ตอนที่ 1324
บทที่ 1324 รับคน เส้นทางหลังขององค์หญิงหมิงเว่ย
October 21, 2026
สุดท้ายเสด็จอาเก้าก็ไม่ได้สมปรารถนา เรื่องบางเรื่องเฟิ่งชิงเฉินมีความคิดความเด็ดขาดของตัวเอง แม้นว่าจะเป็นเสด็จอาเก้าก็ไม่สามารถทำให้นางยอมแพ้ได้
เสด็จอาเก้าหมดหนทางทำได้เพียงปล่อยตัวนางออกอย่างเชื่อฟัง แต่ว่ามีเรื่องที่ควรดีใจเรื่องหนึ่งคือความขัดแย้งระหว่างทั้งสองได้คลี่คลายแล้ว อย่างน้อยเฟิ่งชิงเฉินก็ไม่ได้โกรธเขาแล้ว
คืนวันนั้น เสด็จอาเก้าพาเฟิ่งชิงเฉินออกไปนอกเมืองทันที โดยไม่ได้ตรวจเอกสารต่อ เพื่อชมดาวอันงดงามบนท้องฟ้า
บุรุษใจแคบ
เฟิ่งชิงเฉินก่นด่าในใจ ทว่าปากกลับไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแค่ยื่นมือออกไปตรงหน้าเสด็จอาเก้าให้เขาดึงขึ้นหลังม้า
ทั้งสองขี่ม้าอยู่บนเส้นทางหลวงอันไร้ผู้คน เสียงลมพัดดังหวีดหวิวอยู่ในหู เฟิ่งชิงเฉินซุกศีรษะเข้าไปในอ้อมกอดของเสด็จอาเก้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลมบาดใบหน้า
ความเร็วยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนมีจังหวะหนึ่งเกือบจะบินหลุดออกไปอย่างไรอย่างนั้น ความรู้สึกนี้กับตอนที่ขี่ม้าเองนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง เฟิ่งชิงเฉินหลุดเสียงตกใจออกไปโดยห้ามไม่อยู่ ทำให้เสด็จอาเก้าหลุดหัวเราะออกมา “ที่แท้ ชิงเฉินเองก็กลัวเป็นนี่นา”
“ข้าไม่ได้กลัวสักหน่อย ทักษะการขี่ม้าของข้าดีกว่าท่านเสียอีก” เฟิ่งชิงเฉินใช้มือทุบไปที่เสด็จอาเก้าหนึ่งที “ท่านตั้งใจทำเช่นนี้นี่”
“เปิ่นหวังเพียงแค่ไม่อยากเสียเวลาบนถนนเท่านั้น” เสด็จอาเก้าไม่เพียงแต่ไม่ลดความเร็ว แต่กลับยิ่งเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เฟิ่งชิงเฉินต้องกอดเสด็จอาเก้าไว้แน่นๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก ไม่อยากกินดินกินทรายเข้าไป
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงตีนเขานอกเมือง มีเสด็จอาเก้าอยู่ด้วย เฟิ่งชิงเฉินจึงไม่จำเป็นต้องปีนเขาเอง เสด็จอาเก้าอุ้มตัวนาง แล้วพุ่งขึ้นไปยังยอดเขาทันที
“ถึงแล้ว”
เฟิ่งชิงเฉินยืนบนยอดเขาแหงนมองดูท้องฟ้า แล้วยิ้มหน้าแป้นอย่างมีความสุข
ภูเขาลูกนี้ไม่สูงและไม่มีดินแดนที่สามารถหยิบดวงดาวได้ด้วยมือเปล่า แต่ทว่า…บรรยากาศบนภูเขาบริสุทธิ์ ทั้งยังไม่มีแสงไฟรบกวน ทำให้สามารถมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
