ตอนที่ 709
บทที่ 711 มีการจัดเตรียมการของตนเอง
October 28, 2026
ฉีเฟยอวิ๋นหรี่กระพริบตา น้ำตาหลั่งรินลงมา เธอมองมู่เหมียนที่อยู่ข้างกาย มู่เหมียนได้จากไปแล้ว
ฉีเฟยอวิ๋นลูบสัมผัสใบหน้าของมู่เหมียนอย่างแผ่วเบา แล้วกล่าวว่า“ข้ายังมีคำที่อยากจะกล่าวพูด เหตุใดท่านถึงไปแล้วล่ะ?คนมีดวงวิญญาณ ท่านยังไม่ได้ไปใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของมู่เหมียนซีดเผือด เพราะว่าผอมจนเกินไป คล้ายดั่งคนอายุสี่สิบห้าสิบปี ฉีเฟยอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะร่ำไห้กล่าวว่า“ข้าคิดว่าจะเอาท่านออกไปอย่างไร คิดว่าไม่กี่วันนี้จะมาเยี่ยมท่าน ฉวนเอ๋อร์บอกกับข้าว่าให้หวาชิงมา ข้าดื้อรันไม่ยอมคิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเช่นนี้”
หนานกงเย่เดินมาจากที่ไม่ไกลนัก เห็นมู่เหมียนเป็นเช่นนั้น ได้กล่าวว่ารับสั่งว่า“หรงเต๋อเฟยสวรรคตแล้ว”
.......
ฉีเฟยอวิ๋นหันกลับไปมอง หนานกงเย่สายตาเย็นชา กล่าวว่า“ทหาร มาเอาหรงเต๋อเฟยออกไป”
ชั่วประเดี๋ยวเดียวฉีเฟยอวิ๋นได้รีบร้อน กอดมู่เหมียนไว้แน่น กล่าวว่า“อย่าเข้ามา ออกไปให้หมด”
ดวงตาคู่นั้นของหนานกงเย่อึมครึม สาวเท้าก้าวเดินเข้าหาฉีเฟยอวิ๋น ฉีเฟยอวิ๋นมองหนานกงเย่ด้วยแววตาเดือดดาล กล่าวขึ้นว่า“ท่านอ๋องออกไป”
หนานกงเย่เอื้อมมือไป กดจุดของฉีเฟยอวิ๋น ตรงหน้าเธอหนักอึ้ง แล้วล้มลงไปอีกด้าน จากนั้นได้มีคนมายกหามมู่เหมียนออกไป
ฉีเฟยอวิ๋นตื่นมา ก็อยู่ที่ตำหนักข้างของพระพันปีแล้ว เธอจึงลุกขึ้นแล้วลงจากเตียงวิ่งออกไป
พระพันปีกำลังยืนอยู่ด้านนอกพระตำหนัก ข้างกายมีคนอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง ฉีเฟยอวิ๋นวิ่งเปลือยเท้าออกมา พระพันปีได้หันกลับไปมอง เห็นว่าเธอไม่สวมใส่รองเท้า เลยกล่าวตรัสด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า“ทำอะไรกัน เตรียมรองเท้าให้พระชายา”
ไห่กงกงเป็นคนไปรับรองเท้าให้เอง จากนั้นเอากลับมาวางแล้วกล่าวว่า“เชิญพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
ฉีเฟยอวิ๋นสวมใส่รองเท้า แล้วรีบไปถามว่า“เสด็จแม่ มู่เหมียนล่ะเพคะ?”
