ตอนที่ 196
บทที่ 196 งานเลี้ยงในวังที่บ้าคลั่ง
October 28, 2026
ณ งานเลี้ยงในวัง ดนตรีแห่งการร่ายรำบรรเลงขึ้นมาอย่างสงบ
จวินฉีเซิ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร มู่หรงอี๋กับหยินซวงซวงนั่งอยู่ข้างกายของจวินฉีเซิ่ง กู้ชิวเหลิ่งนั่งอยู่ในที่นั่งสำหรับผู้สูงศักดิ์เหมือนกับเป่ยไห่เฟิง
ชั่วขณะหนึ่ง ก็มองเห็นบรรดาขุนนางในสายตา แวบแรกของกู้ชิวเหลิ่งก็สังเกตเห็นหนานชางโหว
ชายผู้ซึ่งเคยกำกับการประหารตระกูลมู่หรงคนนั้น
หนานชางโหวอายุเกินห้าสิบแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับหวู่โหวมานานแล้ว ดูแล้วก็แค่ตาแก่ที่ลุ่มหลงในสุรานารีคนหนึ่งเท่านั้น เวลานี้ก็ดื่มสุราไปไม่น้อยแล้ว ใบหน้าที่แดงก่ำ ดวงตาที่เจ้าเล่ห์เพทุบายคู่นั้นกำลังจ้องมองนางรำที่เป็นผู้นำในการร่ายรำในตำหนักอย่างไม่ละสายตา
กู้ชิวเหลิ่งเบนสายตาไปจากหนานชางโหวอย่างรวดเร็ว มองสังเกตไปที่หลิ่วอี๋เหนียงที่นั่งอยู่ในที่นั่งสำหรับผู้สูงศักดิ์
หลิ่วอี๋เหนียงในตอนนี้เป็นฮูหยินระดับเอก มีหน้ามีตาไร้ขอบเขต รูปร่างหน้าตาไม่ได้แตกต่างไปจากในตอนนั้นเลย เพียงแต่ร่างกายที่สวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับหรูหราราคาแพง ทำให้คนเห็นแล้วก็รู้สึกตาพร่ามัว
“มา เจ้าน่านน้ำ ข้าดื่มคารวะท่านหนึ่งจอก”
จวินฉีเซิ่งริเริ่มยกถ้วยสุราขึ้นมาก่อน ยิ้มให้กับเป่ยไห่เฟิงอย่างสุภาพ
ข้างกายของเป่ยไห่เฟิงกอดหญิงงามเอาไว้ทั้งซ้ายและขวานานแล้ว ทั้งหมดเป็นสาวน้อยงดงามเลิศล้ำที่จวินฉีเซิ่งส่งมาวันนี้ เขาก็เสวยสุขอย่างสุขกายสบายใจมาก เพียงแต่ไม่สามารถเอ่ยปากพูดเท่านั้น
สายตาจ้องมองดูกู้ชิวเหลิ่งอย่างไม่วางตา กู้ชิวเหลิ่งก็เพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อย พยักหน้าให้กับเป่ยไห่เฟิงเล็กน้อย
เป่ยไห่เฟิงแอบกัดฟันเงียบๆ กู้ชิวเหลิ่งคนนี้! ทำให้จนถึงตอนนี้เขาก็ยังพูดออกมาไม่ได้
กู้ชิวเหลิ่งเห็นสถานการณ์ที่ยากลำบากของเป่ยไห่เฟิงในสายตา จวินฉีเซิ่งดื่มสุราในถ้วยลงไป เห็นเป่ยไห่เฟิงก็ดื่มลงไปเช่นกัน เพียงแต่ว่าดวงตาคู่นั้นกลับมองไปที่กู้ชิวเหลิ่ง
จวินฉีเซิ่งขมวดคิ้วขึ้นมา หรือว่าเป่ยไห่เฟิงก็ชอบกู้ชิวเหลิ่งเช่นกัน?
