ตอนที่ 710
บทที่ 710 ท่านมาแล้ว ข้าถึงไม่เสียดายที่ตาย
October 28, 2026
หมอหลวงหูตัวสั่นระริกกล่าวว่า“กราบทูลพระพันปี เกรงว่าหรงเต๋อเฟยจะเหลือเวลาไม่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”พระพันปีหน้าถอดสี หมอหลวงหูเลยรีบโขกศีรษะก้มลง
“ออกไปเถิด”หนานกงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา หมอหลวงหูคล้ายดั่งความหวังสุดท้าย จากนั้นได้ลุกขึ้นแล้วออกไป
มู่เหมียนมองพระพันปี แล้วกล่าวว่า“พระพันปี พระองค์กลับเสียเถิดเพคะ หม่อมฉันเหนื่อยแล้ว อยากจะพูดคุยกับพระชายาเย่เพคะ”
พระพันปีถึงได้ลุกขึ้น เดินออกไปด้านนอก
หนานกงเย่ก็เช่นกัน
พอคนไปแล้วฉีเฟยอวิ๋นจึงร่ำไห้ออกมา กล่าวว่า“เป็นความผิดของข้า ข้าเรียนไม่แจ่มกระจ่าง ก่อนหน้านี้หากว่าข้าศึกษาค้นคว้าการแพทย์แผนจีนอย่างช่ำชอง ก็ไม่มีทางเป็นเช่นนี้”
“ไม่ใช่หรอก ข้าอยากจะตาย ต่อให้ท่านจะปกป้องข้าอย่างไร ก็คือเสียแรงเปล่า”มู่เหมียนยิ้มชั่วครู่หนึ่ง แววตาสดใสขึ้นมาก
“ข้าไม่อยากเจอผู้ใดเลย ข้ามีแต่อยากจะเจอเพียงท่านเท่านั้น ฉีเฟยอวิ๋น ข้าชอบอยู่กับท่าน แม้ว่าจะเกรี้ยวกราดอย่างไร แต่ท่านก็ไม่เลวร้าย ท่านก็ไม่ได้ทำร้ายข้า เพราะฉะนั้นข้าชอบท่าน”
ฉีเฟยอวิ๋นมองมู่เหมียน แล้วกล่าวว่า“ท่านอ๋องเย่ได้ยิน น่าจะไม่พอใจแน่”
ไม่รู้ว่าทำไม ฉีเฟยอวิ๋นถึงร้องไห้ไม่ออกอย่างกะทันหัน แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเสียใจ เธอเพียงแค่มองมู่เหมียนอยู่อย่างนั้น นอกจากสงสารก็ไม่มีอย่างอื่น
มู่เหมียนลุกขึ้นช้าๆ หยิบขลุ่ยหยกออกมาจากใต้หมอนกล่าวขึ้นว่า“ข้าไม่มีสิ่งใดจะให้ท่าน ขลุ่ยหยกนี้เป็นสิ่งของที่ข้าชื่นชอบที่สุด ข้ามอบแก่ท่าน หากท่านมีใจคิดถึงข้า หยิบออกมาดูบ้างยังดี หากว่าไม่ชื่นชอบแล้ว ทิ้งมันไปเลยยังได้
ข้าใช้ชีวิตเพียงพอแล้ว ข้าอยากไปหาซู่ซู่ แต่ไม่รู้ว่าซู่ซู่นั้นอยู่แห่งในใด?”
มู่เหมียนชำเลืองมองฉีเฟยอวิ๋นแล้วอยากลงจากเตียง ฉีเฟยอวิ๋นจึงประคองนางลงมาจากเตียง ทั้งสองเดินออกมาจากห้อง พระพันปีนั้นยังไม่ได้กลับไป เพียงแค่รออยู่ด้านนอกพระตำหนัก
เวลานี้หวังฮวายเต๋อและชุนหยางจวิ้นจู่มาแล้ว พอเห็นบุตรสาวที่โรยราจะไม่ไหวแล้วจึงได้ร้องไห้โฮออกมา
“หุบปากให้หมด ร้องไห้ทำไมกัน?”
