ตอนที่ 2501
บทที่ 963.1 ดอกไม้บานอีกครั้งบนทางเล็กริม คันนา
October 21, 2026
ท่ามกลางม่านราตรี แสงจันทร์สาดส่องไปทั่วพื้นดิน ราวกับผืนน้ำ คนทั้งกลุ่มออกมาจากศาลาคว้าเมฆ เผยเฉียน ลากหลี่เป่าผิงกลับไปยังที่พักของตัวเอง พวกนางกลับมาพบ เจอกันใหม่อีกครั้งหลังจากลากันไปนาน เรื่องที่จะพูดคุยกัน มีมากมายเลยจริงๆ หลังจากได้รับการยืนยันจากทั้งเฉินผิงอันและชุยตงซาน แล้วว่าไม่มีภัยแฝงใดๆ แต่ชุยตงซานก็ยังแนะนำเฉาฉิงหล่า งว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนหลอมกระบี่อย่างเป็นทางการ รอให้ ขอบเขตโอสถทองมั่งคงก่อนแล้วค่อยไปปิดด่านอยู่ที่ยอดเขา จิ่งซิง สำ หรับเรื่องนี้เฉาฉิงหล่างไม่มีความเห็นต่างใดๆ เฉาฉิงหล่างพาเจิ้งโย่วเฉียนจากมาด้วยกัน ที่พักของ ทั้ง สองฝ่ายอยู่ใกล้กันมาก เดินไปบนเส้นทางภูเขากลางดึกที่เงียบสงัด เจิ้งโย่วเฉียน ก็ถามหยั่งเชิงว่า “ศิษย์พี่เฉา ข้าจะพูดเรื่องในใจเล็กๆ กับท่านสักเรื่องได้หรือไม่?” หลักๆ แล้วเพราะรู้สึกว่าลูกศิษย์ของอาจารย์อาน้อยคน นี้สุภาพอ่อนโยน แค่มองก็รู้แล้วว่ามีความสามารถใน การศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก ก็ถูกแล้ว ศิษย์พี่เฉาเป็นถึงทั่น ฮวาหลางของราชวงศ์ต้าหลีเชียวนะ ทุกครั้งที่อาจารย์พูดถึง เรื่องนี้ก็อารมณ์ดีมากเหมือนกัน อีกอย่างคือเจิ้งโย่วเฉียนรู้สึกว่าเจ้าสำ นักชุยเป็นคน ประหลาด ส่วนศิษย์พี่หญิงเผย เจิ้งโย่วเฉียนก็กลัวนาง จะ ไม่กลัวได้อย่างไรเล่า รายงานขุนเขาสายน้ำที่ได้อ่านตอนอยู่บนเรือข้ามฟาก เกี่ยวกับปรมาจารย์ใหญ่หญิงที่อยู่บนสนามรบเกราะทองทวีป ในปีนั้น ไม่ใช่แค่รายงานสองสามฉบับเท่านั้นที่พูดถึง ‘เจิ้ง เฉียน’ ทำเอาเจิ้งโย่วเฉียนรู้สึกอกสั่นขวัญผวาอยู่ไม่หาย ตอนนั้นรู้สึกเพียงว่า ‘เจิ้งเฉียน’ คือบุคคลที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า ถึงอย่างไรก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตน ผลกลับดีนัก นาง ถึงกับเป็นลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของอาจารย์อาน้อย จู่ๆ ก็ กลายมาเป็นศิษย์พี่หญิงเผยของตน ทุกวันนี้ทุกครั้งที่พูดคุยกับศิษย์พี่หญิงเผยแล้วไม่พูดจาอึกๆ อักๆ แค่นี้ก็ทำให้ เจิ้งโย่วเฉียนรู้สึกว่าตัวเองมีมาดองอาจของวีรบุรุษมากแล้ว เฉาฉิงหล่าวยิ้มกล่าว “เป็นเพราะชาติกำเนิดของตัวเอง เมื่อได้เจอกับอาจารย์ของข้าและยังมีศิษย์พี่ชายหญิงอย่าง พวกเรา ในใจจึงมักจะรู้สึกอัดอั้นแปลกๆ ใช่ไหม?” เจิ้งโย่วเฉียนพยักหน้ารับอย่างแรง “ใช่แล้ว กลุ้มยิ่งนัก เดิมทีก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษหรอก แต่เพราะสหายคนหนึ่ง ที่มักจะชอบเอาเรื่องนี้มาพูดบ่อยๆ ต่อให้ข้าจะไม่คิดมากแค่ ไหนก็ยังต้องคิดมากอยู่ดี