ตอนที่ 12
ตอนที่ 9 ต้องดีขึ้น
September 18, 2026
ตอนที่ 9 ต้องดีขึ้น
หวังเจียงจิงนำชุดที่ตัดเรียบร้อยมาส่งให้ไป๋เล่อ
ขณะนั้นไป๋เล่อกำลังเตรียมขนมไปขายพรุ่งนี้
บนโต๊ะไม้เรียงรายไปด้วยขนมไม่น้อยกว่าห้าสิบชิ้น หลากหลายรูปแบบ ทั้งขนมงาเคลือบน้ำผึ้งหอมกรุ่น ขนมอบหวานละมุนที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ขนมแป้งทอดกรอบสีทองอร่าม และแม้แต่ขนมก้อนฟูนุ่มที่แต่งหน้าด้วยครีมเนียนขาวราวหิมะ ดูละม้ายเค้กในชาติเดิมของไป๋เล่อ
ไป๋เล่อเห็นอีกฝ่ายก็กล่าวทักอย่างอารมณ์ดี “พี่สาวท่านมาพอดี...นั่งลงก่อนมาชิมขนมที่ข้าจะเตรียมไปขายพรุ่งนี้”
หวังเจียงจิงมองก้อนขนมฟูนุ่มที่ปาดครีมขาวเนียนวางเรียงอยู่บนถาดไม้ กลิ่นหอมละมุนลอยอวลเต็มห้อง
เจียงจิงจึงคีบขนมกินอย่างระมัดระวัง ครีมเนียนนุ่มติดตะเกียบเล็กน้อย นางจ้องเพียงครู่ก่อนจะยกเข้าปาก รสหวานนุ่มละลายทันทีที่สัมผัสปลายลิ้น ความหอมของน้ำผึ้งผสมความละมุนของครีม ทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นี่มัน…ละมุนราวกับหิมะ ข้าไม่ใช่คนชอบกินหวานทว่ารสหวานนี้ไม่บาดคอ เนื้อนุ่มราวกับเมฆ นี่มันขนมอะไรกัน”
ไป๋เล่อยิ้มบางแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้าเรียกมันว่า ซวงเกา… ขนมที่นุ่มราวหิมะ ละมุนดุจน้ำค้าง”
อาเหมยกับเจียงจิงสบตากัน ดวงตาเป็นประกาย “ชื่อเพราะนักเจ้าค่ะ เหมาะสมยิ่งกับรสชาติที่ละลายในปาก”
เจียงจิงยังไม่วางตะเกียบ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นปนประหลาดใจ “น้องสาว หากเจ้าขายขนมชิ้นนี้ออกไป ข้าว่า…คนทั้งตลาดต้องลือกันแน่ ๆ”
จากนั้นก็เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ “…เจ้ามีฝีมือยิ่งนัก ขนมเช่นนี้หากนำไปเสนอร้านอาหาร ข้าว่าพวกเขาต้องแย่งกันรับแน่ ๆ อาจดีกว่าตั้งแผงขายที่ตลาด เจ้าเองก็ไม่ต้องไปตากแดดตากลมให้เหนื่อยกาย”
ไป๋เล่อส่ายหน้า “ขอบคุณพี่สาวที่แนะนำ ทว่าข้าอยากจะลองขายเองเสียมากกว่าเผื่อจะได้พัฒนาฝีมือได้รู้จักลูกค้า”
หวังเจียงจิงไม่คาดคั้นต่อเอ่ยถาม “แล้วเจ้าได้ที่ตั้งแผงหรือยัง”
ไป๋เล่อพยักหน้า “ได้แล้วเป็นร้านบะหมี่เล็ก ๆ หากข้าไปขายขนมก็จะช่วยส่งเสริมกัน”
หวังเจียงจิงรู้สึกว่าหากนางตั้งร้านขายถุงผ้าเองบ้างก็อาจจะดีกว่าส่งร้านจึงพูดขึ้น “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าไปด้วยได้หรือไม่เผื่อได้เรียนรู้กับน้องสาว”
“ย่อมได้แน่นอน ยิ่งคนมากยิ่งครื้นเครง”
เจียงจิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยหยอก “นี่อะไรอีกเล่า ข้าเอาชุดมาให้น้องสาวตั้งสามชุด ลองสวมดูสักหน่อยเถอะ”
ไป๋เล่อส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ…ท่านดูสิ ชุดนี้ของท่านก็ตัดได้พอดี คล่องตัวมากแล้ว อาเหมย เอากล่องไม้ไผ่ที่สานเสร็จมาให้ข้าที”
อาเหมยรีบยกกล่องเล็ก ๆ มาวางบนโต๊ะ ไป๋เล่อหยิบขนมหลากชนิดใส่ลงไป และท้ายสุดหยิบ ซวงเกา สองชิ้นวางเรียงอย่างสวยงาม
เจียงจิงโบกมือ “ไม่ได้ ๆ เช่นนี้ข้าจะเอาเปรียบน้องสาวเกินไป”
ไป๋เล่อยิ้มบาง “ข้าเพียงฝากขนมไปให้คุณชายสาม ถือว่าเป็นการตอบแทนที่เมื่อก่อนคอยช่วยดูแลซ่งเหยาอยู่เสมอ”
“พี่น้องดูแลกันนับว่าเป็นเรื่องเหมาะสม...จะกล่าวถึงบุญคุณได้อย่างไร” เจียงจิงกล่าว
จากนั้นนางก็ชะงักเล็กน้อย แววตาเปลี่ยนไปก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “อี้หลางเล่าให้ข้าฟังว่า…พักนี้คุณชายสี่มักนำขนมไปให้เขากินเสมอ เขาพูดคำหนึ่งว่า น้องสี่มิได้มีใจแบ่งให้หรอก หากแต่ต้องการอวดว่ามารดาของเขาเป็นคนทำให้ เจ้ารู้หรือไม่…คำพูดนั้นทำให้ข้ารู้สึกขายหน้าไม่น้อย...ข้าทำขนมไม่เป็นสักอย่าง”
“แต่ท่านก็เย็บเสื้อผ้าให้คุณชายสามได้...ต่างช่วยกันดูแลกันนะเจ้าคะ” ไป๋เล่อเงียบไปครู่หนึ่งถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มจาง “แต่นั่น...ก็เป็นเพราะข้าเองที่เมื่อก่อนห่างเหินกับซ่งเหยา…ช่างน่าละอายนัก”
เจียงจิงกล่าวอ่อนโยน “เรื่องเก่าก็ให้มันผ่านไปเถิด…แต่ว่า...น้องสาวอย่าหาว่าข้าปากมากเลย...เจ้าคงไม่คิดว่า...”
วาจาแฝงของอีกฝ่าย ไป๋เล่อเข้าใจทันทีนางส่ายหน้า “เปล่าเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย ข้าไม่ได้พบคุณชายรองมาปีกว่าแล้ว ย่อมไม่กล้าคิดว่าเขาจะยังมีเยื่อไยให้”