ตอนที่ 2489
บทที่ 959.3 สำนักกระบี่ชิงผิง
October 21, 2026
นักพรตซุนหัวเราะ ลังเลว่าควรจะนำข่าวของคนผู้นี้ไปบอกกับ ศิษย์พี่หญิงดีหรือไม่ อันที่จริงสถานที่แห่งนี้ก็คือตำหนักบรรพจารย์ของอาราม เสวียนตู คือสถานที่อันเป็นรากฐานของกิ่งก้านทั้งหมดในสายเซียน กระบี่ลัทธิเต๋าแห่งใต้หล้า ในตำหนักใหญ่แขวนภาพเหมือนของบรรพจารย์แต่ละรุ่นแต่ละ สมัยของอารามเสวียนตูเอาไว้ มีมากถึงสี่สิบห้าสิบภาพ สำ นักในใต้หล้ารวมไปถึงอารามเต๋าศาลจื่อซุนที่นอกเหนือจาก ป๋ายอวี้จิง เรื่องของการแขวนภาพเหมือนก็ต้องดูที่รากฐานของแต่ละ ฝ่ายว่าสูงหรือต่ำ แต่ละสำ นักแตกต่างกันไป นักพรตโอสถทอง บางคน หลังจากลาโลกนี้ไปแล้วก็สามารถมีพื้นที่สำ หรับแขวน ภาพเหมือนในศาลบรรพจารย์ เสพสุขกับควันธูปได้เช่นกัน แต่สำ นัก ยิ่งใหญ่อย่างอารามเสวียนตูนี้ ผู้ที่จะมีภาพแขวนได้ต้องเริ่มต้นที่ ผู้ฝึกตนขอบเขตหยกดิบขึ้นไปเท่านั้น เพียงแต่เพราะเจ้าอารามคนปัจจุบันอย่างเขามรรคกถาสูงมาก พอ มีชีวิตอยู่มานานมากพอ ยึดห้องส้วมเอาไว้ไม่ยอมถ่ายมานานหลายปีเกินไป ดังนั้น ‘บรรพจารย์’ มากมายที่มีภาพแขวน แท้จริง แล้วลำดับอาวุโสล้วนต่ำกว่าซุนไหวจง ภาพเหมือนในตำหนักบรรพจารย์ หากอิงตามลำดับอาวุโสจาก สูงถึงต่ำ เรียงกันไปตามลำดับ สุดท้ายก็เหมือนเจดีย์หลังหนึ่ง ตรงจุดที่ค่อนข้างสูงบนผนังมีภาพเหมือนอยู่สามภาพ ที่ว่างเปล่า สองภาพที่วางขนานกันแบ่งออกเป็นของเจ้าอารามซุน ไหวจงในอนาคตและศิษย์พี่หญิงหวังซุน ก็เหมือนการ ‘เว้นที่ไว้รอคอย’ อย่างหนึ่ง ในใต้หล้ามืดสลัวไม่ ถือว่าแปลกประหลาดอะไร นี่ก็เหมือนการที่พวกคนเฒ่าคนแก่ในหมู่ ชาวบ้านร้านตลาดไม่ถือสาที่จะพูดถึงเรื่องความเป็นความตาย หลักการเดียวกันกับที่ตอนมีชีวิตอยู่บนโลกก็ได้เตรียมโลงศพเอาไว้ ก่อนแล้ว ศาลบรรพจารย์จวนเซียนแห่งหนึ่งบนภูเขา ยิ่งภาพแขวน ที่ว่างเปล่ามีมากเท่าไร แน่นอนว่าก็ยิ่งหมายความว่าบรรพจารย์ที่ มีชีวิตอยู่บนโลกของพรรคแห่งนี้มีอยู่มากเท่านั้น ประตูใหญ่ของตำหนักบรรพจารย์เปิดออกช้าๆ นักพรตซุนเดิน ข้ามธรณีประตูออกมาจากตำหนักใหญ่ ลูบหนวดยิ้มเอ่ย “เขามาหา ศิษย์พี่หญิงของผินเต้า การที่ทำการค้ากับเจ้าก็เป็นแค่ของรางวัล เพิ่มเติมอย่างหนึ่งเท่านั้น เห็นเจ้าเป็นก้อนอิฐเคาะประตู”(เปรียบเปรยถึงวิธีการเบื้องต้นที่ใช้ในการแสวงหาโชคลาภและ ชื่อเสียง) ตอนที่ประตูเปิดออก เจ้าอ้วนเยี่ยนรีบก้มศีรษะลงต่ำ ไม่มองไป ยังทัศนียภาพในตำหนักใหญ่ รอกระทั่งประตูปิดลงแล้ว เยี่ยนจั๋ว ถึงได้เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ถามคำถามที่เป็นรูปธรรมอย่างมาก “เจ้าอาราม ช่วยบอกกับข้าอย่างตรงไปตรงมาได้ไหมว่า ร่วมมือกับ เขาจะได้เงินก้อนใหญ่จริงๆ ไหม?” นักพรตซุนพยักหน้า “จริง” เยี่ยนจั๋วได้ยินแล้วก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก “ขอแค่ ไม่ใช่นักต้มตุ๋นก็พอแล้ว ยอดฝีมือเช่นนี้ รู้จักไว้มากๆ หน่อย คุ้นหน้า คุ้นตากันแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องดี” นักพรตซุนยิ้มเอ่ย “หลงซินผู่ผู้นี้ไม่ชอบฝึกตนอยู่บนภูเขาดีๆ ชอบวิ่งไปกวนน้ำขุ่นในยุทธภพเป็นที่สุด เวลานานวันเข้าก็ถูกพวกคน ที่สายตาตื้นเขินเรียกอย่างให้ความเคารพว่า ‘หลงซือ’ เพียงแต่ว่า เมื่อเทียบกับ ‘หลินซือ’ ของหลินเจียงเซียนแล้ว น้ำหนักที่ซุกซ่อนอยู่ ต่างกันค่อนข้างมาก ถึงอย่างไรหลงซินผู่ก็หน้าหนา ต่อให้มีพวกที่ ไม่กลัวตายยินดีเรียกเขาว่าเจ้าลัทธิหลง เขาก็ยังกล้ารับไว้” นักพรตผู้เฒ่าที่ใช้นามแฝงว่าชิงหลิงผู้นั้น ชื่อจริงคือหลงซินผู่ คือบรรพจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งของภูเขาปิงเจี่ยในอาณาเขตหย่งโจวหากอิงตามลำดับอาวุโส ก็ยังเป็นบรรพจารย์ไท่ซ่างของเจ้าขุนเขาคน ปัจจุบันด้วย ภูเขาปิงเจี่ยคือภูเขาคืออันดับต้นๆ ของหย่งโจว ในฐานะ ‘ผู้ เฒ่าคนรุ่นเดียวกัน’ ที่เป็นยอดฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่ของภูเขาปิงเจี่ย บอกว่าตัวเองมีอำนาจบารมีอยู่ในพรรค ออกไปท่องอยู่ข้างนอกก็พอ จะมีหน้ามีตาอยู่บ้าง ก็ไม่ถือว่าคุยโวไม่ต้องร่างคำพูดจริงๆ แต่สถานที่อย่างภูเขาปิงเจี่ยนี้ ขนบธรรมเนียมค่อนข้าง ประหลาด อายุขัยในการฝึกตนของผู้ฝึกตนล้วนไม่สูง มีคำกล่าวว่า ‘พันปีหนึ่งชะตากรรม’ อีกทั้งก็ไม่ใช่ว่ายิ่งแก่แล้วจะยิ่งต่อสู้ได้เก่ง เพราะผู้ฝึกตนที่อยู่ที่นั่นอายุขัยไม่ยืนยาวพอ ดังนั้นลำดับอาวุโสของคนผู้นี้จึงได้เปรียบอย่างมากจริงๆ หาไม่แล้วหากพูดถึงในสำ นักทั้งหลายอย่างอารามเสวียนตู ภูเขาไฉ่โซว มีบรรพจารย์ไท่ซ่างที่เป็นเจ้าอาราม เจ้าสำ นัก หากเล่าลือออกไปจะไม่ทำให้คนตกใจตายเลยหรอกหรือ?เพราะถึงอย่างไรสามารถมีชีวิตอยู่ได้ห้าหกพันปี ขอบเขตจะต่ำได้สักแค่ไหนกันเชียว?หลงซินผู่ของภูเขาปิงเจี่ยผู้นี้เป็นคนบ้านเดียวกันกับศิษย์พี่หญิงแล้วยังอายุเท่ากัน มาจากสถานที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในอาณาเขตของหย่งโจวแต่หากจะพูดถึงขอบเขต คุณสมบัติในการฝึกตน ความสามารถในการต่อสู้ เมื่อเทียบกับศิษย์พี่หญิงบ้านตนแล้วก็ด้อยกว่าหนึ่งแสนแปดพันลี้เลยทีเดียวไอ้หมอนี่ร่อนเร่อยู่ข้างนอก ไม่หิวตาย ไม่ถูกคนตีตาย ก็เพราะอาศัยปากปากเดียวเท่านั้น ก่อนหน้านี้ทยอยขอบเขตถดถอยสามครั้ง ก็ล้วนเป็นหายนะจากการที่ควบคุมปากได้ไม่ดีเยี่ยนจั๋วถามอย่างใคร่รู้ “ผู้อาวุโสท่านนี้ตั้งใจมาหาศิษย์พี่หญิงของเจ้าอารามหรือ? ในนี้มีเรื่องราวอะไรหรือไม่?”นักพรตซุนถลึงตาใส่ “อะไรที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม”หากเจ้าเด็กนี่ปากมากเอาไปพูดต่อส่งเดช ด้วยนิสัยของศิษย์พี่หญิงแล้วคงไม่ถือสาอะไรกับเจ้าที่เป็นคนรุ่นเยาว์หรอก ถ้าอย่างนั้นคนที่ศิษย์พี่หญิงจะกลับมาเล่นงานทีหลังก็คือผินเต้าแล้วหากเป็นปีนั้นที่อายุขัยในการฝึกตนยังไม่มากก็คงไม่เท่าไร แต่ทุกวันนี้จะดีจะชั่วก็เป็นเจ้าอารามแห่งหนึ่งแล้ว จะมากจะน้อยก็ยังต้องการศักดิ์ศรีหน้าตา ทุกวันเวลาออกจากบ้านต้องคอยยกมือมาบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง คงไม่เข้าท่าเท่าไรนักพรตซุนพาเดินออกมาจากอารามในอารามที่ถือว่าเป็นพื้นที่ต้องห้ามพลางถามชวนคุย “ออกจากบ้านไปรอบหนึ่ง รู้สึกอย่างไรบ้าง?”