ตอนที่ 214
บทที่ 214 ปราบผี
October 28, 2026
ขณะที่จีเฟิงยื่นกระดาษมาให้ กู้ชิวเหลิ่งกำลังนั่งอยู่บนตั่งนอนอันแสนนุ่มโดยมีอวี้ฉือจ้านพัดให้กู้ชิวเหลิ่งอยู่ข้างกาย มืออีกข้างหนึ่ง ถือหนังสือการทหารขึ้นอ่านดู
กู้ชิวเหลิ่งรับกระดาษแผ่นนั้นจากจีเฟิงไปอ่าน เป็นกู้เจินสั่งให้คนนำมามอบให้ตอนที่มิมีใครสังเกตเห็น
กู้ชิวเหลิ่งเหลือบมองดูจากนั้นโยนมันเข้าใส่กองไฟ “หลิ่วกุ้ยเฟยคนนี้ช่างลนลานดั่งสุนัขจนตรอกเสียจริง”
อวี้ฉือจ้านรู้ว่าคนที่กู้ชิวเหลิ่งกล่าวถึงนั้นก็คือหลิ่วกุ้ยเฟยที่เจอในวันนี้ ในงานชมดอกไม้เขาสัมผัสได้ว่าสายตาของมู่หรงอี๋ มักจับจ้องมาที่กู้ชิวเหลิ่ง จึงรู้ว่าคนคนนี้มิคิดดีกับกู้ชิวเหลิ่งแน่
“กู้เจินกล่าวว่าอย่างไร?”
“มู่หรงอี๋สั่งให้คนไปหาเขา หวังว่าจะให้ปราบผี”
“มู่หรงอี๋?”
กู้ชิวเหลิ่งชะงักลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “มู่หรงอี๋ก็คือยอดหญิงงามแห่งแคว้นฉีเป็นหนึ่งในคนของตระกูลมู่หรงที่ถูกทำลายทิ้งไปแล้วนั้น”
อวี้ฉือจ้านม้วนผมของกู้ชิวเหลิ่งขึ้นเบา ๆ กล่าวว่า “เหตุใดเมื่อครู่จากที่ข้าฟัง ยอดหญิงงามของแคว้นฉีที่กล่าวออกมาจากปากของน้องนางดูเหมือนกับกัดฟันกล่าวออกมาเล่า?”
“ข้ากัดฟันกล่าวอย่างไรกัน? มู่หรงอี๋คือยอดหญิงงามของแคว้นฉี นี่คือสิ่งที่ทุกคนยอมรับ” นางมิเคยรู้สึกอิจฉาริษยาผู้ใดเนื่องจากรูปร่างหน้าตา กู้ชิวเหลิ่งยิ้มขึ้นเบา ๆ กล่าวว่า “ในวันนี้ตอนที่เจ้าเห็นยอดหญิงงามแห่งแคว้นฉี เจ้ามีความรู้สึกเช่นไร?”
“ดวงตาทั้งคู่ของข้าจับจ้องอยู่แต่ที่น้องนางจึงมิได้ชายตามองผู้ใด”
กู้ชิวเหลิ่งเลิกคิ้วขึ้น “สิ่งที่เจ้ากล่าวนั้นจริงหรือเท็จ?”
อวี้ฉือจ้านกล่าวว่า “วันนั้นในท้องพระโรง คำสาบานถึงความเป็นความตายยังคงอยู่ ข้าจะกล้าพูดปดต่อหน้าน้องนางได้อย่างไร การที่น้องนางเกิดข้อสงสัยเช่นนี้ เพราะต้องการให้ข้าต้องถูกฟ้าดินลงโทษหรือ?”
จีเฟิงที่นั่งอยู่ด้านข้างได้ยินคำกล่าวอันปวดใจของเจ้านายเช่นนั้น ความคิดในสมองก็ดูว่างเปล่า แย่แล้วเมื่อครู่เขาลืมที่จะออกไปจากห้อง ตอนนี้ออกไปยังทันอยู่หรือไม่
กู้ชิวเหลิ่งมองไปทางจีเฟิงที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยมิรู้ว่าจะออกไปจากห้องนี้ดีหรือไม่ จากนั้นจึงยิ้มขึ้นว่า “เจ้าออกไปเถอะ จงไปบอกข่าวกับกู้เจินให้เขาสานความสัมพันธ์กับมู่หรงอี๋ให้ดี จะเป็นการดียิ่งหากทำให้มู่หรงอี๋เชื่อฟังสิ่งที่เขาบอกอย่างมิสนใจเรื่องอื่นใด”
จีเฟิงตอบว่า “ขอรับ”
หลังจากที่จีเฟิงเดินออกไปแล้ว กู้ชิวเหลิ่งจึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า “เมื่อวานนี้ที่เจ้าเดินทางมา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ในสวนดอกไม้หลวง พระราชวังแคว้นฉีใหญ่โตเพียงนี้ เจ้าอย่าได้บอกข้าว่าเป็นเพราะจิตใจของเจ้าเชื่อมโยงอยู่กับข้า”
อวี้ฉือจ้านเลิกคิ้วขึ้นตอบว่า “แน่นอนว่ามีคนบอกข้า”
กู้ชิวเหลิ่งดูเหมือนคิดบางอย่างได้จึงตอบว่า “เป่ยไห่เฟิงงั้นหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว”
กู้ชิวเหลิ่งส่ายหน้า เมื่อครั้งก่อนแม้ว่านางกับเป่ยไห่เฟิงจะทำการประลองกัน แต่นางมิคิดว่าเป่ยไห่เฟิงจะคอยติดตามนางเช่นนี้ เดาว่าเขาคงจะกลัวนางไปสร้างปัญหาขึ้นโดยใช่เหตุ ดังนั้นเมื่อเห็นอวี้ฉือจ้านเดินทางมาจึงได้เดินทางไปบอกอวี้ฉือจ้าน
“ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ข้าเองก็อยากถามเหลือเกิน เจ้ากับเป่ยไห่เฟิงมีความสัมพันธ์กันเช่นไร นับแต่ครั้งแรกที่เจอกันเขาก็จำเจ้าได้ในทันที”
อวี้ฉือจ้านขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยดูท่าทางเป็นทุกข์หนักใจ “ในตอนนั้นข้ายังหนุ่มขี้เล่น เรามิอาจนับได้ว่าเป็นสหาย แต่ก็เคยรู้จักกันมาก่อน ถือได้ว่ามีความรู้สึกดีต่อกันเล็กน้อย”
กู้ชิวเหลิ่งดวงตามืดมนลงแล้วกล่าวว่า “เป็นหนุ่มขี้เล่นงั้นหรือ”
ผู้ใดเล่าที่มิเคยผ่านชีวิตวัยเยาว์ ก่อนหน้านี้นางเองก็เคยสวมชุดสีแดงสดใส นางเป็นแม่ทัพหญิง สวมชุดเกราะสีเลือดมิเกรงกลัวฟ้าดิน แม้แต่พระราชโองการของฮ่องเต้พระองค์ก่อน นางก็กล้าที่จะขัดขืน ทว่าบัดนี้สิ่งต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว