ตอนที่ 2490
บทที่ 959.4 สำนักกระบี่ชิงผิง
October 21, 2026
ปีนั้นตี๋หยวนเฟิงที่ตระกูลตกอับ ตรงเอวห้อยดาบวิเศษเล่มหนึ่ง ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เคยเรียนวิชาดาบมาจากผู้ถวายงานใน ตระกูลที่มีชาติกำเนิดจากแม่ทัพชายแดนท่านหนึ่งมาบ้างเล็กน้อย เขาเคยใช้ตัวตนของฉินจวี้หยวนแห่งแคว้นเจียโย่ว แน่นอนว่า เป็นการใส่ความป้ายสีให้กับฝ่ายหลัง ตลอดทางได้ทยอยรู้จักกับ ‘นักพรตซุน’ หวงซือ ฯลฯ ผู้ฝึกตนอิสระหลายคนที่ถูกผู้คนดูแคลน ร่วมมือกันแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ไปเยือนพื้นที่ลับของจวนเซียน มารอบหนึ่ง ตี๋หยวนเฟิงก็เท่ากับว่าเอาหัวไปผูกไว้บนเข็มขัดกางเกง เสี่ยงชีวิตเพื่อแสวงหาความร่ำรวยความสูงศักดิ์ ย้อนกลับมามอง จานฉิง ในฐานะท่านโหวน้อยของแคว้นเป่ยถิง คือบุรุษแล้งน้ำใจเจ้าชู้ เสเพลที่ขึ้นชื่อคนหนึ่ง ตอนนั้นออกเดินทางพเนจร ตรงเอวห้อยขลุ่ย หยกมันแพะไว้เลาหนึ่ง มีมาดของคุณชายผู้สูงศักดิ์ ถือไม้เท้าเดินป่า ที่ซ่อนกระบี่อ่อนไว้เล่มหนึ่ง ข้างกายมีสาวงามเคียงข้าง เรียกได้ว่า เป็นการออกไปเที่ยวขุนเขาสายน้ำโดยแท้ ส่วนเหตุใดเจ้าอารมณ์ผู้เฒ่าถึงได้ยินดีรับพวกเขาเป็นศิษย์ พา กลับมาที่ใต้หล้ามืดสลัว จนถึงตอนนี้ทั้งจานฉิงและตี๋หยวนเฟิงก็ยังคลางแคลงไม่หาย อยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็นเต้ากวานอย่างมึนๆ งงๆ เดินอยู่ในอารามเสวียนตู อยู่ดีๆ ก็ถูกพวกเจินเหรินผู้เฒ่าห้าขอบเขต บนเหล่านั้นเรียกขานว่าอาจารย์อาอาจารย์ลุง ถึงขั้นที่ว่าบางคนยัง เรียกพวกเขาว่าบรรพจารย์อา บรรพจารย์ลุง แล้วยังเคยถูกคนเรียก อย่างเคารพนอบน้อมว่าบรรพจารย์ลุงไท่ซ่าง บรรพจารย์อาไท่ ซ่างอีกด้วย เพียงแต่ว่าระหว่างคนสองคนที่ร่วมสำ นักเดียวกัน อันที่จริง ความสัมพันธ์ของพวกเขาในทุกวันนี้กลับธรรมดาอย่างมาก จะว่าไป แล้วก็เพราะทั้งสองฝ่ายไม่เคยเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน คนละเส้นทาง แน่นอนว่าเป็นแค่พวกเขาเองที่รู้สึกเช่นนี้ จานฉิงถามอย่างระมัดระวัง “พี่เยี่ยน ใต้เท้าอิ่นกวานท่านนั้น ในฐานะคนนอก แรกเริ่มสุดสามารถหยัดยืนอยู่ที่กำแพงเมืองปราณ กระบี่ได้อย่างไร?” เยี่ยนจั๋วครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วหัวเราะเสียงดังว่า “ปฏิบัติต่อ ผู้อื่นด้วยความจริงใจ!” ตอนที่เจ้าอ้วนเยี่ยนไปเรียกคน นักพรตซุนได้ไปหาศิษย์พี่หญิง หวังซุน ถามหยั่งเชิงว่า “หลงซินผู่แห่งภูเขาปิงเจี่ยผู้นั้นมาหาถึงที่ ท่านจะไปพบเขาหรือไม่?”นักพรตหญิงที่มีรูปโฉมเป็นเด็กสาวเอ่ยด้วยสีหน้าเฉยชา “หาก อีกฝ่ายใช้ข้ออ้างว่าคนบ้านเดียวกันพูดคุยรำลึกความหลังกัน ข้าก็ ไม่พบ แต่หากเจ้ารู้สึกว่าเขามาที่อารามเสวียนตูของพวกเราเพื่อ พูดคุยธุระ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำ คัญ ถึงอย่างไรเจ้าต่างหาก ที่เป็นเจ้าอาราม ข้าก็ไม่มีปัญหาอะไร” นักพรตซุนถาม “หากอีกฝ่ายมีเหตุผลทั้งสองอย่างเลยเล่า