เฮ้อ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหตัวเอง ไม่ได้ความเลยจริงๆ” เฉาฉิงหล่างยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ต้องไป ขอบคุณถานอิ๋งโจวอย่างจริงใจแล้ว” เจิ้งโย่วเฉียนมึนงง “หา? ข้าไม่รู้สึกโกรธนางก็ถือว่าเป็น ลูกผู้ชายที่ใจกว้างมากพอแล้วนะ ทำไมยังต้องขอบคุณนางอีก เล่า?” เฉาฉิงหล่างเอ่ยเนิบช้าว่า “เรื่องอย่างบาง ข้าแค่บอกว่า เรื่องบางอย่าง มองดูเหมือนทุกคนจงใจไม่พูดถึง แต่อันที่จริงกลับเป็นการจงใจพูดถึงอยู่ตลอดเวลา ความหวังดีประเภทนี้ แน่นอนว่าดีมาก แต่เมื่อนานวันเข้า บางทีอาจกลายเป็นภาระ ทางใจอย่างหนึ่ง บางครั้งยังไม่สู้พูดออกมาตามตรง ไม่หลบเลี่ยงมัน มันก็ย่อมวิ่งหนีไปด้วยตัวเอง แต่หาก หลบเลี่ยงมัน มันก็เหมือนเงาของพวกเรา สายตาที่คนอื่นมอง เรา พวกเราคิดว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ในทางส่วนตัวก็เหมือนกับ …แสงตะวันตอนกลางวันและแสงจันทร์ตอนกลางคืนบน เส้นทางของชีวิต ที่ทำให้เรื่องบางอย่างที่ในใจพวกเราวาง ไม่ลงมากที่สุดเป็นเหมือนเงาตามตัว แน่นอนว่าการเคียงคู่ใน อีกรูปแบบหนึ่งเช่นนี้มีทั้งดีและไม่ดี ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่อง เลวร้ายเสมอไป เพียงแต่ว่าดีและไม่ดีในเรื่องนี้ รวมไปถึง ขนาดเล็กใหญ่ การเปรียบอย่างเป็นรูปธรรม ได้ส่งอิทธิพลที่ แตกต่างกันไปในใจของพวกเรา ทุกวันนี้ศิษย์พี่เฉาก็ไม่กล้าพูด อะไรมาก แต่ว่าวันหน้าหากมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นก็จะเอา มาพูดให้เจ้าฟังอีกที ถานอิ๋งโจวอายุไม่มาก แต่กลับเป็นคน จิตใจละเอียดอ่อน นางจงใจทำตัวเป็นคนเลวตอนอยู่กับเจ้าเพื่อที่จะให้เจ้าได้ทำความคุ้นเคยกับความอึดอัดนี้แต่เนิ่นๆ ก็เหมือนการสอบแบบเปิดตำราได้”เจิ้งโย่วเฉียนเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “เข้าใจแล้ว ยังคงเป็นศิษย์พี่เฉาที่มีความรู้ยิ่งใหญ่!”เฉาฉิงหล่างยิ้มบางๆ “เมื่อเทียบกับอาจารย์และศิษย์พี่ชุยแล้ว ข้ายังห่างชั้นมากนัก”เจิ้งโย่วเฉียนเอ่ยอีกว่า “นั่นก็แค่เปรียบเทียบกับอาจารย์อาน้อยและเจ้าสำ นักชุย ไม่อาจพูดได้ว่าความรู้ของศิษย์พี่เฉาไม่ใหญ่”เฉาฉิงหล่างพลันอึ้งงันพูดไม่ออกคำพูดคำจาเช่นนี้ช่างเหมือน…อาจารย์ของตนจริงๆ?!มิน่าเล่าอาจารย์ถึงได้ชอบเจิ้งโย่วเฉียนขนาดนั้นโดยไม่ทันรู้ตัวก็เดินมาถึงหน้าประตูเรือน เจิ้งโย่วเฉียนผลักประตูเบาๆ ประตูกลับไม่เปิด ออกแรงอีกเล็กน้อยผลักไปอีกครั้ง ก็ยังไม่ได้ ถึงกับถูกลงดาลเอาไว้ถานอิ๋งโจวผู้นี้ บอกแล้วว่าอย่าลงกลอน อย่าลงกลอนทำไมไม่จำ บ้างเลยนะ ขี้ลืมแบบนี่ มิน่าละถึงได้หลงๆ ลืมๆบ่อยๆเฉาฉิงหล่างผงกปลายคาง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มบอกเป็นนัยให้เจิ้งโย่วเฉียน ‘ปีนกำแพง’ เข้าไปก็ได้แล้วทว่าในประตูพลันมีเสียงตะโกนอย่างเดือดดาลดังมา“ด้านนอกคือโจรน้อยคนใด?! จงรีบบอกชื่อมาบัดเดี๋ยวนี้ หากเป็นคนชั่วที่โหดร้ายอำมหิตก็จะทำให้เจ้าได้แต่มา แต่มิอาจกลับไปได้!”