เยี่ยนจั๋วปลงอนิจจังอย่างถึงที่สุด “มากอำนาจมากบารมี ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็ล้วนเป็นที่ต้อนรับ ดีมากเลยล่ะ ไม่เสียแรงที่ข้าสายตาเฉียบแหลมเฉลียวฉลาด หมายตาอารามเสวียนตูของเจ้าอารามผู้เฒ่ามาตั้งแต่แรก สำ หรับในเรื่องนี้ ต่งถ่านดำกลับสู้ข้าไม่ได้แล้ว”อันที่จริงนี่ต้องยกความดีความชอบให้กับคำแนะนำของอิ่นกวานหนุ่ม หาไม่แล้วเจ้าอ้วนเยี่ยนที่ทั่วตัวเหม็นไปด้วยกลิ่นเหรียญทองแดง อยู่ในป๋ายอวี้จิงที่กฎเกณฑ์เข้มงวดแห่งนั้น บนเส้นทางของการต่อยอดทรัพย์สินเงินทองนี้ เกรงว่าคงจะมีฝีมือแต่ไร้พื้นที่ให้แสดงความสามารถ ไม่มีพื้นที่ให้แสดงฝีมือมากนักยาซานของหลินเจียงเซียน ตำแหน่งฐานะที่อยู่ในหรู่โจวอาศัยว่ามากคนมากอำนาจ อีกทั้งยังเป็นพรรคในยุทธภพที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากราชวงศ์ชื่อจิน ผู้ฝึกยุทธที่เป็นผู้สืบทอดของยาซาน เมื่ออยู่ในขุนเขาสายน้ำของในทวีป แน่นอนว่าสามารถเดินกร่างได้เลยส่วนอารามเสวียนตูที่อยู่ในฉีโจวแห่งนี้ ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่…อย่างสมศักดิ์ศรีเช่นกันไม่เหมือนอินโจวที่นับแต่โบราณมาก็มีภูเขาเหลี่ยงจิงและสำ นักต้าเฉาคอยคุมเชิงกัน เหมือนน้ำกับไฟที่เข้ากันไม่ได้ แน่นอนว่าวันนี้ไม่เหมือนวันวาน สองครอบครัวกลายเป็นคนครอบครัวเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นครอบครัวเดียวกันตามความหมายหน้าตัวอักษรด้วยสำ นักบนภูเขาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกผู้ลูกศิษย์ที่ถูกใจกัน จากนั้นก็กลายมาเป็นทองแผ่นเดียวกัน ไหนเลยจะมีเจ้าสำ นักของสองสำ นักที่ผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน ในใต้หล้ามืดสลัวแห่งนี้นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกจริงๆจู้โจวก็มีภูเขาไฉ่โซวที่คอยประชันขันแข่งอยู่กับตำหนักชิงสือหนึ่งในศาลบรรพชนของสายยันต์ลัทธิเต๋าต่อให้เป็นทางฝั่งของโยวโจวก็ไม่ใช่ว่ามีหอโซ่วซานที่สามารถงัดข้อกับตำหนักหัวหยางภูเขาตี้เฝ่ยได้อยู่ด้วยไม่ใช่หรือยากจะบอกได้ว่าใครที่เป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวส่วนหย่งโจวก็มีพรรคเซียนจั้งและภูเขาปิงเจี่ย จวนเซียนที่เป็นสำ นักชั้นสูงสองแห่งนี้ก็คอยช่วงชิงตำแหน่งผู้นำของหนึ่งมณฑลกันมาโดยตลอดแน่นอนว่าป๋ายอวี้จิงแห่งนั้นคือเจ้าของใต้หล้ามืดสลัว ต่อให้เป็นอารามเสวียนตู เมื่อเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายก็ยังห่างชั้นกันมาก