าได้ช่วยออกแรงให้กับใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ก็แล้วกัน ฟันไม่ได้ ถูกซ้อมถูกจับถูกฆ่าตาย ก็ถือเสียว่าฝีมือข้าด้อย กว่าคนเขา ต้องยอมรับชะตากรรมก็เท่านั้น แต่หากว่าข้าสามารถ เดินทางไปเยือนทวีปแห่งหนึ่งของใต้หล้าไพศาลได้อย่างราบรื่น ยกตัวอย่างเช่นที่แจกันสมบัติทวีป ข้าก็จะไม่ทำตัวเหลวไหล. ..เอาเป็นว่าความหมายคร่าวๆ ก็คือแบบนี้แหละ นายท่านป๋ายท่าน ฉลาดถึงเพียงนี้ น่าจะเข้าใจแล้วว่าข้าหมายความว่าอะไร” ป๋ายเจ๋อยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “จะไปหาเขาหรือ?” นางยิ้มกว้าง รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสราวกับแสงตะวัน ป๋ายเจ๋อกล่าว “ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาทำข้อตกลงกันก่อน หากวันใดข้ากับหลี่เซิ่งตีกันขึ้นมา เจ้าก็ต้องหาโอกาสกลับมาที่ เปลี่ยวร้าง ดังนั้นการเดินทางไกลไปเยือนไพศาลครั้งนี้ เจ้า จำ เป็นต้องหาทางถอยไว้ให้ตัวเองล่วงหน้าก่อน ต่อให้ทิ้งชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่งก็ต้องกลับมาใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ก่อนหน้านั้นข้าสามารถ บอกกล่าวกับหลี่เซิ่งก่อนได้ เจ้าแค่ต้องรับปากว่าวันหน้าจะไม่ตั้งตัว เป็นศัตรูกับเปลี่ยวร้าง แล้วก็ไม่ทำอะไรตามใจปรารถนา ทำตัว กำเริบเสิบสานอยู่ที่ใต้หล้าไพศาล ถ้าเจ้าไม่ข้ามแดนไปท่องเที่ยว คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก” เห็นได้ชัดว่านางประหลาดใจอย่างมาก “ข้าไปได้จริงๆ หรือนี่ ?!” นางแค่พูดไปอย่างนั้นเอง คิดว่าบอกกล่าวกับป๋ายเจ๋อแล้วนาง ก็จะเตรียมเดินทางทันที คิดไม่ถึงว่าป๋ายเจ๋อจะพูดคุยด้วยง่ายเช่นนี้ ดูท่าแล้วการเรียกด้วยความเคารพว่านายท่านป๋ายจะไม่ได้เรียก อย่างเสียเปล่า แล้วก็คือ ‘เด็กสาว’ คนนี้ที่เป็นผู้ที่อยู่อันดับสูงสุดในบรรดา ผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจยุคบรรพกาล ได้ครอบครองฉายายาวเป็นพรวน อย่างป๋ายจิ่ง เฉายวิน ไหว้จิ่ง เหย้าหลิง… ป๋ายเจ๋อยิ้มอบอุ่น พูดเสียงเบาว่า “ดูท่าจะชอบจริงๆ สินะ”“ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชอบหรือเปล่า เพียงแต่ว่าไอ้หมอนั่น เอาแต่หลบเลี่ยงข้า จึงไม่เคยทำสำ เร็จเสียที” ป๋ายจิ่งเหนียมอายอย่างที่หาได้ยาก “ใช่แล้ว นายท่านป๋าย ทุกวันนี้ข้าชื่อว่าเซี่ยโก่ว