เจิ้งโย่วเฉียนเกาหัว ถูกศิษย์พี่เฉามาเห็นภาพนี้เข้าพอดีเขาจึงรู้สึกอายอยู่มาก “ข้า”ถานอิ๋งโจวกล่าวอย่างขุ่นเคือง “เทพเซียนจากที่ใด ชื่อถึงได้ประหลาดเช่นนี้ ถึงกับชื่อว่า ‘ข้า’? แนะนำเจ้าว่าจงรีบเอาความจริงใจออกมาซะ ในเมื่อต่างก็เป็นคนในยุทธภพที่เดินทางยามค่ำคืนหาเลี้ยงชีพ เดินไม่เปลี่ยนนามนั่งไม่เปลี่ยนแซ่ แสดงฝีมือออกมา ลองมาประลองกับกูไหน่ไนดูสักครั้ง จะถามหมัดถามกระบี่ก็ล้วนไม่มีปัญหา!”เฉาฉิงหล่างเดินไปข้างหน้าหลายก้าว พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ “ข้าเอง เฉาฉิงหล่าง”ถานอิ๋งโจวรีบเปิดประตู แม่นางน้อยยืนอยู่หน้าประตูส่งยิ้มมาให้ พูดด้วยสีหน้าเหนียมอาย “คารวะเฉาเซียนซือ”เฉาฉิงหล่างพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “รบกวนแล้ว ข้าคงไม่เข้าไปแล้ว วันหน้าข้าค่อยขอความรู้จากผู้อาวุโสหลงเหมินเรื่องภาพหวงเหอไหลเชี่ยวว่าเป็นของจริงหรือของปลอม”ถานอิ๋งโจวพยักหน้ารับอย่างแรง เรื่องเล็กน้อย เรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นปัญหาเลยอาจารย์เคยบอกว่าอาจารย์เฉาผู้นี้ บนเส้นทางการฝึกตนมีแรงส่งภายหลังยอดเยี่ยม ผลสำ เร็จในวันหน้าย่อมไม่แพ้ให้กับเผยเฉียนศิษย์พี่หญิงที่เป็นคนร่วมสำ นักเลยหางตาของถานอิ๋งโจวเหลือบมองไปยังเจิ้งโย่วเฉียนที่ยืนบื้อตีหน้าเคร่ง สายตามองตรงไม่ล่อกแล่กอยู่ตรงนั้น เห็นว่าเขาไม่มีสีหน้าอะไร แม่นางน้อยถึงอารมณ์ดีได้บ้างเล็กน้อยเฉาฉิงหล่างเดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเพียงลำพังแต่ไม่ได้ตรงกลับไปยังที่พัก ทว่าย้อนกลับไปทางเดิม ไปที่ศาลาคว้าเมฆ ถอดรองเท้าหุ้มแข้งออกนั่งขัดสมาธิพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเฉาฉิงหล่างอยู่ที่ยอดเขาจิ่งซิงภูเขาโฉวโหมว จากที่เฉาฉิงหล่างคิดไว้ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ว่านี้ทั้งไม่หรูหรา ไม่คิดจะเลียนแบบเซียนดินทั้งหลายที่ทำการก่อสร้างใหญ่โต จวนเซียนทอดยาวต่อเนื่องกัน หอเรือนหยกสลักงามวิจิตร แต่ก็ไม่อาจเรียบง่ายโกโรโกโสเกินไป เพราะถึงอย่างไรพวกตำราหายากตำราที่มีเหลือแค่เล่มเดียว แล้วก็พวกภาพวาดตัวอักษรที่ชื่นชอบทั้งหลาย ต่างก็ล้ำค่าอีกทั้งยังบอบบาง จำ เป็นต้องมีหอเรือนเล็กสองชั้นเอาไว้เก็บหนังสือโดยเฉพาะหลังหนึ่ง และหอเรือนของปัญญาชน โดยทั่วไปก็มักจะมีชื่อเรียก ก่อนหน้านี้ตอนที่นั่งล้อมวงอยู่รอบกองไฟกัน เฉาฉิงหล่างก็ได้ขอให้อาจารย์ช่วยตั้งชื่อให้ดูเหมือนว่าอาจารย์จะคิดไว้คร่าวๆ ล่วงหน้าก่อนแล้วไม่ต้องเสียเวลาคิดนานก็บอกชื่อห้องหนังสือแห่งนั้นมาให้