ตอนที่ 10
ตอนที่10 บุรุษแปลกหน้าในคืนจันทร์เสี้ยว3
September 18, 2026
อาจเพราะพิษไข้ทำให้ชายหนุ่มหลับๆ ตื่นๆ ไม่ค่อยรู้ตัวดีนัก แต่สัมผัสได้ว่ามีเงาร่างบอบบางเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ อยู่จนมาถึงวัยยี่สิบเจ็ดปีแล้วแม้ยังไม่ได้แต่งงานแต่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเข้าใกล้สตรี แต่เพิ่งเคยพบดรุณีน้อยที่นิสัยซื่อตรงเช่นนี้ วาจานางไม่สมกับวัยเลยสักนิด ใครเลยจะรู้ว่าสตรีผู้นี้เป็นคนที่ทำให้เขาเปิดปากเอ่ยวาจาทั้งที่ผ่านมา เขาได้ฉายาว่า ‘เยี่ยหรง-แม่ทัพใบ้’ หากไม่เพราะเข้ามาเพื่อสืบข่าวมารดาผู้ให้กำเนิด มีหรือแม่ทัพใหญ่เช่นเขาจะเฉียดใกล้ตำหนักเย็นเช่นนี้
แผลเก่ากำเริบ เดิมที่บาดแผลนี้ได้ตั้งแต่ในยกทัพปราบโจรป่า เพื่อไม่ให้เป็นข่าวจึงปิดเงียบเรื่องบาดแผลนี้ แม้เชิญหมอจากวังหลวงมารักษา ต่างกล่าวเป็นเพียงบาดแผลเล็กน้อย ทว่าผ่านมานานนับเดือน แผลนี้ยังไม่หายเสียที ซ้ำยังทำให้ร่างกายเขาร้อนระอุราวอยู่ในกองเพลิง บางคราวก็ทุเลาลงเองแต่บางครั้งก็โจมตีเล่นงานเขาจนแทบเอาตัวไม่รอด ฝ่ามือหยาบกระด้างสัมผัสที่บาดแผล นางกล่าวว่าตนเองไม่ใช่หมอแต่สามารถทำแผลและช่วยรักษาสลายพิษไข้ในกายของเขาได้ นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
สองคืนที่เขายึดครองเตียงนอนของนางอย่างไม่ตั้งใจ เวลานี้ร่างกายฟื้นเรียวแรงดีจำเป็นต้องรีบกลับจวน ไม่เช่นนั้นคงได้เป็นเรื่องราวใหญ่โตแน่ เขาลุกขึ้นแล้วควานหาเสื้อมาสวม เป็นจังหวะที่หญิงสาวเดินเข้ามาในห้อง เจ้าของร่างสูงใหญ่จึงชะงักค้างราวกับถูกจับได้ว่าเตรียมจะหลบหนี เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ให้บุรุษอื่นเข้ามา
“จะไปแล้วรึ” นางถามแล้วถือเทียนเข้าไปใกล้ เขาผงะถอยไปด้านหลังทำให้นางขมวดคิ้ว “แค่จะดูบาดแผลเท่านั้น มิได้จะล่วงเกินเจ้า”
แต่ละถ้อยคำที่เอ่ยมา ช่างไม่เหมาะสมกับเป็นกุลสตรีเลยสักนิด หรือที่ถูกส่งมาอยู่ที่นี่เพราะพูดจาห้วนเช่นนี้ แรกทีเดียวเขาก็คิดว่านางเป็นสาวใช้ แต่อยู่ด้วยสองวันสองคืนก็เห็นชัดว่าในตำหนักเย็นนี้มีนางอยู่เพียงคนเดียว แต่ล่ะวันจะมีขันทีมาส่งอาหารหนึ่งหรือสองมื้อ
“แผลสมานดีแล้ว บาดแผลนี้ดูแล้วเป็นมานาน เจ้าควรใส่ใจมากกว่านี้” นางพูดแล้วถอยหลังออกมาไม่ให้อีกฝ่ายต้องลำบากใจเกินไป
“นี่เสื้อของเจ้า ฝีมือเย็บปักของข้าไม่ดีนัก แต่พอจะซ่อมเสื้อให้เจ้าได้” นางยื่นเสื้อที่ซ่อมแซมให้เขา “ข้าต้องช่วยใส่หรือไม่”
มือใหญ่คว้าไปแล้วเดินไปหลังฉากกั้นที่เก่าคร่ำครึ หลินอวี่เหยาได้แต่อ้าปากค้าง หรือเขาจะเป็นนักพรตถือพรหมจรรย์ไม่เข้าใกล้สตรี จึงได้แสดงท่าทีรังเกียจนางถึงเพียงนี้ แต่ช่างเถิด คนผู้นี้ก็นับว่ามีความดีความชอบอยู่บ้างเพราะเขา นางจึงได้ทดสอบฝีมือการรักษาคนไข้ ได้ทบทวนความรู้จากที่เคยร่ำเรียนมา
เรียกได้ว่า ‘ผลประโยชน์ต่างตอบแทน’
เสียก็ตรงที่ พอเขารู้ตัวก็ทำเป็นคนไร้ปากไร้วาจาเงียบนิ่งเก็บคำเหมือนคนเป็นใบ้
ช่างเถอะๆ เขาไม่อยากพูด จะไปบังคับให้พูดก็ไม่ใช่เรื่อง
ชายหนุ่มแต่งกายเรียบร้อยจึงก้าวออกมา ร่างกายเขาสูงใหญ่กำยำเมื่อยืนใกล้นางจึงเห็นได้ชัดว่านางตัวเล็กนิดเดียว เขายื่นมือมาตรงหน้าแต่ไม่เอ่ยถ้อยคำ ทว่านางกลับเข้าใจความหมาย ยื่นมือไปหงายฝ่ามือขึ้น เขาก็วางถุงเงินใส่มือนาง