ชื่อใหม่นี้เป็นอย่างไร พอได้เลยใช่ไหม?” ป๋ายเจ๋ออืมรับหนึ่งที พยักหน้ากล่าว “เรื่องของการตั้งชื่อ ข้า ไม่ค่อยถนัดหรอก” ป๋ายจิ่งยังพูดง่าย ส่วนพวกปีศาจใหญ่บรรพกาลตนอื่นที่ฟื้น ตื่นขึ้นจากการจำ ศีลยาวนานนับหมื่นปีทั้งหลาย แต่ละตนล้วนจิตแห่งมรรคาสะเทือนไหว หวาดผวาพรั่นพรึงสีหน้าล้วนไม่ค่อยน่าดูนักคนผู้หนึ่งที่สามารถทำให้ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งเรียกอย่างเคารพนอบน้อมว่า ‘นายท่านป๋าย’ ได้ ต่อให้เป็นแค่คำพูดตามมารยาทก็ต้องมีคุณสมบัติจะให้ป๋ายจิ่งก้มหัวยอมอ่อนข้อให้ถึงจะได้ป๋ายเจ๋อยิ้มกล่าว “หากเดาไม่ผิด พวกเจ้าทั้งหลาย แม้แต่ตัวป๋ายจิ่งเอง ก่อนหน้านี้น่าจะปรึกษากันไว้ก่อนแล้ว ดูว่าจะสามารถร่วมมือกันมาลงนามสัญญาอย่างหนึ่งกับข้าได้หรือไม่ยกตัวอย่างเช่นโน้มน้าวข้าว่าอย่าได้ควบคุมพวกเจ้ามากเกินไปนักแค่พอสมควรก็พอแล้ว?”ป๋ายจิ่งหัวเราะร่า “นายท่านป๋าย แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้วล่ะข้าจะยืนอยู่ข้างนายท่านป๋าย ก็ล้วนแซ่ป๋ายเหมือนกันนี่นะ เป็นคนครอบครัวเดียวกัน”แต่ละคนต่างก็จ้องคนทรยศที่หันหอกเข้าหาพวกเดียวกันเองอย่างป๋ายจิ่งเขม็ง นี่ก็คือใต้หล้าเปลี่ยวร้างแล้ว“ไม่มีใครที่เป็นขอบเขตสิบสี่ แค่อาศัยว่ามีจำ นวนมาก อยู่กับข้าแล้วไม่มีความหมายเท่าใดหรอก”ป๋ายเจ๋อหรี่ตาเอ่ย “ถือว่าสมเหตุสมผล แต่อย่าให้มีคราวหน้าอีก”ป๋ายจิ่งหรือจะสนใจความเป็นความตายของ ‘พันธมิตร’ กลุ่มนั้นเพียงแค่พึมพำประโยคหนึ่งด้วยความอารมณ์ดีว่า “เสี่ยวโม่เสี่ยวโม่? ชื่อนี้ช่างตั้งได้ธรรมดาจริงๆ”……ศูนย์ตัดต้นไม้ หลินเจิ้งเฉิงเฝ้าคืนอยู่เพียงลำพังในฐานะหุนเจ่อของเมืองเล็กในอดีต มีหลายเรื่องที่หลินเจิ้งเฉิงมองเห็นอยู่ในสายตา ยกตัวอย่างเช่นจูลู่ที่ตอนเป็นเด็กสาวมักจะชอบเสียใจและคับแค้นในความผิดพลาดของตัวเอง จนถึงทุกวันนี้นางก็ยังถูกปิดหูปิดตา ไม่เคยรู้ความเป็นมาที่แท้จริงของตัวเองนางคิดมาโดยตลอดว่าในกลุ่มคนรุ่นเดียวกันของปีนั้น การที่พวกเขาสามารถประสบความสำ เร็จอย่างในทุกวันนี้ได้ ล้วนมีส่วนจากชาติกำเนิด พรสวรรค์ โชควาสนาและบุญบารมี ยกตัวอย่างเช่นสถานะของรัชทายาทแคว้นล่มสลายของอวี๋ลู่ หรือยกตัวอย่างเช่นเพราะเฉินผิงอันได้รู้จักกับหนิงเหยา เว่ยป้อเทพแห่งผืนดินของภูเขาฉีตุน โชคดีได้กลายเป็นลูกศิษย์ปิดสำ นักของสายเหวินเซิ่ง