เฟิ่งชิงเฉินใช้นิ้วชี้ไปบนท้องฟ้าแล้วเริ่มนับดวงดาวขึ้นมาทีละดวงๆ ในปากพึมพำอะไรบ้างไม่รู้ เสด็จอาเก้าได้ยินไม่ชัดนัก จากนั้นพลันล้มตัวลงนอนบนพื้นพร้อมหนุนตักเสด็จอาเก้า “ท้องฟ้าที่นี่งามนัก”
ทั้งกว้างขวางและเงียบสงบ ไม่ว่าจะอารมณ์ไม่ดีมากเพียงใด วินาทีนี้ย่อมใจเย็นลงในทันใด เฟิ่งชิงเฉินมองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพลางพึมพำอยู่เบาๆ
แต่ก่อนนางมักจะนั่งมองดวงดาวอยู่บนพื้นบ่อยๆ เพราะในสนามรบไม่มีความบันเทิงอื่นๆ ความกดดันจึงสูง ดังนั้นการมองดวงดาวจึงดูเหมือนเป็นวิธีเดียวที่สามารถบรรเทาความกดดันได้
ดวงดาวในสนามรบสวยยิ่งกว่าในเมือง แต่ทว่าทุกๆ ครั้งกลับมีเพียงแค่นางคนเดียว
“หากเจ้าชอบ ต่อไปเปิ่นหวังจะพาเจ้ามาอีก” ชายแดนนี้พวกเขาต้องมาอีกแน่ไม่ช้าก็เร็ว เสด็จอาเก้าไม่ได้พูดเล่น
“อืม ข้าจะจำไว้” เฟิ่งชิงเฉินไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด เพียงแต่ในใจไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น
เสด็จอาเก้ายอมง้อนางเช่นนี้ แสดงว่าพวกเขากำลังทะเลาะกันอยู่ นางไม่กลัวการทะเลาะ แต่ก็ไม่อยากให้ทั้งสองทะเลาะกันสามวันดีสี่วันร้ายเช่นกัน
เฟิ่งชิงเฉินชี้ไปยังดวงดาวบนท้องฟ้าแล้วเริ่มแนะนำให้เสด็จอาเก้า “ท่านดูสิ นั่นคือดาวจื่อเวยหยวน เป็นดวงดาวแห่งราชวัง ส่วนนั่นคือดาวจักรพรรดิ นั่นคือดาวไท่จื่อ นั่นคือดาวเทียนซู นั่นคือดาวอวี้หนี่ว์ และนั่นคือดาวหวาไก้…”
เฟิ่งชิงเฉินชี้เบาๆ ด้วยมือเปล่าพร้อมบอกชื่อดวงดาวเหล่านั้นออกมาโดยไม่ต้องคิดเลยแม้แต่นิด ทำเอาเสด็จอาเก้าจ้องเฟิ่งชิงเฉินอย่างตะลึงจนอ้าปากตาค้างอยู่นานกว่าจะดึงสติกลับมาได้แล้วถามออกไปว่า “เจ้ารู้เรื่องโหราศาสตร์ด้วยหรือ”
หรือว่าแท้จริงแล้วเฟิ่งชิงเฉินจะเป็นทายาทตระกูลฝู ไม่ใช่ทายาทตระกูลเฟิ่งหลี?
“เปล่านี่ ข้ารู้เท่านี้แหละ ใช้หลอกคนไม่รู้เรื่องน่ะ” เฟิ่งชิงเฉินเอ่ยอย่างซุกซน เมื่อเห็นสีหน้าของเสด็จอาเก้าเปลี่ยนจากตะลึงตกใจมาเป็นผิดหวัง แล้วค่อยมาเป็นสงบนิ่งแล้ว เฟิ่งชิงเฉินพลันหลุดหัวเราะออกมา ในศีรษะนึกถึงทหารผิวคล้ำผู้นั้น
ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างศึกษากลุ่มดาวตะวันตก มีคนคนหนึ่งได้ศึกษากลุ่มดาวตะวันออกอย่างสุดชีวิตจนท่องจำกลุ่มดาวทั้งยี่สิบแปดได้อย่างลื่นไหล ตอนนั้นทำเอาเฟิ่งชิงเฉินตะลึงตกใจจำต้องมองอีกฝ่ายอย่างเคารพนับถือ พร้อมถามอีกฝ่ายว่ารู้เรื่องโหราศาสตร์หรือ ทว่าสุดท้าย…
อีกฝ่ายกลับตอบทันทีว่า “เปล่า ข้ารู้เท่านี้แหละ เอาไว้เกี้ยวสาวน่ะ”