ในใจของจวินฉีเซิ่งคิดเช่นนี้อยู่ ปากก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า: “เจ้าน่านน้ำทำไมถึงไม่พูดอะไรสักคำ? หรือว่าข้าดูแลไม่ทั่วถึง?”
ไม่ควรเอ่ยเรื่องไหนก็เอ่ยเรื่องนั้นจริงๆ......เป่ยไห่เฟิงคิดแค้นเคืองจวินฉีเซิ่งเอาไว้แล้ว
เห็นว่าเป่ยไห่เฟิงก็ยังไม่พูดอีก จวินฉีเซิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนบนใบหน้าในทันที
อย่างไรเขาก็เป็นถึงราชาแห่งแคว้น ยังไม่เคยมีตอนไหนที่เอ่ยถามออกไปแล้ว ไม่มีใครตอบรับมาก่อน
องครักษ์ติดตามที่อยู่ข้างกายของเป่ยไห่เฟิงกล่าวขึ้นมาอย่างถือได้ว่าเคารพนบนอบ: “หลังจากที่เจ้าน่านน้ำมาแล้วพบว่าไม่ชินกับสภาพอากาศ รู้สึกเจ็บคอ ตอนนี้ไม่สามารถพูดออกมาได้ หวังว่าฮ่องเต้ฉีจะให้อภัย”
“อ๋อ? มีเรื่องเช่นนี้ด้วย แคว้นฉีเรามีหมออยู่ไม่น้อย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในโรงหมอหลวงก็ถือว่ามีทักษะทางการแพทย์สูง ถ้าอย่างไรเรียกตัวหมอหลวงมาดูหน่อย อย่าให้เป็นอะไรร้ายแรงถึงจะดี”
เดิมทีจวินฉีเซิ่งคือเจตนาดี แต่พอไปถึงหูของเป่ยไห่เฟิงกลับฟังไม่รื่นหูอย่างมาก
กู้ชิวเหลิ่งพูดกับเขาอย่างชัดเจนแล้วว่า นอกจากหมอที่มีความสามารถเหนือโลกสองท่านนั้นกับนางแล้ว ไม่มีใครสามารถแก้ได้แน่นอน คืนนั้นหลังจากที่กลับไปเขาก็ให้คนของตัวเองมาลองแล้ว แม้แต่อาการของโรคก็ตรวจไม่เจอจริงๆ ครั้งนี้เดิมทีการประจบประแจงเอาใจของจวินฉีเซิ่ง ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้นึกถึงความอัดอั้นตันใจเมื่อคืนนี้
องครักษ์ติดตามที่อยู่ข้างกายของเป่ยไห่เฟิงเอ่ยปากกล่าวว่า: “เจ้าน่านน้ำเพียงแค่มีอาการเจ็บคอเท่านั้น และก็กินยาไปแล้ว ไม่รบกวนฮ่องเต้ฉีแล้ว”
มู่หรงอี๋เห็นใบหน้าของจวินฉีเซิ่งมีความกระอักกระอ่วนแวบผ่านไป รีบร้อนยกถ้วยสุราขึ้นมา เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปทางด้านกู้ชิวเหลิ่ง กล่าวว่า: “จวิ้นจู่ เดินทางมาไกล ข้าเองก็ดื่มคารวะท่านหนึ่งจอก”
กู้ชิวเหลิ่งหยิบถ้วยสุราขึ้นมา กล่าวว่า: “ขอบพระทัยสำหรับการต้อนรับของกุ้ยเฟยเหนียงเหนียง”
ดูจากท่าทางนั่น กู้ชิวเหลิ่งไม่ได้คิดจะถือสามู่หรงอี๋แล้ว จวินฉีเซิ่งก็แอบโล่งใจเล็กน้อย
มองไปที่เครื่องแต่งกายไห่ถังที่กู้ชิวเหลิ่งสวมใส่ มันดูดีกว่าที่คนอื่นๆสวมใส่อยู่จริงๆ และสายตาคู่นั้น ก็เหมือนกับมู่หรงชิวอย่างมาก