ตอนที่ 14
ตอนที่14 เครียดคือสิ่งใด
September 18, 2026
“กล้วยไม้ใบเหลืองมีจุดดำ ใบแฉะ หรือเน่าที่ขอบใบ วิธีรักษาให้ตัดใบที่ติดเชื้อออกใช้ผงกำมะถันหรือน้ำปูนใสป้ายบริเวณที่ตัด กรรไกรที่ใช้ ใช้แล้วล้างเช็ดทำความสะอาดให้ดี เชื้อราติดที่คมกรรไกรได้ ช่วงนี้เปลี่ยนฤดูแล้ว เอากล้วยไม้ออกมาโดนแสงบ้าง กล้วยไม้ใบเหลือเพราะความเครียดก็มี”
“เครียด? เครียดคือสิ่งใด”
หลินอวี่เหยาหลุดปากไปแล้วก็นึกได้ว่าตอนนี้นางไม่ได้อยู่ในสถาบันวิจัยพันธุ์พืช นางกลอกตามองท้องฟ้าแต่เห็นแค่คานไม้เก่าคร่ำครึ หากคิดจะขึ้นไปแขวนคอก็เกรงว่าคานน่าจะหักลงมาก่อน
“ข้าหมายถึงมีเรื่องวิตกกังวลมากเกินไป”
“กล้วยไม้ก็มีเรื่องวิตกกังวลรึ” ซูจินทำหน้างุนงง “ข้าเห็นกล้วยไม้ของกุ้ยเฟยอยู่ดีมีสุขกว่าขันทีอย่างข้าเสียอีก”
หญิงสาวยิ้มขำ นานวันเข้าขันทีน้อยก็เลิกวางตัวหยิ่งยโสใส่นาง หลินอวี่เหยาเข้าใจดี คนเราก็มักเป็นเช่นนี้เหยียบย่ำคนที่ต่ำกว่าเพื่อให้ตนเองรู้สึกสูงส่งขึ้น แต่ซูจินมีพื้นฐานจิตใจดีนางเองก็ไม่อยากเอาเปรียบความใจดีของเขา ทุกครั้งที่ไหว้วานสิ่งใด นางจะตอบแทนเขาเสมอ แม้เล็กน้อยก็หยิบยื่นให้ ครั้งก่อนฝากชุดผ้าไหมไปขาย เขาก็ซื้อข้าวสาร แป้ง เครื่องปรุงอย่างละนิดละหน่อย ที่สำคัญก็เมล็ดพันธุ์มาให้นาง วันนี้เขามาพอดีนางทำแป้งย่างเสร็จจึงได้นั่งกินด้วยกัน
เป็นขันทีขั้นต่ำไม่ได้กินของอร่อยนัก แป้งย่างไส้ต้นหอมหอมกรุ่นเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ทำให้เขากัดกินอย่างไม่เกรงใจ ไม่รู้ว่าเขาละวางการระแวดระวังตัวไปเมื่อใด ยามนี้เขากับนางจึงเป็นเหมือนสหายกัน หลายครั้งที่เขาฟังนางพูดจาแปลกหู แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษนัก เขามีหน้าที่นำอาหารมาส่งนางสนมที่อยู่ตำหนักเย็น พบเจอหลากหลายบางคนก็พูดจาไม่รู้เรื่องราว บางคนก็เอาแต่คร่ำครวญร้องไห้จนดวงตามืดบอด การที่เขารู้สึกว่าสนมหลินอวี่เหยาจากเดิมที่เคยเอาแต่เหม่อลอย น้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา จู่ๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นคนร่าเริงมีชีวิตชีวา หรือว่าผ่านมาสองปี นางทำใจได้แล้วจึงได้เปลี่ยนตัวเองเช่นนี้
“เอาเป็นว่าท่านกงกงลองใช้วิธีของข้า ข้าเชื่อว่ากล้วยไม้จะฟื้นรอดตายได้”
“ข้าสิ จะรอดตายหรือไม่” ซูจินถอนหายใจ เขาเองก็อยากสร้างความดีความชอบเพื่อให้ตนเองก้าวหน้า แต่เห็นสภาพขันทีที่ถูกโบยตีแล้ว ก็มีเสียงในหัวบอกเขาว่าอยู่เฉยๆ เช่นนี้แหละ ดีแล้ว
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าลองเอาซากกล้วยไม้มาให้ข้าซิ กล้วยไม้ที่ตายแล้วพวกเขาทำอย่างไร”
“ข้าไม่รู้เรื่องนั้นหรอก” ซูจินครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง “แค่ซากกล้วยไม้น่าจะขอมาได้นะ”
“ตกลงตามนี้”
“เจ้าชอบพูดจาแปลกพิกล”
“อย่างนั้นรึ” นางหัวเราะร่า นึกถึงเมื่ออยู่โลกโน้น การเป็นนักวิจัยและผู้หญิงคนเดียงในคณะทำให้นิสัยค่อนข้างโพงพางและเปิดเผย วัดกันที่ความสามารถไม่ใช่เพราะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ส่วนเรื่องทำอาหารนั้นมาจากที่ คุณปู่หลินมักจะทำงานจนลืมเวลา นางไม่อยากให้คุณปู่กินอาหารเย็นชืดจึงหัดทำอาหารเพื่อให้คุณปู่หลินได้กินของร้อนและอร่อย ไม่คิดว่าเมื่อทะลุมิติมาอยู่สู่โลกนี้ ทักษะการทำอาหารจะช่วยให้นางรอดได้ ไม่เช่นนั้น นางคงได้กินน้ำข้าวกับผักดองทุกวันแน่
“ไม่รู้ว่าเจ้าทำอาหารเป็น”
“ทำได้แค่ของกินง่ายๆ” หลินอวี่เหยายอมรับ กว่านางจะใช้เตาฟื้นนี่คล่องก็ใช้เวลาพอสมควร
ซูจินแทบจะเลียนิ้วมือแต่ยังเก็บอาการอยู่ “ข้าไปก่อน”
“ท่านกงกงเดินดีๆ ข้าไม่ไปส่งนะ”