ตอนที่ 757
บทที่ 759 เฟิ่งไป่ซูผู้เข้าใจในทุกสิ่งอย่าง
October 28, 2026
ทั้งสองคนต่อสู้กันเพียงแค่ครู่เดียวเฟิ่งไป่ซูก็ล้มลงกับพื้น ซูอู๋ซินได้ยืนอยู่ด้านหลังของนางเพื่อคุ้มครองนางเอาไว้แล้ว
เฟิ่งไป่ซูสูดลมหายใจเข้าแล้วหันไปเหลือบมองซูอู๋ซิน จากนั้นจึงได้มองไปยังฉีเฟยอวิ๋นกับหนานกงเย่
“ดาบชวีหมัวนั้นที่จริงแล้วแลกความทรงจำของท่านแม่กลับมา”
“ถูกต้อง หากว่าถึงเวลานั้นไม่สามารถเรียกให้ฟื้นได้จริงๆ เช่นนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเองแล้ว แน่นอนว่าวิชาดาบนี้แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องขั้นที่เก้าเพียงแต่ว่าบางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อันแข็งแกร่ง”
ซูอู๋ซินกุมมือของเฟิ่งไป่ซูเอาไว้และถ่ายทอดลมปราณอันแท้จริงจากร่างกายไปให้เฟิ่งไป่ซู
“สุขภาพของท่านแม่ของเจ้าไม่ดีหากว่าฟื้นฟูร่างกายให้ดีก็จะสามารถพัฒนาไปได้อีกขั้นเป็นธรรมดา แต่หากว่าไม่ดีภายภาคหน้าก็จะไม่มีโอกาสถ่ายทอดดาบนี้ให้เจ้าอีกแล้ว
ดาบไร้ใจไม่สามารถให้บุรุษฝึกได้ยิ่งจะทำให้พลังอิ๋นอ่อนแอและสูญเสียพลังหยาง กลับเป็นสตรีที่ยิ่งฝึกก็จะยิ่งมีส่วนช่วยในร่างกายของสตรี
ดาบชวีหมัวนั้นมีไม่กี่กระบวนท่า แต่ว่าหากฝึกฝนให้ดีก็สามารถนำมาใช้ปราบศัตรูได้ "
ซูอู๋ซินกล่าวจบก็จูงมือของเฟิ่งไป๋ซูไปหาหนานกงเย่ สุดท้ายแคร๊กเสียงหนึ่งทั้งสี่คนนั้นมองไปยังดาบในมือของเฟิ่งไป่ซูโดยที่ดาบนั้นหักเสียแล้ว
สีหน้าของหนานกงเย่นั้นไม่ดี นั่นเป็นดาบที่เขาพกติดตัวมานานหลายปีแล้วจึงปวดใจเป็นธรรมดา
เฟิ่งไป่ซูเหลือบมองแล้วยื่นดาบให้กับหนานกงเย่: "เจ้าเอากลับไปซ่อมสิ"
หนานกงเย่รับดาบไปแต่กลับไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ฉีเฟยอวิ๋นเก็บดาบที่พื้นขึ้นมาดูเหมือนว่าจะไม่สามารถซ่อมได้แล้ว แต่สอนวิทยายุทธให้ก็ถือว่าเป็นอาจารย์แล้ว และทั้งสองคนก็เป็นพ่อแม่ของพวกเขาจึงกล่าวสิ่งใดมากนักไม่ได้
เก็บดาบแล้วฉีเฟยอวิ๋นจึงได้หันหลังกลับไปยังเบื้องหน้า
ถึงด้านหน้าแล้วได้นั่งลง ส่วนหนานกงเย่ไปจัดเตรียมอาหารและทั้งสี่คนก็กินข้าวกัน
ขนบธรรมเนียมของแคว้นเฟิ่งต่างเมืองต้าเหลียง ฉีเฟยอวิ๋นนั้นไม่คุ้นเคยกับอาหารการกินอยู่บ้าง
นางก็ยังชอบวัฒนธรรมอาหารการกินเช่นนั้นของเมืองต้าเหลียง
“เจ้าไม่ชอบกินอาหารของแคว้นเฟิ่งสามารถทำเองได้ไม่จำเป็นต้องใส่ใจพวกเรา พวกเราก็ไม่ชอบกินอาหารของแคว้นเฟิ่ง”
เฟิ่งไป่ซูทานอาหารเรียบร้อยแล้วก็ไปยังห้องที่เรือนหลังและพูดคุยกับฉีเฟยอวิ๋นระหว่างทาง
ฉีเฟยอวิ๋นก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดมากนัก เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วเฟิ่งไป่ซูทั้งสองคนก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องกลับพระราชวัง ทั้งสองไม่กลับไปได้หรือ
“ที่นี่มีห้องมากมาย ค่ำคืนพวกเราอยากพักอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าพักอยู่สถานที่ใด?” เข้าไปยังห้องในเรือนหลังแล้วเฟิ่งไป่ซูก็ถามขึ้นอีก
ฉีเฟยอวิ๋นมองไปครู่หนึ่ง ที่จริงแล้วยังมีห้องว่างอีกห้องหนึ่ง ห้องอื่นๆนั้นมีคนอยู่กันทั้งสิ้น
ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวว่า: "ฝ่าบาททรงต้องการประทับอยู่ที่นี่หรือเพคะ?"
“เจ้าเรียกข้าว่าเสด็จแม่ ท่านแม่หรือมารดาก็ดีทั้งนั้น เรียกข้าว่าฝ่าบาทรู้สึกห่างเหินแล้ว ข้าได้ยินจากท่านพ่อของเจ้าว่าเจ้าของร่างเดิมยังอยู่ในกายของเจ้า เหตุใดนางถึงไม่ออกมาหล่ะ?”
ฉีเฟยอวิ๋นเห็นว่าถามถึงตรงนี้แล้วฉีเฟยอวิ๋นก็ไม่สามารถปกปิดได้อีกจึงได้กล่าวว่า: "ไม่ปกปิดเสด็จแม่ ข้าก็ไม่รู้ว่าเนื่องจากเหตุใดหลังจากที่มาถึงที่นี่แล้วเจ้าของร่างเดิมก็ไม่เคยออกมาเลยจริงๆซึ่งข้าก็แปลกใจเช่นกัน ข้าลองพยายามให้ออกมาแต่ว่านางไม่ออกมาเลย ตอนนี้ข้าเป็นห่วงนางนัก ไม่รู้ว่าร่างกายอ่อนแอเกินไปแล้วเกิดเรื่องหรือเปล่า”
“บางทีนางอาจจะไม่ต้องการยอมรับพวกเรา” เฟิ่งไป่ซูหันไปมองภายในห้อง: “นางมาที่นี่ด้วยความหวังอันใหญ่หลวงโดยหวังว่าท่านแม่ผู้นี้จะได้อยู่กับท่านพ่อของนาง แต่หลังจากมาถึงแล้วจึงได้รู้ว่าข้ากับท่านพ่อของนางไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน นางจึงรู้สึกผิดหวังยิ่งนักจึงยอมที่จะไม่มีท่านแม่เช่นข้าผู้นี้ก็ไม่ยอมออกมายอมรับ"
ฉีเฟยอวิ๋นสูดอากาศอันเย็นเข้าไป ที่จริงแล้วนางก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
แต่นางไม่มีความกล้าที่จะกล่าว เฟิ่งไป่ซูผู้เป็นแม่นั้นกลับได้กล่าวออมาเสียแล้ว
ประสบการณ์ของจักรพรรดินีนั้นแตกต่างไปจากความคิดของผู้คนทั่วไปจริงๆ
“เสด็จแม่ทรงเสียพระทัยหรือเปล่า?” ฉีเฟยอวิ๋นถาม