ตอนที่ 213
บทที่ 213 วิญญาณมาเอาชีวิต
October 28, 2026
จวินฉีเซิ่งกำลังครุ่นคิดปวดหัวกับเรื่องที่ตำหนักเย็นถูกไฟไหม้ขึ้น แท้จริงแล้วเรื่องราวเหล่านี้เขาได้มอบหมายให้หยินซวงซวงจัดการแล้ว แต่ว่าไฟนั้นปรากฏขึ้นอย่างน่าแปลกประหลาด ทำให้เขามิอาจวางใจได้เลย
อีกอย่าง เรื่องที่ก่อนหน้านี้เขาพยายามจะลองวางยาพิษกู้ชิวเหลิ่งยังมิผ่านพ้นไปอย่างดี เขารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของวี่เฟยแต่ติดขัดที่ตำแหน่งของเหมียวเจียง จึงทำให้เขามิกล้าลงมืออย่างบุ่มบ่าม
เขารู้สึกว่ามิอาจทนอ่านสารที่วางอยู่บนโต๊ะเหล่านี้ได้อีกต่อไป
“ทูลฝ่าบาท ยีชุ่ยนางในรับใช้ที่อยู่ข้างกายกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
จวินฉีเซิ่งโบกมือขึ้นด้วยความโมโห “ข้ามิพบ!”
“ยีชุ่ยกล่าวว่ากุ้ยเฟยเหนียงเหนียงมีเรื่องสำคัญยิ่งจะทูลต่อฝ่าบาท ทั้งยังกล่าวถึงเรื่องเมื่อสี่ปีก่อน......”
จวินฉีเซิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันและพยายามระงับความโกรธในใจ เขาสงบอารมณ์กล่าวว่า “ให้นางเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ยีชุ่ยเดินตรงเข้ามาด้านในด้วยความระแวดระวัง นางเห็นสีหน้าของจวินฉีเซิ่งที่ดูมืดมน จึงสั่งให้ขันทีและนางในที่อยู่ห้องนั้นออกไป
“กุ้ยเฟยมีเรื่องใดจะกล่าวงั้นหรือ”
ยีชุ่ยคุกเข่าลง ตอบว่า “ฮ่องเต้เพคะ เหนียงเหนียงกล่าวว่ามีเรื่องเร่งด่วนยิ่งนักที่ต้องการทูลต่อฝ่าบาท ขอเชิญฝ่าบาทไปที่ตำหนักเฟิงหรวนเพคะ”
จวินฉีเซิ่งหัวเราะอย่างเยือกเย็น “ยีชุ่ย ในครานั้นที่ข้าสั่งให้เจ้าไปรับใช้ข้างกายมู่หรงอี๋ ก็เพื่อต้องการให้เจ้าคอยสืบดูทุกการกระทำของนาง เจ้าบอกข้ามาสิว่าในครั้งนี้นางมีจุดประสงค์ใด”
ร่างกายของยีชุ่ยขยับเขยื้อนเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท ในครั้งนี้......กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง ได้เห็นมู่หรงชิวเพคะ”
สามคำนั้นที่ออกมาจากปากของยีชุ่ย เลือดในร่างกายของจวินฉีเซิ่งก็แทบหยุดไหล มิรู้ว่าเพราะเหตุใด ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบัดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับมู่หรงชิว แม้แต่ในงานเลี้ยงพระราชวังในครานั้น ความตายของหลิ่วอี๋เหนียงและหนานชางโหวก็เช่นกัน
จวินฉีเซิ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นว่า “ข้าให้เจ้าไปอยู่รับใช้ข้างกายนางเพื่อจับจ้องมองดู มิใช่ให้เจ้ามาเอ่ยเรื่องราวไร้สาระเช่นนี้”
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิกล้า เมื่อครู่กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงเอาแต่กล่าวว่านางเห็นมู่หรงชิวอยู่ในตำหนักเย็น กล่าวว่าจะมาแก้แค้น ท่าทางของนางเช่นนั้นดูมิเหมือนกับการเสแสร้งแกล้งทำ ดังนั้นหม่อมฉันจึงทำได้เพียงเดินทางมารายงานฝ่าบาท”
จวินฉีเซิ่งกล่าวขึ้นว่า “เจ้าจงกลับไปบอกนาง ในเมื่อครานั้นนางตัดสินใจจะฆ่ามู่หรงชิว ก็อย่าได้กลัวว่าจะถูกวิญญาณมาตามอาฆาตแค้น ตามข้าไปแล้วข้าจะช่วยสิ่งใดได้?”
“แต่ว่า......”
“อย่าให้ข้าต้องเอ่ยอีกเป็นหนที่สอง ไสหัวไปเสีย!”
ยีชุ่ยรีบตะเกียกตะกายปีนขึ้นจากพื้นแล้วออกไปทันที
จวินฉีเซิ่งขมวดคิ้วขึ้นด้วยความรำคาญใจ เหตุใดในช่วงนี้เขาจึงนอนมิค่อยหลับเอาเสียเลย
ส่วนมู่หรงอี๋กล่าวว่านางมองเห็นวิญญาณของมู่หรงชิว ......
จวินฉีเซิ่งราวกับพึมพำอยู่กับตนเอง แววตาอันเจ้าเล่ห์เยือกเย็นนั้นกล่าวขึ้นว่า “ในเมื่อเจ้าตายไปแล้ว ข้าจะให้เจ้าตายไปอย่างไร้ร่องรอย!”
องครักษ์ลับปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าจวินฉีเซิ่ง จวินฉีเซิ่งนำมือไขว้หลังแล้วกล่าวว่า “จงจัดการกับที่แห่งนั้นให้สิ้นซาก ลงมืออย่างระมัดระวัง อย่าให้ผู้ใดพบหรือจับได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“มู่หรงชิว......”
จวินฉีเซิ่งเผยถึงรอยยิ้มอันเย็นชาออกมา “เหตุใดเจ้าจึงมักเข้ามาขัดขวางทางข้านัก?”
อีกด้านหนึ่ง ฉินโม่เอ๋อร์ที่เป็นลมหมดสติไปลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นบริเวณดวงตามีเพียงรอยแยกออกมาเส้นบาง ๆ เรียกได้ว่ามิอาจมองเห็นใครได้ชัดเจน