ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 สาวใช้คนใหม่
September 30, 2026
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หลัวเสี้ยวเวยทำหน้าไม่ถูก จึงพูดแก้เก้อออกไป “รถม้าของนายท่านสูงไปนะ”
“รถม้าของข้าผิดซินะ”
“ขออภัยที่ตัวข้าเล็กไปหน่อย”
“ทั้งตัวเล็กและขาสั้นด้วย”
“ปาก...” ปากคอร้ายกาจเหลือเกิน นางยั้งปากได้ทัน ทำให้ได้แต่ค้อนขวับเข้าให้
“เจ้าพูดอะไร”
“เปล่าเจ้าค่ะ”
“งั้นเราไปเถอะ”
“อืม”
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างลืมตัว ไมได้สนใจสายตาดุดันของ หยางเหลาหู่ เขาอ้าปากจะพูดตำหนินาง แต่หญิงสาวกลับมุดเข้าไปด้านในหาที่ให้ตัวเองได้นั่งรวมอยู่กับข้าวของหลายอย่างที่เขาซื้อกลับไปตามรายการของหยางกั๋วชิ่ง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาแน่ หลัวเสี้ยวเวยได้แต่ถอนหายใจ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น แต่ต่อไปนี้ขอลิขิตชีวิตตัวเองเถอะนะ!
อาจเป็นเพราะความกังวลและเคร่งเครียดสะสมมานาน ทำให้หญิงสาวเผลอหลับไปในรถม้า รู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนรถม้าโคลงไปโคลงมา อาจเพราะถนนขรุขระ นางสะลึมสะลือตื่นไม่เต็มตา แต่รู้สึกว่ามีมือใหญ่ประคองศีรษะไม่ให้ไปกระแทกกับผนังของรถม้า มือหยาบกระด้างนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ทว่านางไม่อาจฝืนตื่นได้ จึงปล่อยให้ตัวเองหลับตาอยู่อย่างนั้นจนรถม้าผ่านทางขรุขระ มือนั้นจึงถอยห่าง นานเพียงใดไม่อาจรู้ได้จนเมื่อรถม้าหยุดนิ่งสนิท นางจึงลืมตาพร้อมกับได้
ยินเสียงเรียกจากบุรุษหนุ่มผู้นั้น เมื่อนางงัวเงียโผล่หน้ามาทางช่องหน้าต่าง เห็นเพียงพยักหน้าให้เหมือนบอกว่าถึงแล้ว
หลัวเสี้ยวเวยนั่งปรับสติตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ นางเดินทางร่วมสิบวัน นอนอยู่บนรถม้า จอดพักเป็นระยะๆ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังจะไปที่ใด และไม่แน่ใจว่ามือใหญ่ที่ยื่นมาคอยประคองศีรษะนางไว้นั้นเป็นความจริงหรือเพียงแค่ความฝัน นางยกมือลูบเส้นผมของตัวเอง ใช้ปลายนิ้วแทนหวีแล้วคว้าห่อผ้ามากอดไว้
หญิงสาวค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้า ไม่รู้ใครเอาเก้าอี้มาวางไว้ให้นางได้ลงมาอย่างง่ายดาย ไม่ต้องกลิ้งลงมาให้เป็นที่ขบขันตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เมื่อออกมานอกรถม้าและยืนได้มั่นคงแล้ว นางเห็นป้าย ป้อมพยัคฆ์ทมิฬ โดดเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือศีรษะ นางมิใช่ชาวยุทธและไม่ได้เป็นคุณหนูตระกูลหลัวอีกแล้ว นางจึงมิรู้ว่าป้อมพยัคฆ์ทมิฬแห่งนี้โด่งดังเพียงใด กล่าวให้ถูกนางมิรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใดด้วยซ้ำ หากแต่การเดินทางยาวนานสิบวันนี้ อย่างน้อยทำให้นางมั่นใจว่า ที่นี่ไกลห่างจากบ้านลุงจางฉวน
“ไม่เข้าไปข้างในรึ หรือรอให้ใครมาปรนนิบัติ”
เสียงดุดันดังอยู่เหนือศีรษะ หญิงสาวได้แต่แหงนหน้ามองคนที่อยู่บนหลังม้า เขาเพียงหรี่ตามองนางราวกับเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แล้วกระตุ้นให้ม้าเข้าไปด้านใน
ชายผู้นี้ปากคอร้ายกาจเสียจริง
หลัวเสี้ยวเวยได้แต่พึมพำกับตนเอง นางกอดห่อผ้าไว้เป็นที่พึ่ง ในใจยังสงสัยว่ามือที่เคยประคองศีรษะนางไว้นั้นเป็นของผู้ใดกัน แต่เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ เข้ามาใกล้รถม้าและเตรียมทยอยขนข้าวของลงจากรถ นางขยับตัวหลบอย่างไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
“สาวใช้คนใหม่รึ”
“เจ้าค่ะ” นางรีบขานรับ ฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่กลับได้สายตาที่จ้องมองราวกับนางเป็นหมูที่ถูกซื้อมาเลี้ยงไว้เป็นอาหาร คนเหล่านั้นต่างมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไล่สายตาขึ้นๆ ลงๆ นางได้แต่ยืนกอดห่อผ้าราวกับใช้มันไว้ป้องกันตัว
“ตัวแค่นี้จะทำงานไหวรึ”
“ตัวแค่นี้นะดีแล้วจะได้กินไม่จุไง”
พวกเขายังพูดวนเวียนอยู่เรื่องเดิม มือไม้ก็ขนข้าวของไม่หยุด นางเกรงว่าจะไม่เป็นที่ต้องการและถูกส่งตัวกลับตั้งแต่วันแรกจึงรีบพูดขึ้น
“ข้ากินไม่เยอะและทำงานหนักได้”
เสียงหวานใสของนางทำให้ผู้อื่นต่างหยุดมือและจ้องนางเป็นตาเดียว หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าตนเองทำสิ่งใดผิดไปหรือไม่ นางแทบกลั้นหายใจรอ รอให้ใครสักคนพูดสักประโยคขึ้นมาทำลายความเงียบนี้เสีย
“นายท่านมิได้ซื้อตัวเจ้ามาทำงานหนักหรอก ตามข้ามาทางนี้”