จะทำอย่างไรดี?” หวังซุนเอ่ย “แน่นอนว่าเรื่องส่่วนรวมต้องใหญ่กว่าเรื่องส่วนตัว เจอหน้ากันก็ไม่เป็นไร” นักพรตซุนโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก เงียบไปพักหนึ่งก็ เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “ศิษย์พี่หญิง อาจารย์ของพวกเราคือคนที่ โชคดีในช่วงบั้นปลายของชีวิต” อาจารย์ของนักพรตซุนและศิษย์พี่หญิงหวังซุน นักพรตเฒ่าที่ มีฉายาว่า ‘ชิงหยวน’ ผู้นั้นแก่ตายไป ถือว่าจากไปโดยไร้โรคภัย ลูกศิษย์ทั้งหลายก็ถือว่าพอจะได้ดิบได้ดีกันอยู่บ้าง หากว่าจากไป ช้ากว่านี้อีกสักสองสามร้อยปี บางทีอาจต้องกลุ้มใจแล้ว หวังซุนพยักหน้า “โชคดีที่อาจารย์จากไปแล้ว ไม่อย่างนั้นหาก ยังมีชีวิตอยู่อีกสักสองสามปี คงจะถูกพวกเราทำให้โมโหจนตาย เป็นแน่”ต่อให้พูดถึงอาจารย์ หวังซุนก็พูดจาตรงไปตรงมาไม่หลบเลี่ยง ยำเกรง นักพรตซุนยิ้มกล่าว “พวกท่านแต่ละคน ปีนั้นต่างก็ไม่ยินดี จะรับตำแหน่งต่อจากอาจารย์ รับหน้าที่เป็นเจ้าอาราม ข้าสงสัย มาโดยตลอด ปีนั้นอาจารย์เลือกข้า เป็นเพราะศิษย์พี่หญิงแอบไปพูด อะไรกับอาจารย์หรือไม่?” “เรื่องที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน พูดเหลวไหลให้น้อยหน่อย” หวังซุนนั่งลงใต้ต้นท้อ ยื่นมือไปกดกระบี่ยาวไร้ฝัก เอ่ยสั่งสอน ว่า “เป็นศิษย์น้อง ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่” นักพรตซุนหลุดหัวเราะพรืด ปีนั้นเด็กๆ กลุ่มที่ถูกเจินเหรินผู้เฒ่า นักพรต ‘ชิงหยวน’เจ้าอารามคนก่อนของอารามเสวียนตูเลือกเข้ามาฝึกตนในอารามเสวียนตูพร้อมกัน มีมากถึงเจ็ดคน หลังจากนั้นเจินเหรินผู้เฒ่าท่านนี้ก็ไม่ได้รับลูกศิษย์ผู้สืบทอดอีกแต่เด็กทั้งเจ็ดคน ผลกลับกลายเป็นว่าลำพังคนที่ได้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยาน ภายหลังก็มีถึงสามคน!นอกจากหวังซุนที่เพิ่ง ‘ออกจากด่าน’ ซุนไหวจงเจ้าอารามคนปัจจุบัน ก็ยังมีศิษย์น้องเล็กของทั้งสองที่ชอบถือไม้เท้าเดินป่า สะพายหีบหนังสือออกทัศนาจรไปทั่วสารทิศ บ้านเกิดคือสถานที่เล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีต้นผีผามากมาย ชาติกำเนิดยากจน ชื่อว่าหวงกาน ภายหลังมีฉายาว่า ‘ชิงหลี่’ ผู้นั้นคนร่วมสำ นักสามคน ซุนไหวจง ศิษย์พี่หญิงหวังซุน ศิษย์น้องหวงกาน ต่างก็ทยอยกันเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยาน แล้วก็เคยแยกกันรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลัก โส่วจั้ว ตูเจี่ยงของอารามเสวียนตูนี่จึงเป็นเหตุให้ปีที่เจ้าอารามคนก่อนรับลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายจึงถูกคนรุ่นหลังมองว่าเป็น ‘ปียิ่งใหญ่ที่ดีงาม’ ที่ผลเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอารามเสวียนตูต่อให้เอาไปวางไว้ในหน้าหนังสือของปฏิทินเหลืองเล่มหนาหนักของใต้หล้ามืดสลัวเล่มนั้น ก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะเป็นหน้าที่มีน้ำหมึกเข้มข้นมากที่สุดดังนั้นครั้งก่อนที่ซิ่วไฉเฒ่าพาเด็กชายสวมหมวกหัวเสือคนหนึ่งมาเป็นแขกที่อารามเสวียนตู ก็ตั้งใจมาที่ศาลบรรพจารย์แห่งนี้โดยเฉพาะเพื่อจุดธูปสามดอกคารวะเจ้าอารามคนก่อนคนที่อยู่ในภาพแขวน กับแขกที่มาจุดธูปคารวะนอกภาพแขวนทั้งสองฝ่ายต่างก็เชี่ยวชาญในการรับลูกศิษย์อย่างมากนอกจากนี้ลูกศิษย์ปิดสำ นักของซิ่วไฉเฒ่ากับลูกศิษย์คนเล็กของเจ้าอารามคนก่อนก็มีวาสนาที่ไม่ตื้นเขินต่อกันนี่ก็ประเสริฐอย่างยิ่งแล้วหยวนเหอ ฉายา ‘ชิงหยวน’ เจ้าอารามคนก่อนของอารามเสวียนตู ครั้งแรกที่นักพรตเฒ่าถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับพวกลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ ก็คือโยนผลงานของมรรคาจารย์เต๋าที่มีถ้อยคำแค่ห้าพันคำเล่มนั้นไปให้กับเด็กๆ พวกนั้นส่วนหวังซุนที่แค่เห็นหกอักษรซึ่งเป็นบทนำที่ว่า ‘เต๋าที่ต้องอธิบาย มิใช่เต๋าที่เที่ยงแท้’ นางก็ปิดหน้าหนังสือลงทันทีนักพรตผู้เฒ่าที่ปีนั้นยังรับหน้าที่เป็นหนึ่งในสามตูของอารามเสวียนตู ผงกศีรษะคลี่ยิ้มบอกให้นางเอาไปเล่นเองแม่นางน้อยที่ปีนั้นยังมัดผมแกละสองจุกจึงกระโดดโลดเต้นออกไปจากห้อง เอาไปเล่นเพียงลำพังทิ้งไว้เพียงพี่น้องร่วมสำ นักซึ่งมีซุนไหวจงเป็นหนึ่งในนั้นแต่ละคนตาใหญ่มองตาเล็ก ท่าทางตกตะลึงอย่างมากหลังจบเรื่องซุนไหวจงถามศิษย์พี่หญิงว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่ตอนนั้นคำอธิบายของศิษย์พี่หญิงก็คือ ข้าอ่านหนังสือไม่ออกเสียหน่อย อาจารย์โยนตำราให้ข้าเล่มหนึ่ง มันคือเรื่องอะไรกันแน่ซุนไหวจงก็เชื่อจริงๆ เด็กน้อยไม่รู้ความ เด็กน้อยไม่รู้ความนี่นะก็จริง ศิษย์พี่หญิงหวังซุนที่บ้านเกิดอยู่ที่มณฑลหย่งโจว คนทุกรุ่นทุกสมัยต่างก็เป็นคนจับงู ไม่เคยรู้จักตัวอักษร ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจหวนกลับมามองพวกซุนไหวจงตัวอ่อนด้านการฝึกตนที่ชาติกำเนิดไม่เลว อย่าว่าแต่รู้จักตัวอักษรเลย ต่อให้เป็นคัมภีร์เต๋าของแต่ละสายต่างก็ท่องได้ไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่นหวงกานศิษย์น้องเล็กที่แต่แรกเริ่มก็เป็นที่ยอมรับว่าคุณสมบัติด้านการฝึกตนดีเยี่ยมที่สุด ไม่ถึงสิบขวบก็ท่องคัมภีร์เต๋าได้ทั้งเล่มแล้วซุนไหวจงเพิ่งจะมารู้ความจริงเอาเมื่อผ่านมาหลายปีแล้ว ที่แท้ศิษย์พี่หญิงก็แค่รู้สึกว่า ‘เสี่ยวซุน’ ศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งจะรู้จักได้ไม่นาน ต่อให้อายุน้อยแค่ไหน จะดีจะชั่วก็เป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง ถึงกับถามคำถามปัญญาอ่อนเช่นนี้ออกมาได้ มองแล้วน่าสงสารยิ่งนักนางก็เลยหาข้ออ้างง่ายๆ มาปลอบโยนเขาเท่านั้นถึงอย่างไรในเวลาหลายปีนั้น ทุกครั้งที่ศิษย์พี่หญิงเห็นซุนไหวจงก็จะมองด้วยสายตา ‘เมตตา’ มากเป็นพิเศษ แล้วก็ไม่เคยทำหน้าเย็นชาให้เขาเห็น ก็ถือเสียว่านางปฏิบัติต่อเจ้าเด็กโง่ด้วยความสงสารเวทนากระมังบนเส้นทางการฝึกตนของหวังซุนต่อจากนั้นราบรื่นอย่างถึงที่สุด เรื่องของการฝ่าทะลุขอบเขตก็รุดหน้าดุจผ่าลำไม้ไผ่