ถึงได้มีวาสนาที่ตามมาเป็นพรวนในภายหลัง…อันที่จริงที่ใต้หล้ามืดสลัวมีคำสุภาษิตอย่างหนึ่งที่แพร่หลายไม่กว้างขวางนัก กล่าวไว้ว่า ‘มิตรภาพแห่งจูและเฉิน’ (หมายถึงความสัมพันธ์ของสองตระกูลที่เกี่ยวพันกันด้วยการแต่งงาน)นอกจากนี้ก็ได้อนุมานออกมาเป็นคำกล่าวที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนนัก จูเฉินครอบครัวเดียวกัน ไม่ทรยศกันและกันตลอดไปเพราะหากจะพูดถึงชาติกำเนิดแล้ว จูลู่นับว่ามีชาติกำเนิดที่ไม่เลว ถึงขั้นสามารถพูดได้ว่าในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของเมืองเล็กหากไม่นับคนกลุ่มน้อยอย่างพวกหร่วนซิ่ว หลี่หลิ่ว หลี่ซีเซิ่ง นางก็ถือว่าเป็นคนที่โดดเด่นอย่างจริงแท้ ถึงขั้นที่ว่ายังดีกว่าพวกเซี่ยหลิงแห่งตรอกเถาเย่ หูเฟิงแห่งร้านขายของงานมงคลด้วยซ้ำ เพราะจูลู่ถือเป็น ‘คนต่างถิ่น’ ครึ่งตัวของถ้ำ สวรรค์หลีจูส่วนโชควาสนา ก็มอบให้นางไปแล้วก่อนหน้านี้ลู่เฉินมาเป็นแขกที่นี่ได้เปิดเผยความลับสวรรค์กับหลินเจิ้งเฉิงมากกว่าเดิม ที่แท้ชาติก่อนจูลู่นั้นมากจากเขตจู๋ลู่มณฑลโยวโจวซึ่งเป็นสนามรบโบราณของใต้หล้ามืดสลัวดังนั้นนางทั้งไม่ใช่จิตใจทะเยอทะยานสูงกว่าแผ่นฟ้าชะตาชีวิตเบาบางกว่ากระดาษ และยิ่งไม่ใช่คนที่เกิดมาก็มีชะตาของสาวใช้ที่อยู่ข้างกายคุณหนูอะไรถึงขั้นที่ว่าแม้แต่การตั้งชื่อของนางก็มีที่มายิ่งใหญ่ ค่อนข้างคล้ายคลึงกับชื่อของหลี่เป่าผิงแห่งถนนฝูลู่ที่มาจากแจกันสมบัติทวีปและคนที่ตั้งชื่อ ‘จูลู่’ นี้ก็คือนักพรตหญิงท่านหนึ่งที่มีมรรคกถาสูงส่งเลิศล้ำของป๋ายอวี้จิงซึ่งแม้แต่อวี๋โต้วก็ยังให้ความเคารพยำเกรงอย่างมากเพราะนางคือผู้ปกป้องมรรคาในเมืองเล็กที่ป๋ายอวี้จิง หรือควรจะพูดว่าที่ลู่เฉินจัดหามาให้ศิษย์พี่ใหญ่แน่นอนว่าบางทีก็อาจเป็นแค่ ‘หนึ่งใน’ เท่านั้น เพราะถึงอย่างไรข้างกายของโจวหลี่นักพรตของสำ นักโองการเทพ หากไม่ผิดไปจากที่คาดก็ต้องมีผู้ปกป้องมรรคาในที่ลับคนหนึ่งเหมือนกันส่วนเรื่องที่มากกว่านี้ ลู่เฉินกลับไม่ได้เล่าให้ฟังแล้วทว่าต่อให้จะเป็นแค่หนึ่งในสามคน ด้วยความเคารพนับถือที่ลู่เฉินมีต่อเจ้าลัทธิผู้เป็นศิษย์พี่ ก็มากพอจะมองออกถึงความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาและคุณสมบัติในการฝึกตนที่ดีของจูลู่ เป็นเหตุให้ลู่เฉินไม่ลังเลที่จะปิดบังความลับสวรรค์ต่อจูลู่ที่เข้าไปอยู่ในถ้ำ สวรรค์หลี