พระพันปีกล่าวตรัสด้วยความโมโห หวังฮวายเต๋อสามีภรรยาเลยอดกลั้นน้ำตาไว้
องค์จักรพรรดิได้รับความประสงค์ถึงได้เดินเข้ามาจากด้านนอก พอเจอมู่เหมียนแล้วถึงกับชะงักงัน ตั้งแต่มู่เหมียนเข้าที่พระตำหนักเย็น ทั้งสองไม่ได้เจอกันอีกเลย และมู่เหมียนเองไม่ยินยอมพบพระองค์ด้วย
มู่เหมียนเห็นองค์จักรพรรดิอวี้ตี้นางเพียงแค่ขมวดคิ้วขึ้น มองอยู่ครู่หนึ่งแต่ทว่ากลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา ร่างกายของนางอ่อนแอไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่นางไม่ได้อยากจะสิ้นใจตายในพระตำหนักเย็น
“เหมียนเอ๋อร์”องค์จักรพรรดิอวี้ตี้เรียกมู่เหมียนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ในใจของพระองค์ก็รู้สึกเป็นทุกข์
มู่เหมียนยิ้มกล่าวว่า“ฝ่าบาท ช่วงนี้สบายดีหรือไม่เพคะ?”
“ข้าสบายดี เจ้าไม่สบาย ภายในใจของข้านั้นก็รู้สึกไม่ดี”องค์จักรพรรดิอวี้ตี้เคยเป็นห่วงสงสารมู่เหมียน เห็นมู่เหมียนเป็นเช่นนี้ พระองค์เจ็บปวดใจอย่างที่สุด
นึกถึงความรักไมตรีจิตที่ผ่านมา องค์จักรพรรดิอวี้ตี้เลยขยับเข้าหา
แต่ทว่ามู่เหมียนกลับกล่าวขึ้นว่า“อย่าเข้ามา มู่เหมียนรับไม่ได้ สิ่งที่ไม่ใช่ของมู่เหมียน มู่เหมียนไม่อยากหวงแห ฝ่าบาทเก็บไว้เถิดเพคะ เก็บไว้ให้เหล่าคนที่ชื่นชอบ”
มู่เหมียนมองฉีเฟยอวิ๋น จ้องมองลึกเข้าไปในหัวใจแล้วกล่าวว่า“ฉีเฟยอวิ๋น ท่านส่งข้า ข้าอยากให้ท่านส่งข้า อย่างน้อยท่านก็ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายข้า”
ฉีเฟยอวิ๋นพยักหน้า ประคองมู่เหมียนออกไป
บริเวณโดยรอบเงียบสงัดชั่วขณะ หวังฮวายเต๋อตระหนักสิ่งที่บุตรสาวกล่าวพูดได้ทันทีว่า คนที่อยู่ที่แห่งนี้นอกจากฉีเฟยอวิ๋นแล้ว คนอื่นล้วนอยากทำร้ายนาง
ออกมาแล้วมู่เหมียนได้พูดวิธีการเป่าขลุ่ยหยกกับฉีเฟยอวิ๋นว่า“หากท่านเป่าไม่เป็น สามารถให้หนานกงเย่สอนได้ เขาเป่าเป็น ตอนเด็กเขาชอบขลุ่ยหยกของข้า อยากจะเอาไป ข้าบอกว่าหากเขาเป่าเป็นข้าจะให้เขา เขาเคยเอาไปเป่า เสียงอะไรต่างๆล้วนไพเราะดีหมด แต่น่าเสียดายที่ข้าตัดใจให้ไม่ลง อีกทั้งยังปลิ้นปล้อน”
มู่เหมียนกล่าวถึงเรื่องนี้ก็ตลก หัวเราะอย่างมีความสุข ฉีเฟยอวิ๋นนึกถึงครั้งแรกที่เจอมู่เหมียน ที่จริงมู่เหมียนชอบหนานกงเย่ นี่ถึงได้ถามขึ้นว่า“มู่เหมียน ท่านยังชอบท่านอ๋องเย่อยู่ใช่หรือไม่?”
“หากท่านยังถามข้าแบบนี้อยู่ ข้าควรจะพูดว่าใช่หรือไม่ใช่ดีล่ะ?”มู่เหมียนเหลือบมองฉีเฟยอวิ๋น มองฉีเฟยอวิ๋นที่กระอักกระอ่วนแล้ว
ไม่ใช่หรือ จะต้องตอบอย่างไรล่ะ?
“เมื่อก่อนข้าอยากแต่งงานกับหนานกงเย่มาโดยตลอด หนึ่งชอบอย่างแท้จริง สองคือไม่ยินยอม เดิมทีเขาคือสามีของข้า เหตุใดข้าถึงต้องแบ่งครึ่งทางให้ท่านล่ะ