ตอนที่ 15
ตอนที่15 เลิกพูดเรื่องตายเสียทีเถิด
September 18, 2026
“ท่านน้า กินแป้งย่างก่อนยังร้อนๆอยู่”
หลินอวี่เหยาเปลี่ยนเรื่องแล้วหยิบแป้งย่างออกมาจากตะกร้า นางหันซ้ายหันขวาเห็นกาน้ำชาจึงเดินไปรินใส่ถ้วย ทว่ามันเป็นเพียงน้ำเปล่า
“ข้าไม่รู้ว่าที่นี่ไม่มีน้ำชา ท่านน้าดื่มน้ำเย็นเช่นนี้หรือ?” นางรินน้ำแล้วประคองถ้วยน้ำกลับมาให้จื่อหนิง
“ข้าจำไม่ได้แล้วว่าดื่มน้ำชาครั้งสุดท้ายเมื่อใดกัน” จื่อหนิงยิ้มบางเบา กลิ่นอาหารเย้ายวนทำให้นางยื่นมือไปหยิบแป้งย่างขึ้นมาบิเป็นคำเล็กๆ แล้วส่งเข้าปาก ค่อยๆ เคี้ยวและซึมซับรสชาติของอาหารแสนเรียบง่ายตรงหน้า แต่อยู่ในสถานที่นี้กลับกลายเป็นอาหารเลิศรส
“พอกินได้ไหมเจ้าคะ” หลินอวี่เหยารู้ว่ารสมือของตนไม่ได้แย่นัก แต่ในโลกที่มีวัตถุดิบจำกัดนี้ ความมั่นใจจึงหดหายไปกว่าครึ่ง
“ก็พอกินได้”
จื่อหนิงพยักหน้ารับ แม้ตอนนี้ตกอับอยู่ตำหนักเย็นมานาน ตั้งแต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนจนมาถึงตอนนี้ แต่เมื่อรื้อฟื้นกิริยามารยาทขึ้นมาอีกครั้ง นางก็นั่งหลังเหยียดตรงและกินอาหารคำน้อยๆ แลดูเป็นหญิงสาวตระกูลสูงส่ง หลินอวี่เหยาเห็นแล้วก็อดจินตนาการไม่ได้ว่า จื่อหนิงในวัยสาวต้องเป็นสาวงามอย่างแน่นอน นางไม่กล้าถามถึงสาเหตุที่จื่อหนิงมาอยู่ที่นี่ เกรงว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจของคนตรงหน้า
“ครั้งหน้าข้าจะทำมาของกินมาให้ท่านน้าชิมอีกนะเจ้าค่ะ”
“อยู่ที่นี่มานานได้กินข้าววันล่ะมื้อสองมื้อก็ยังไม่ตาย เจ้าไม่ขนอะไรมาให้ข้ากินหรอก” แม้พูดเช่นนั้นแต่ก็ยังกัดกินแป้งย่างคำต่อไป
“ข้าอยู่ที่นี้ไม่รู้จักผู้ใดก็หวังจะพึ่งพาท่านน้า” หญิงสาวกล่าวไปตามที่ใจคิด หากจื่อหนิงคิดร้ายกับนางคงไม่ช่วยนางในค่ำคืนนั้นเป็นแน่ “พระคุณที่ท่านน้าช่วยชีวิต ข้าหลินอวี่เหยาจะไม่มีวันลืม”
“เลิกพูดเรื่องตายเสียทีเถิด” จื่อหนิงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ข้าเองก็ไม่ได้มีอำนาจบารมีใดจะช่วยเจ้าได้”
“ขอแค่อนุญาตให้ข้ามาสนทนากับท่านน้าบ้าง และท่านให้คำปรึกษาข้าบ้างก็พอแล้ว”
“อย่างข้าจะไปให้คำปรึกษาอะไรผู้ใดได้” นางหัวเราะขมขื่นก่อนยกถ้วยน้ำเปล่าขึ้นดื่ม
“เยอะแยะเลยเจ้าค่ะ” หลินอวี่เหยาพูดดวงตาเป็นประกายวาววับ “ได้ยินว่าท่านน้าเชี่ยวชาญเรื่องโคลงกลอน ข้าใคร่ขอคำแนะนำจากท่าน”
“นั้นเป็นเรื่องในอดีตที่แสนนาน” จื่อหนิงพูดพลางถอนหายใจ หวนนึกถึงกาลก่อน นางเคยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างยิ่ง แต่การโดดเด่นเกินไปกลายเป็นคมมีดทำลายชีวิตตนเอง สุดท้ายต้องมาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเช่นนี้
“หากท่านน้าไม่รังเกียจ ช่วยสอนข้าเขียนตัวอักษรได้หรือไม่”
หลินอวี่เหยาไม่เชี่ยวชาญอักษรโบราณ หากวันข้างหน้าก้าวเท้าออกไปจากตำหนักเย็น นางต้องมีความรู้ ต้องเรียนเขียนอ่านแตกฉานเพื่อมิให้ผู้อื่นเอาเปรียบได้ และเพื่อการค้าของตนเอง ถูกแล้ว นางจะใช้ความรู้ด้านพืชสมุนสร้างรายได้ให้ตนเอง
“เจ้าอยากได้ความโปรดปรานจากฝ่าบาทรึ” จื่อหนิงถามเพราะสตรีจะมีค่าก็เมื่อสามีให้การยกย่อง และหากนางต้องการฐานะเดิมคืน ก็ต้องหาวิธีที่จะได้อยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ สตรีที่ถูกส่งมาตำหนักเย็นล้วนคาดหวังว่าจะได้พบฮ่องเต้อีกครั้งทั้งนั้น
“ไม่ใช่เช่นนั้น” หญิงสาวโบกมือไปมา “ข้าหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตนอกตำหนักเย็น ขันทีน้อยบอกว่าจะออกจากที่นี่ได้ก็ต้องเป็นศพออกไป แต่ข้ายังไม่อยากตาย”
“เจ้าอยากออกจากที่นี่? ออกจากตำหนักเย็นเจ้าจะไปอยู่ที่ใด บิดาของเจ้าก็ทอดทิ้งไม่ไยดี หากเจ้ากลับบ้านไปก็เกรงว่าพวกเขาไม่ต้อนรับเจ้าเป็นแน่”