ตอนที่ 622
บทที่ 622 การตาย ราชองครักษ์บุกเข้ามาหานาง
October 21, 2026
ซูเหวินชิงไม่สบาย ทำอย่างไรดี?
แน่นอนล่ะ ต้องพาไปหาหมอ
หมอที่มีฝีมือมากที่สุดในเมืองหลวงคือใครกันล่ะ?
แน่นอนล่ะ เฟิ่งชิงเฉินอย่างไรล่ะ
การเดินทางจากจวนซูไปยังเรือนเล็กซีชวีต้องใช้เวลามาก หลานจิ่วชิงจึงตัดสินใจเลือกจวนเฟิ่ง หลานจิ่วชิงให้สายลับไปรายงานเฟิ่งชิงเฉิน ให้เฟิ่งชิงเฉินรีบมาที่จวนเฟิ่ง ส่วนตัวเองก็ประคองซูเหวินชิงไปยังห้องผ่าตัดที่เพิ่งสร้างขึ้นในจวนเฟิ่ง โดยใช้เส้นทางลับ
ในช่วงที่มีการก่อสร้างจวนเฟิ่ง หลานจิ่วชิงให้ซูเหวินชิงขุดเส้นทางลับที่เชื่อมระหว่างจวนเฟิ่งและห้องลับของจวนซู ซึ่งเรื่องเส้นทางลับนี้ เฟิ่งชิงเฉินเองก็ไม่รู้มาก่อน
จุดประสงค์ในตอนแรก หลานจิ่วชิงเพียงต้องการใช้เส้นทางนี้ไว้ให้เขาและปู้จิงหยุนไปหาเฟิ่งชิงเฉินเพื่อทำแผลอย่างสะดวก นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เฟิ่งชิงเฉินช่วยเขา นางก็กลายเป็นหมอประจำตัวของพวกเขาไปเสียแล้ว ไม่นึกเลยว่าคนที่จะได้ใช้เส้นทางลับสายนี้เป็นคนแรกจะกลับกลายมาเป็นซูเหวินชิง
เมื่อสายลับได้รับคำสั่งแล้วก็เงยหน้ามองท้องฟ้า เมื่อเขาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูห้องของเฟิ่งชิงเฉินแล้วก็ลังเลอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็เคาะประตูห้อง
เขากลัวว่าผู้เป็นนายจะควักลูกตาเขา หากรู้ว่าเขาบุกเข้าไปในห้องส่วนตัวของแม่นางเฟิ่ง
"แม่นางเฟิ่ง"
"นั่นใคร?" เฟิ่งชิงเฉินรู้สึกตัวแล้ว และสิ่งแรกที่นางทำก็คือคว้าปืนที่อยู่ข้างๆหมอน
"ข้าน้อยเป็นสายลับที่ถูกส่งมาเพื่อคุ้มกันแม่นางเฟิ่ง นายของข้าน้อยส่งข่าวมาบอกว่า เขากำลังรอท่านอยู่ที่ห้องผ่าตัดในจวนเฟิ่ง ขอให้ท่านรีบไปที่นั่นโดยเร็วที่สุด มีคนอาการหนักขอรับ" นั่นก็หมายความว่า คนที่อาการหนักไม่ใช่หลานจิ่วชิง
เฟิ่งชิงเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางนวดขมับสักครู่ แล้วตะโกนตอบผู้ที่รออยู่ด้านนอก "เช่นนั้นรอเดี๋ยว" ก่อนจะลุกขึ้นมาจุดเทียนจนสว่าง
การที่ต้องลุกขึ้นมาจากเตียงกลางดึกในช่วงฤดูหนาวไม่ใช่สิ่งที่รื่นรมย์เท่าใดนัก เฟิ่งชิงเฉินก็รู้สึกเช่นนั้น นางแต่งตัวในขณะที่หน้าหงิก เปิดกระเป๋าเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะ แล้วหยิบยาที่จำเป็นออกมา ก่อนจะนำยาเก็บลงในกล่องปฏิบัติการ
กระเป๋าเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะแสดงผลคะแนนจรรยาแพทย์ขึ้นมาว่ายังมีอีก 10 คะแนน เฟิ่งชิงเฉินได้แต่หวังในใจว่าการไปหาหลานจิ่วชิงครั้งนี้จะทำให้นางได้คะแนนเพิ่มขึ้น นางอยากได้ปืนกลรุ่นเอเค 47 เหลือเกิน แต่ช่วงนี้นางไม่ค่อยได้ออกไปรักษาผู้คนเลย
เฟิ่งชิงเฉินหิ้วของเดินออกมา แต่นางยังไม่เดินตามสายลับไป แต่ยืนสังเกตสายลับอยู่สักพัก
สายลับเหล่านี้นางเคยเจอแล้วครั้งหนึ่ง แต่มองเพียงผ่านๆ จึงจำหน้าตาไม่ค่อยได้ สายลับก็รู้ดีว่าควรทำอย่างไร เขาหยิบป้ายสลักที่มีสัญลักษณ์ตระกูลซูออกมาแล้วส่งไปให้เฟิ่งชิงเฉิน เมื่อเฟิ่งชิงเฉินตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนดีแล้วก็พยักหน้า "ส่งคนเข้าไปอยู่ในห้องนี้ อย่าให้ใครรู้ว่าข้าออกไปข้างนอก"
"ขอรับ" เมื่อเฟิ่งชิงเฉินพูดจบ สายลับก็ยกมือขึ้นมาส่งสัญญาณ แล้วบอกเฟิ่งชิงเฉินไปว่า "ขออภัยนะขอรับ" แล้วทำการยกร่างเฟิ่งชิงเฉินออกไปจากเรือนเล็กซีชวีอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งชิงเฉินตกใจยิ่งนัก แต่ก็ต้องอุดปากตัวเองไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเองแหกปากลั่น นางได้แต่ด่าคนของหลานจิ่วชิงอยู่ในใจที่บุ่มบ่ามเกินไป หารู้ไม่ว่าในใจของสายลับผู้นั้นก็ขมขื่นไม่แพ้กัน
ทั้งสองฝ่ายต่างรีบเร่งเดินทาง หลังจากที่หลานจิ่วชิงออกมาจากเส้นทางลับได้ไม่นาน เฟิ่งชิงเฉินก็มาถึงพอดี นางมองไปยังห้องไม้เล็กๆพลางถอนหายใจ แล้วจึงถือไฟเดินไปทางห้องนั้น และยังสั่งให้สายลับไปช่วยจุดไฟห้องอื่นๆให้สว่าง
หากจุดไฟให้สว่างเพียงห้องเดียว ก็จะตกเป็นเป้าสายตามากเกินไป
เมื่อเฟิ่งชิงเฉินเดินเข้าไปในห้องก็เห็นหลานจิ่วชิงยืนกอดอกอิงผนังอยู่ ท่าทางที่ดูเหมือนจะชวนหาเรื่องของหลานจิ่วชิง ดูๆแล้วกลับมีความพิเศษ ช่างดูชวนมองเหลือเกิน
หากพิจารณาดีๆแล้ว หลานจิ่วชิงดูมีความเด็ดเดี่ยวและความอ้างว้างอยู่นัยๆ เหมือนว่าเขาถูกโลกทั้งใบทอดทิ้ง