“เจ้าอยากไปก็ไปเถิด นางนับว่าตายในพระตำหนักเย็น ขันทีน้อยที่อยู่ข้างกายนางกล่าวว่า นางอยากเผาศพ เวลานี้ได้เผาแล้ว อยู่ทางด้านพระตำหนักเย็น”
ฉีเฟยอวิ๋นรีบวิ่งไปพระตำหนักเย็น พระพันปีมองไปทางพระตำหนักเย็น และอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา
ไห่กงกงเลยรีบกล่าวว่า“พระพันปี ลมแรงมาก พวกเรากลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
พระพันปีส่ายหน้ากล่าวว่า“ยืนสักครู่หนึ่ง มู่เหมียนเติบโตอยู่กับข้า ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาข้าเห็นนางเป็นบุตรสาวของตนเอง ไม่สามารถไปส่งนางครั้งสุดท้ายได้ ก็มองนางอยู่ทางนี้เถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
พระตำหนักหวาหยาง
ท่านอ๋องตวนกับอวิ๋นหลัวฉวนเข้าพระราชวัง อวิ๋นหลัวฉวนร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ เพราะจะไปส่งมู่เหมียนครั้งสุดท้าย พระมเหสีหวาไร้ความสุขอย่างมาก นั่งมองบุตรสะใภ้ผู้นี้อยู่บนเก้าอี้ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้เป็นเรื่องที่ก้าวข้ามเขตแดนมาโดยตลอด พวกนางนี่ดีจริงเหมือนกับแม่กับลูกนั่นแล จึงดูนางร่ำไห้
พระมเหสีหวามองอ๋องตวนด้วยความหงุดหงิด ยังไม่เอาออกไปอีก
“ฉวนเอ๋อร์ หมู่เฟยออกหน้าไปก็ไม่ดี หากหมู่เฟยออกหน้าแล้ว ชัดเจนว่าไปดูความครึกครื้น เจ้าร้องไห้เช่นนี้ ทำร้ายร่างกาย ทำให้ครรภ์ไม่สงบก็ไม่ดี หากเจ้ารู้สึกเจ็บปวดอย่างแท้จริง ก็ไปดูอยู่ด้านนอกพระตำหนักเสีย”
เพื่อหลบเลี่ยงอวิ๋นหลัวฉวน พระมเหสีหวาเลยไปที่พระตำหนักเฉาเฟิ่ง
พอมาถึงพระตำหนักเฉาเฟิ่ง พระมเหสีหวาได้ถวายความเคารพแก่พระพันปี จากนั้นเดินไปอยู่ข้างกาย แล้วกล่าวว่า
“เสด็จพี่หญิงเสียใจด้วย โปรดระงับความเศร้าโศกเพคะ”
“เจ้ามาได้อย่างไรกัน?”
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาพระพันปีนั้นไม่ชอบพระมเหสีหวา ถึงอย่างไรก็ยังไม่ชอบ
“อยากมาอยู่เป็นเพื่อนเสด็จพี่หญิงเพคะ”พระมเหสีหวากล่าวอย่างไม่มีทางเลี่ยง
พระพันปีมองไปแล้วยิ้มอย่างเยือกเย็นตรัสว่า“หรือว่าฉวิ๋นเอ๋อร์ไปแล้ว ร้องไห้คร่ำครวญอยากจะไปดูหรือ?”
“เสด็จพี่หญิงฉลาดหลักแหลมเพคะ”
พระมเหสีหวาไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง พระพันปีเหลือบมองแล้วตรัสว่า“ต่อสู้แย่งชิงตลอดชีวิต ไม่มีสิ่งที่เจ้าไม่หวงแหน ตอนที่ปฐมกษัตริย์อยู่ เพียงแต่ข้ามีเจ้าก็ต้องการ วันนี้ลูกสะใภ้คนเดียวเจ้าก็ยังจะต่อสู้ เจ้านี่แย่จริงๆ”
“พวกนางมีความคิดที่ไม่ดีเหมือนกัน จะเป็นความผิดของน้องได้อย่างไรเพคะ?”
“เช่นนั้นเป็นความผิดของข้าหรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่เพคะ”
พระมเหสีหวาทำหน้าตาแบบไม่ทะเลาะกับคนที่มีความรู้น้อยกว่า ทั้งสองพระตำหนักต่างมองไปทางพระตำหนักเย็น เห็นเป็นสีแดงเพลิงแล้ว เลยสงบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“น่าเสียดายความรักลึกซึ้งของมู่เหมียน”พระมเหสีหวานึกถึงตนเองเมื่อสมัยนั้น ได้ถูกทำร้ายอย่างไร้ความปราณี
นึกถึงสิ่งเหล่านี้ ยังรู้สึกว่าปฐมกษัตริย์ดีอยู่อย่างงั้น
พระพันปียิ้ม กล่าวว่า“เจ้าเคยคิดที่จะให้หวาชิงเข้าวังหรือไม่?”
พระมเหสีหวามองไป กล่าวด้วยสีหน้าไม่มีความสุขว่า“ไม่คิดเพคะ”
“อ้อ?”